ณ ลานหลังร้านตีเหล็ก
เฉินสวินและ เหล่าหนิว เบิกตากว้าง จ้องมองโสมป่าอายุร้อยปีตรงหน้าอย่างตะลึงงัน ค่ำคืนอันยาวนานที่พวกเขาต้องสูญเสียพลังกายไปจนหมดสภาพ บัดนี้เมื่อเห็นผลลัพธ์... มันช่างคุ้มค่าเสียเหลือเกิน!
"เหล่าหนิว รวยเละแล้วงานนี้"
เฉินสวินตาค้าง โสมป่าต้นนี้พวกเขาใช้ของเหลวสีเขียวจาก [แก่นแท้สรรพสิ่ง] ฟูมฟักมากับมือ "ราคาเริ่มต้นต้องเป็ทองคำแท่งแน่นอน ฟันธง!"
มอ!!
เหล่าหนิว ตื่นเต้นจนตัวสั่น เกิดมามันยังไม่เคยเห็นทองคำเลยสักครั้ง
"ด้วยอายุอานามขนาดนี้ เศรษฐีในเมืองต้องตบตีกันแย่งซื้อแน่ๆ มันคือยาวิเศษต่อชะตาชีวิตชัดๆ"
เฉินสวินกลืนน้ำลายดังเอื้อก ในตำรายาระบุไว้ชัดเจน นี่คือของล้ำค่าในโลกมนุษย์ "เหล่าหนิว... ขายไหม?"
มอ? มอ
เหล่าหนิว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าดิก พวกเขาไม่ได้ขัดสนเื่เงินทอง รายได้ตอนนี้ก็พอใช้จ่ายสบายๆ นี่มันของรักของหวงเชียวนะ
"ตกลง งั้นเก็บไว้ก่อน เผื่อฉุกเฉินค่อยงัดออกมาใช้" เฉินสวินพยักหน้าเห็นด้วย ขืนขายไปตอนนี้เสียดายแย่ กว่าจะปั๊มเลเวลมันขึ้นมาได้ขนาดนี้
"เหล่าหนิว เราเพาะสมุนไพรตัวอื่นเพิ่มกันเถอะ เอาแค่อายุไม่กี่สิบปีก็พอ ขืนของดีเกินไปมันจะสะดุดตา เดี๋ยวจะมีภัยมาถึงตัว"
"มอ!"
เหล่าหนิว พยักหน้าหนักแน่น เฉินสวินเล่านิทานเื่ 'คนไม่ผิด ผิดที่หยก' (สมบัติล้ำค่านำภัยมาสู่ตัว) ให้มันฟังบ่อยๆ มันจำได้ขึ้นใจ
ตลอดหลายปีในเทือกเขาหนิงหยุน พวกเขาเก็บมาได้แต่สมุนไพรธรรมดา ไม่เคยเจอสมุนไพรวิเศษในตำนานสักต้น คนเราจะให้ดวงดีตลอดเวลาก็คงเป็ไปไม่ได้
ทว่า... นับั้แ่ศึกเซียนสะท้านฟ้าในวันนั้น ชาวเมืองผานหนิงและเหล่าผู้ลากมากดีต่างเกิดอาการตื่นตูม อยากเป็เซียนกันจนตัวสั่น ผู้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่เทือกเขาหนิงหยุน
ส่งผลให้เกิดพวกสิบแปดมงกุฎดาษดื่น หลอกลวงต้มตุ๋นจนหมดเนื้อหมดตัว โจรผู้ร้ายดักปล้นฆ่าชิงทรัพย์เกลื่อนกลาด ธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดในตอนนี้กลับกลายเป็... ธุรกิจขายโลงศพ
สำนักชาวยุทธ์ต่างๆ ก็เริ่มอยู่ไม่สุข ศิษย์ที่สำนักเซียนไม่รับ พวกเขารับ! เื่ที่สำนักเซียนไม่สน พวกเขาจัดการ!
วีรกรรมผดุงความยุติธรรมในยุทธภพจึงเริ่มเป็ที่กล่าวขาน ส่วนตำนาน 'คนป่า' แห่งเทือกเขาหนิงหยุน ก็ค่อยๆ ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
เวลา... คือยารักษาทุกสิ่ง และทำให้ทุกสิ่งเลือนหายไปเช่นกัน
...
วันเวลาเคลื่อนคล้อยดุจสายน้ำไหล ห้าปีผ่านไปในชั่วพริบตา
ห้าปีมานี้ เฉินสวินเทแต้มะทั้งหมดลงที่ค่า [แก่นแท้สรรพสิ่ง] เขาและ เหล่าหนิว อาศัยความอึดถึกทน ในที่สุดก็บดขยี้การฝึกจนมาถึง ขอบเขตกลั่นลมปราณ (鍊氣) ขั้นที่ 3 จนได้
เพื่อนบ้านที่เคยสนิทชิดเชื้อ บ้างก็แก่เฒ่า บ้างก็ล้มหายตายจาก เฉินสวินและ เหล่าหนิว รับหน้าที่จัดการงานศพให้พวกเขาอย่างสุดความสามารถ วิ่งเต้นช่วยเหลือครอบครัวผู้ตายทุกอย่าง
ค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วง ฟ้าสูงน้ำค้างหนาว แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องลงมา ดูเงียบเหงาอ้างว้าง ทว่าแสงจันทร์นั้นกลับส่องสว่างไปยังโรงตั้งศพแห่งแล้วแห่งเล่า... ปีนี้ดูเหมือนคนจะตายเยอะเป็พิเศษ
ราตรีสารทฤดูเยือน ลมโชยพัดพาความหนาวเหน็บและเงียบงัน
เฉินสวินยืนเป่าปี่สัวน่าอยู่หน้าโรงศพ ใบไม้ร่วงหล่นไร้เสียง หัวใจของเขาหดหู่ลงทุกที ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ
ใบหน้าที่คุ้นเคยค่อยๆ เลือนหายไปทีละคน บางทีเมื่อเวลาผ่านไป ใบหน้าเหล่านี้อาจจะเลือนรางไปจากความทรงจำของเขาด้วยเช่นกัน
เสียงร้องไห้กระซิกดังระงมในงานศพ เฉินสวินเดินไปรอบๆ ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีที่สุดคือ... อยู่ร่วมกินเลี้ยงส่งิญญา
"น้องชายเฉินสวิน ขอบคุณเ้ามากนะ"
"เสียใจด้วยครับ... เสียใจด้วย"
เฉินสวินลุกขึ้นปลอบโยน ฝืนยิ้มบางๆ "พวกข้าทำพิธีให้แล้ว บนเส้นทางสู่ปรโลก ไม่มีภูตผีตนใดกล้าขวางทางแน่นอน"
ญาติผู้ตายพยักหน้าทั้งน้ำตา กุมมือเฉินสวินแน่นด้วยความซาบซึ้ง
"มอ มอ~"
เหล่าหนิว ส่งเสียงร้องแ่เบาอยู่ด้านนอก กระดิ่งสั่นดังกรุ๊งกริ๊ง คล้ายบทสวดอวยพรแด่ผู้ล่วงลับ
ผู้ล่วงลับลาจาก... ผู้ยังอยู่ต้องก้าวต่อไป
ถนนสายนี้ดูเหมือนจะอยู่ไม่ได้เสียแล้ว เฉินสวินและ เหล่าหนิว ดูแปลกแยกเกินไป ผู้คนเริ่มจับจ้องมาที่ตัวตนของพวกเขา มากกว่าจะสนใจฝีมือการตีเหล็ก
รุ่งเช้าวันหนึ่ง... ท่ามกลางความเงียบสงัด สายลมพัดพาความหนาวเหน็บ ต้นไม้ใหญ่ริมถนนเหลือเพียงกิ่งก้านแห้งเหี่ยวและใบเหลือง
เสียงปิดประตูดังขึ้นแ่เบา เฉินสวินและ เหล่าหนิว จากไปแล้ว เขาหันกลับมามองถนนสายนี้เป็ครั้งสุดท้าย สายตาคู่นั้นราวกับจะบันทึกภาพความทรงจำซ้อนทับกันหลายชั้นเก็บไว้ในห้วงเวลา
พวกเขาเปรียบเสมือนนักเดินทางข้ามเวลา เป็เพียงผู้สัญจรผ่าน ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกเขามุ่งหน้าไปที่ใด
นับแต่นั้น โรงตีเหล็กแห่งนี้ก็ไม่เคยเปิดทำการอีกเลย ชาวบ้านต่างลือกันว่าเฉินสวินคงไปตายเอาดาบหน้า หลายปีผ่านไป ผู้คนก็จดจำได้เพียงว่า... ครั้งหนึ่งเคยมีช่างตีเหล็กหนุ่มที่ตีเหล็กได้ดุดันบ้าคลั่งคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่
...
หนึ่งเดือนต่อมา ยามค่ำคืน ณ เขตตะวันตกเมืองผานหนิง
ที่นี่คือย่านที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมือง ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ไม่รวยล้นฟ้าก็ต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ ราคาที่ดินแพงระยับชนิดที่ชาวบ้านเห็นแล้วต้องกราบ หมาเห็นแล้วยังต้องส่ายหน้า
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินทอดน่องอยู่บนถนนอันหรูหรา ฝ่ายชายดูองอาจผึ่งผาย ฝ่ายหญิงงดงามหมดจด แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น กิริยาท่าทางดูสูงส่งราวกับไม่ใช่มนุษย์เดินดิน
"โลกของปุถุชนนี่มีสีสันจริงๆ นะคะ"
หญิงสาวในกลุ่มหัวเราะร่า เสียงใสราวกระดิ่งแก้ว "อยู่แต่ในสำนัก วันๆ เอาแต่บำเพ็ญเพียร ได้เล่นกับแค่สัตว์อสูรในเขา น่าเบื่อจะตาย"
"ศิษย์น้องเย่ เ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะบอกอะไรให้นะ"
ชายหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมส่ายหน้าเบาๆ "นั่นเพราะเ้ายังไม่เคยเห็นเมืองของผู้บำเพ็ญเพียร เมืองผานหนิงนี่ก็แค่เศษเสี้ยวธุลี ความกว้างใหญ่ของฟ้าดินนั้นเกินจินตนาการของเ้านัก"
"เอ๋... ศิษย์พี่อวี๋ จริง... จริงหรือคะ"
ศิษย์น้องเย่ตื่นเต้น แก้มแดงระเรื่อ "หรือว่าศิษย์พี่อวี๋เคยไปมาแล้ว?"
ศิษย์พี่อวี๋ตีหน้าขรึม ใบหน้าที่ดูจริงจังอยู่แล้วยิ่งดูจริงจังขึ้นไปอีก เขาตอบเสียงหนักแน่น "ข้าไม่เคยไป"
ทุกคน: "......"
"เอ๊ะ! นั่นอะไรน่ะ!"
ศิษย์น้องเย่เหมือนเหลือบไปเห็นของแปลก รีบวิ่งเข้าไปดู คนอื่นๆ จำใจต้องเดินตาม แต่พอเห็นเข้าก็ต้องตกตะลึง
มันคือ 'บ้าน' ขนาดเล็กที่ด้านล่างติด 'ล้อเหล็ก' สี่ล้อ บนหลังคามีป้ายเขียนว่า 'ของว่างรสเด็ดร้านสวิน'
ดูเหมือนร้านค้า แต่ก็คล้ายแผงลอย มันตั้งตระหง่านกินพื้นที่ขนาดใหญ่ รอบด้านเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บรรยากาศคึกคักจนแทบะเิ
เ้าของร้านกำลังสะบัดตะหลิวเหงื่อท่วมตัว เปลวไฟจากเตาลุกโชน ฟู่ฟ่า เขาสาดเครื่องปรุงสูตรลับลงไป ทำเอาลูกค้ากลืนน้ำลายเอื้อก
ที่ตัวบ้านยังมีหน้าต่างบานหนึ่ง มีหัววัวดำขนาดใหญ่ยื่นออกมา... ใช้กีบเท้าคอยรับเงินและทอนเงินอย่างคล่องแคล่ว!
ด้านนอกมีเตาปิ้งย่าง กลิ่นหอมตลบอบอวลไปไกลสิบลี้ ทำเอากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งมาถึงท้องร้องจ๊อกๆ
กิจการรุ่งเรืองขนาดนี้ ย่อมมีคู่แข่งอิจฉาตาร้อน แต่พอเห็นเถ้าแก่พกขวานเบิกภูผาสามเล่มพันรอบตัว แถมเวลาย่อตัวยังเผลอโชว์กล้ามท้องสิบหกลูกให้เห็น... ทุกคนก็พร้อมใจกันเป็พี่น้องที่ดีของเขาทันที
"เถ้าแก่! ข้าเอาอันนี้!"
ศิษย์น้องเย่ชี้ไม้ชี้มือ นางอยากกินไปหมดทุกอย่าง "เอาอันโน้นด้วย! แล้วก็อันนั้น!"
"แม่หนู... มาก่อนได้ก่อนนะจ๊ะ ไปต่อแถวจ่ายเงินทางโน้นเลย"
เถ้าแก่พูดจาขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา ลูกค้าที่ยืนรออยู่ต่างพากันยกนิ้วให้... กินร้านนี้มันต้องแบบนี้แหละ ถึงจะสะใจ!
"ศิษย์พี่อวี๋! รีบมาจ่ายเงินเร็วเข้า!" ศิษย์น้องเย่ะโโลดเต้น กวักมือเรียก จมูกดมกลิ่นหอมอย่างเคลิบเคลิ้ม
ศิษย์พี่อวี๋รู้สึกวางตัวไม่ถูก แต่ก็จำใจเดินแหวกฝูงคนเข้าไปที่หน้าต่าง ล้วงก้อนเงินออกมาหนึ่งก้อน... แล้วก็ต้องสบตากับวัวดำตัวมหึมา
หนึ่งคน... หนึ่งวัว... สบตากันเนิ่นนานดั่งชั่วกัปชั่วกัลป์
ศิษย์พี่อวี๋มึนตึ้บ อ้าปากค้าง... 'ทำไมคนเก็บเงินเป็วัววะ'
เหล่าหนิว มึนตึ้บ พ่นลมหายใจแรง... 'ให้มาเยอะขนาดนี้... ตูทอนไม่ถูกโว้ย!'
จบตอนที่ 18