บทนำ
นครเซี่ยงไฮ้ เขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำแยงซีที่หลายคนขนานนามว่าไม่เคยมีวันหลับใหล นั่นก็น่าจะเป็เพราะการบูรณะบ้านเมืองใหม่ ให้ดูทันสมัย สถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนหลายแห่งก็ถูกตกแต่งใหม่ให้ดูสะอาดตา ต่างชาติพากันเข้ามาลงทุนมากมาย ทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็แลนมาร์ก และศูนย์กลางของกลไกเศรษฐกิจแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก แต่ใครจะรู้ว่านอกจากความเจริญและความสวยงามของบ้านเมืองที่ได้มานั้น ล้วนแล้วแต่เป็ผลพวงมาจากรากฐานของความเจริญทางด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า สำนักฮวงจุ้ย นครเซี่ยงไฮ้ไม่เพียงเป็ที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็ที่นิยมสำหรับผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อเื่การแสวงโชค ไม่ว่าจะเป็นักธุรกิจในพื้นที่ไปจนถึงข้าราชการ นักการเมือง และเศรษฐีจากต่างประเทศ ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือสำนักฮวงจุ้ยที่ขึ้นชื่อที่สุด
ณ ใจกลางนครเซี่ยงไฮ้
“สำนักฮวงจุ้ยงั้นเหรอ?” เสียงแก่ๆ ถามขึ้นในระหว่างที่คนอื่นรอบข้างกำลังเพลิดเพลินกับอาหารบนโต๊ะ ชายแก่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบดับกระหาย ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “แล้วต้องไปที่ไหนล่ะ?”
“เกาะฉงิครับ” เด็กหนุ่มในชุดสูทหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านในแล้วยื่นให้กับชายแก่ตรงหน้าด้วยความนอบน้อม “เป็เกาะที่ขึ้นชื่อเื่การพักผ่อนมากๆ เลยนะครับ”
“ก็ดีนิ ฉันจะได้พาครอบครัวไปพักผ่อน” เขาว่าพลางส่งนามบัตรให้บอดีการ์ดที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ทางบริษัทจองเที่ยวเรือสำราญกับที่พักเอาไว้ให้แล้ว อีกสองวันถึงจะเดินทางได้ แล้วผมจะมารับนะครับ”
“ต้องอย่างนี้สิ ค่อยคุยรู้เื่หน่อย” เขาพูดแบบไม่ได้ใส่ใจนัก อาจเพราะรสชาติอาหารตรงหน้ามันอร่อยเกินกว่าจะพูดคุยให้เสียเวลา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวแล้วนะครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากฟูกรองนั่ง แล้วเดินไปที่ประตูก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเปิดช้าๆ เขาก้าวขาออกไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วหันกลับมามองชายแก่เมื่อครู่ ก่อนจะเลื่อนปิดประตูอย่างเบามือที่สุด เขาก้าวเท้าเดินออกจากร้านอาหารด้วยความรวดเร็วพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเบอร์ล่าสุดที่โทรออกตอนก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาที่ร้านอาหารร้านนี้ เขารอเพียงไม่นานก็มีคนรับสาย
“ว่าไง?” เสียงปลายสายเอ่ยถามเนือยๆ
“เป็ไปตามแผนครับ”
“ต้องอย่างนี้สิ!! ไม่เสียแรงที่ไว้ใจจริงๆ” เสียงหญิงชราที่ปลายสายเอ่ยชม
“หวังว่าค่าตอบแทน จะเป็ไปตามที่ตกลงนะครับ” เขาไม่มัวเสียเวลาดีใจกับคำชมเลยจริงๆ ใจของเขาตอนนี้มันร้อนรุ้ม ทุกครั้งที่ทำได้สำเร็จตามแผน มันไม่ได้ทำให้เขาดีใจเป็ลิงโลดเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับกลายเป็เหมือนเครื่องทรมานหัวใจของเขา ให้เขารับรู้ถึงสิ่งที่ปรารถนา และมันก็ย้ำให้เขารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน
“ไม่ต้องห่วงหรอก คุมังจะต้องชดใช้ที่เป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมด”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มกดวางสายโทรศัพท์ เขาก้าวขาขึ้นรถแล้วขับออกไป ยังไม่ทันที่จะเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ เสียงเครื่องจีพีเอสก็บอกเตือนให้เขาตั้งจุดหมายปลายทาง “ไปเกาะชางซิง” เมื่อสิ้นเสียงแล้วจีพีเอสก็เลือกเส้นทางที่เร็วที่สุดเพื่อเดินทางไปยังเกาะชางซิงทันที เขาขับรถเคล้าเสียงเพลงไปตามเส้นทางเรื่อย ๆ อยู่เกือบชั่วโมงก็ยังดูเหมือนว่าจะไม่ถึงที่หมายเสียที เขาจึงตัดสินใจแวะพักที่บาร์เล็กๆ ข้างทางเสียก่อนที่จะต้องขับข้ามสะพานไปยังจุดหมาย บรรยากาศภายในร้านไม่พลุกพล่านนัก เขาเลือกที่จะนั่งโต๊ะติดริมหน้าต่างด้วยหวังที่จะจิบคอนยัค* แล้วชมวิวเมืองใหญ่สวยๆ เป็คืนสุดท้าย ก่อนจะต้องเดินทางไปสำนักฮวงจุ้ยชื่อดังที่เกาะฉงิในอีกสองวัน แล้วหลังจากนั้น เขาก็จะได้มีเวลาไปพบกับ เธอ แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ครับ” เขาพูดเสียงราบเรียบแล้วยกแก้วบรั่นดีในมือขึ้นมาจิบ
“ตอนนี้ยัยนั่นไม่ได้อยู่เซี่ยงไฮ้”
“แล้วอยู่ไหน?” เขาผละตัวลุกขึ้นจากพนักพิงด้วยความใ ใจหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงหรือเปล่าแต่อีกใจหนึ่งก็หวาดหวั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“อีกบ้านนึง” เธอตอบกลับน้ำเสียงห้วน ๆ ฟังแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
“ก็ไม่เสียหายอะไรนิครับ” ได้ยินดังนั้นเขาก็โล่งใจ มันก็ต้องแน่อยู่แล้ว หล่อนจะไปไหนเองได้ไกลนักหนา แค่ตอนอยู่เซี่ยงไฮ้ ก็ยังต้องมีบอดีการ์ดคอยประกบตลอดทุกครั้งที่เดินทาง แต่ใครจะรู้ว่าประโยคนั้นกลับเหมือนการเป่าลมใส่กองฟืนให้กองไฟที่กำลังครุกกรุ่น หญิงสาวที่ปลายสายกัดฟันกรอด เธอปาแก้ววิสกี้ในมือกระแทกกับผนังจนแก้วคริสตัลราคาแพงแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี
“แกจะบ้าหรือไง ถ้าเกิดปุปปับได้รับสืบทอดตำแหน่งขึ้นมา ฉันก็ลงทุนสูญเปล่าน่ะสิ!” เสียงปลายสายเริ่มเหวี่ยงแรงขึ้น เธอดูเหมือนจะหงุดหงิดมากทีเดียว
“คุณนั่นแหล่ะ กังวลเกินเหตุ เธอยังอายุไม่ถึงยี่สิบ ยังเลือกภาชนะเองไม่ได้ด้วยซ้ำ” เขาบ่นกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่แพ้กัน เขาเองก็ลงทุนกับเื่นี้ไม่น้อย ใครจะยอมให้คนที่เขารักหลุดมือไปได้ง่าย ๆ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วยกแก้วบรั่นดียี่ห้อโปรดขึ้นมาจิบอีกครั้ง
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าเราจับหล่อนมาไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าฉันจะส่งของให้!” เสียงกร่นด่าตวาดผ่านหูโทรศัพท์ดังลั่นเสมือนเป็การยื่นคำขาดจากอีกฝั่ง
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง ให้ตามไปตอนนี้ก็เสียลูกค้าของเราทั้งคู่!”
“...” อีกฝั่งหนึ่งได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมตอบอะไร
“ยังไง? จะรออีกไม่กี่วันแล้วให้ผมบินไป หรือจะยกเลิกสินค้าแล้วบินตอนนี้?”
“ฉันมีความคิดที่ดีกว่านั้น” เธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “แต่เราต้องลงมือ ตอนนี้” เธอเล่าแผนการทั้งหมดให้เขาฟัง เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังทั้งหมดแล้วเขาก็วางโทรศัพท์แล้วรีบรุดเดินออกไปที่รถของตนเองทันที แผนที่ฟังมาเมื่อครู่ มันดูเหมือนจะก่อกวนแล้วก็อาจจะทำให้เป็จุดสนใจกับชุมชนมากไปเสียหน่อย แต่ถ้ามันจะทำให้เขาได้สมปราถนาเร็วขึ้น เขาก็จะทำ ชีวิตนี้ เขาอดทนกับหลายสิ่งหลายอย่างมามากมาย บางครั้งได้รับ บางครั้งสูญเสีย และบางครั้งก็เหมือนได้เจอปาฏิหาริย์เข้ามาช่วย แต่ครั้งนี้ เค้าจะไม่รอปาฏิหาริย์ใด ๆ ทั้งนั้น เมื่อเขาสตาร์ทรถได้ก็รีบเหยียบคันเร่งหันรถกลับออกไปยังถนนใหญ่ทันที เสียงจีพีเอสถามซ้ำๆ จนดูเหมือนจะน่ารำคาญ แต่มันไม่ได้ทำให้เขาสนใจได้เลย มือของเขาจับพวงมาลัยแน่นกว่าครั้งไหน ชายหนุ่มพุ่งตรงไปยังที่ที่เขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปยังไง เขาตัดรำคาญด้วยการปิดระบบจีพีเอสอัตโนมัติแล้วมุ่งหน้าขับรถต่อด้วยใจร้อนรน ผิดกับสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแน่วแน่ นั่นก็เพราะว่า เขา...้าเพียงเธอเท่านั้น....
..................
..........
....
..
.
ถัดไปทางตอนเหนือของนครแห่งความเจริญ ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็ประเทศที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าเป็เมืองที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไม่ต่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ทำให้มีผู้คนมากมายพากันไปเยี่ยมชมเมืองญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะ่เทศกาลชมดอกไม้ที่แต่ละจังหวัดจะพากันจัดงานฉลองให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามานั่งชมอยู่ทุกปี ศาลเ้าแห่งเมืองคุมะโมโตะก็เป็อีกแห่งหนึ่งที่จัดเทศกาลชมดอกไม้อยู่เป็ประจำ แต่ศาลเ้าที่นี่อาจจะแปลกตาอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็เพราะ่กลางวันจะเหมือนสวนพฤกษา มีทุ่งดอกไม้และต้นดอกโบตั๋นธรรมดา แต่ตอนพลบค่ำ กลับมีหิ่งห้อยจำนวนมากลอยวนเวียนอยู่ตามต้นดอกโบตั๋น ดูแล้วเหมือนไฟประดับที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็ว่าได้ ความพิเศษนี้ทำให้ศาลเ้าประจำเมืองคุมะโมโตะเป็ที่นิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเป็อย่างมาก แต่กระนั้น ก็ไม่เคยมีใครเห็นเลยว่า ผู้ดูแลศาลเ้านี้คือใคร ทุกคนจะเห็นเพียงแค่หญิงชราหน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่คอยออกมาเยี่ยมชมและต้อนรับผู้คน พร้อมกับผู้ติดตามผู้ชายอายุไม่มากนัก และสุนัขสีขาวตัวใหญ่ ที่จะเดินตามเธอตลอดเวลา
ปีนี้เองก็เช่นกัน หญิงชรารูปร่างหน้าตาสะสวยสวมใส่ชุดกิโมโนสั่งตัดที่บ่งบอกถึงรสนิยมของเธอได้เป็อย่างดี เธอเดินดูร้านรวงที่มาเช่าพื้นที่ภายในศาลเ้าั้แ่ด้านหน้าทางเข้าไปจนถึงสวนดอกโบตั๋น และแน่นอนว่าข้างกายของเธอก็จะมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายเธอ และสุนัขสีขาวตัวใหญ่ตัวเดิมคอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง เธอเดินตรวจร้านค้าไปเรื่อย ๆ จนเกือบจะเป็เวลาพลบค่ำแล้ว แต่เธอก็ไม่คิดที่จะเร่งรีบเดินตรวจให้เร็วขึ้นแต่อย่างใด เธอกลับพอใจที่จะได้เห็นผู้คนพลุกพล่านและรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขา มันเป็สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินได้ดีจริงๆ ที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้เธอกับสามีของเธอเองก็มักจะมาเดินเล่นเพื่อต้อนรับผู้คนด้วยกันบ่อยๆ เพียงแค่คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าสามีของเธอคือเ้าของศาลเ้าแห่งนี้ ใช่ และเธอก็คือภรรยาหรือ คุณนายใหญ่ ของศาลเ้าประจำเมืองคุมะโมโตะ
“อาเถา” เสียงแหบมีเสน่ห์เอ่ยปากเรียกคนที่กำลังเดินตามเธอยู่ใกล้ๆ
“ครับ”
“เื่หมั้นของเซกิเป็ยังไง?”
“เห็นว่าคุณผู้หญิงปฏิเสธไปครับ” เขาเลือกที่จะตอบด้วยความนอบน้อมแต่ตรงไปตรงมา
“...” หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็คุณนายใหญ่ไม่ตอบอะไร เธอหยุดเดินกะทันหัน ใบหน้าเคร่งเครียดเหมือนจะพยายามไตร่ตรองอะไรบางอย่าง แล้วจึงหันไปหาคนข้างตัว “แล้วคุมังว่ายังไงบ้าง?”
“ท่านมัตสึยามะส่งของขวัญไปเป็การขอโทษครับ”
“อีกฝ่ายล่ะ?” เธอเค้นถาม
“เห็นว่าคุณชายยอมรับของขวัญโดยไม่ขัดข้องครับ” เธอได้ยินแบบนั้นก็หันกลับไปแล้วเริ่มเดินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ที่จริงแล้วในใจของเธอนั้นก็ยังคงกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ก็ขอให้ราบรื่นไปตามนั้นแล้วกัน” เธอไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่เดินตรวจตราร้านรวงต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เงียบ มันเงียบเสียจนเ้าหมาขนฟูเองยังรู้สึกผิดสังเกต แต่ก็ทำได้แค่เพียงเดินตามไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
......................
.........
....
..
ณ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ่ผู่ตง เวลา 10.15 น. ของวันที่ 11 มีนาคม 2023
เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังเดินหอบกระเป๋าเดินทางสีเหลืองทรงสปอร์ตตรงไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินนานาชาติญี่ปุ่นด้วยความรีบร้อน จนเ้าตัวไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเธอได้เดินนำบอดีการ์ดของเธอมาไกลแค่ไหนแล้ว อาจจะเป็เพราะความตื่นเต้นก็อาจเป็ได้ที่ทำให้เธอไม่อยากจะต้องนั่งรออีกแม้แต่นาทีเดียว เธอคิดเอาไว้แล้วว่าฤดูใบไม้ผลิปีนี้ จะต้องวิเศษที่สุด เธอจะลากพี่สาวไปเที่ยวให้หนำใจเลย มือเรียวบอบบางค้นเอกสารในกระเป๋าจนของอื่นๆ กระจัดกระจายไปทั่วกระเป๋า แล้วเธอก็รีบดึงพาสปอร์ตกับเอกสารจองตั๋วส่งให้พนักงานอย่างลวกๆ
“คุณหนูหวาง ลี่อิง อายุเท่าไหร่คะ” พนักงานเอ่ยถามตามหน้าที่
“พรุ่งนี้ 14 ค่ะ” เธอตอบ
“อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เดินทางคนเดียวนะคะ ได้แจ้งขอบริการพิเศษไว้หรือเปล่าคะ”
“ค่ะ คุณพนักงานที่ดูแลหนูมีสองคน ในกระดาษระบุเลขไอดีเอาไว้ค่ะ”
“ค่ะ ข้อมูลถูกต้อง เช็คอินเรียบร้อย เดินทางปลอดภัยนะคะ” เธอส่งพาสปอร์ตและตั๋วโดยสารกลับคืนให้กับลี่อิงพร้อมส่งรอยยิ้มให้อย่างเป็มิตร
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับเอกสารทั้งหมดกลับมายัดใส่กระเป๋าแล้วรีบยกกระเป๋าเดินทางใบโตวางลงบนสายพานอย่างทุลักทุเล
“คุณหนูครับ!!” ชายแก่คนหนึ่งกำลังวิ่งมาหาเธอพลางโบกมือเรียกด้วยหวังจะให้ลี่อิงมองเห็นได้ง่ายขึ้น ไม่ช้า เขาก็วิ่งมาจนถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน เมื่อเจอหน้าคุณหนูของตนเองแล้วเขาก็ผ่อนแรงวิ่งแล้วโค้งตัวก้มลงจับหัวเข่าเพื่อพักเหนื่อยอยู่ตรงหน้าคุณหนูพอดี
“คุณหนู...ผมบอกให้รอผมด้วย เกือบไม่ได้ส่งคุณหนูแล้วนะครับ”
“คุณพ่อบ้านซาง หนูบอกแล้วไง ไม่ต้องมาก็ได้ แล้ววิ่งแบบนั้นเดี๋ยวก็หัวใจวายหรอกค่ะ”
“ถ้ากระผมไม่มาส่งคุณหนู คุณหวางต้องลงโทษผมแน่ ๆ เลย คุณหนูคนเล็กของผมกำลังจะเดินทางไปที่นั่นในฐานะทายาทลำดับที่สองนะครับ” ชายแก่ยกมือขึ้นมาซับน้ำตา ก่อนที่คุณพ่อบ้านของเธอจะได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น ลี่อิงตัดสินใจะโกอดชายแก่แน่น เธอซุกหน้าเข้ากับพุงนิ่มๆ แล้วเพิ่มแรงกอดจนชายแก่เองอดที่มองด้วยความเอ็นดูไม่ได้ “คุณไปคราวนี้ กระผมก็ไม่รู้จะวุ่นวายกับใครนะครับ”
“คุณพ่อบ้าน ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ แล้วหนูอาจจะพาแฟนมาให้ดูตัว” เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มทะเล้นที่คุ้นเคยสำหรับเขา มันเป็รอยยิ้มที่คุณหนูมักจะมีให้เสมอเมื่อเ้าตัวแกล้งพูดทีเล่นทีจริง
“กระผมจะรอดูครับ...ไป กระผมเดินไปส่งครับ” ชายแก่แบมือซ้ายยื่นออกให้คุณหนูเห็นได้ชัดๆ เธอเห็นดังนั้นก็ไม่ลังเลเลยที่จะเปลี่ยนจากกอดติดคุณพ่อบ้านเป็การจับมือ ดูๆ แล้วก็เหมือนพ่อพาลูกเดินไปส่งที่หน้าโรงเรียนยังไงอย่างนั้น แต่ทว่าเมื่อทั้งคู่เดินไปได้เกือบครึ่งทางก็ต้องหยุดชะงัก ชายแก่รีบรั้งตัวเด็กหญิงมาไว้ด้านหลังตนเองแล้วใช้มือล้วงหยิบพัดเหล็กที่ซ่อนอยู่ในเสื้อออกมาสะบัดกางออก ลี่อิงเห็นดังนั้นก็รีบหลบไปซ้อนด้านหลังคุณพ่อบ้าน หัวกลมมนโผล่ออกมาเพียงแต่พอจะให้เธอได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ด้านหน้า
“คุณ...” ซาง เต๋อลิ่ว คนที่ได้ชื่อว่าเป็พ่อบ้านตระกูลหวาง ถึงแม้จะแก่ชราลงไปมาก แต่ฝีมือการเป็บอดีการ์ดของเขานั้น ไม่เคยมีใครเทียบได้ทั้งนั้น เขาดูแลคุณหนูทั้งสองมาั้แ่ยังแบเบาะ ถึงแม้จะไปคลอดที่ต่างถิ่นต่างเมือง แต่เขาก็ตกหลุมรักเด็กทั้งสองคนนี้ั้แ่คุณชายหวางอนุญาตให้เขาได้ช่วยดูแล เด็กทั้งสองคนนี้เหมือนเป็ครอบครัว เขาไม่มีวันยอมให้อันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับคุณหนูของเขาแน่นอน
“ถ้าจำกันได้แบบนี้ ผมไม่ขอพูดอะไรมากนะครับ...จับเธอเอาไว้!!” เขาะโเสียงดังจนคนรอบ ๆ ข้างเองก็หันมามองกันเป็ตาเดียว สิ้นเสียงคำสั่งไม่นาน ชายแปลกหน้าร่างใหญ่สองคนก็วิ่งเข้ามาแยกลี่อิงออกจากชางเต๋อลิ่วโดยที่ทั้งสองไม่ทันตั้งตัว
“คุณหนู! อึก!” ชายแก่ชะงักไปด้วยความเจ็บแปลบบริเวณใบหน้าด้านซ้าย เขารู้สึกได้ถึงของเหลวบางอย่างที่ค่อยๆ ไหลออกมาพร้อมกับความรู้สึกแสบที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ พ่อบ้านไม่รอช้า เขาหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาแข็งกร้าวแล้วสะบัดพัดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อกางมันออก แต่เป็การสะบัดเพื่อก่อพายุให้แรงพอที่จะพัดเข็มยาสลบที่ซ้อนอยู่ให้พุ่งออกไปหาเป้าหมายได้ ผู้คนรอบข้างเห็นคนทั้งสองเหมือนจะมีเื่กันก็พากันกรีดร้องวิ่งหนี แต่บางคนก็วิ่งไปลากตำรวจสนามบินให้วิ่งตามมาดูสถานการณ์ ซางเต๋อลิ่วเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า เขาต้องรีบจบเื่นี้ให้เร็วที่สุด เขาตัดสินใจสะบัดพัดให้เกิดคลื่นลมแรงพอที่จะทำให้เข็มเ่าั้พุ่งตรงไปปักเข้าที่คอของคนตรงหน้าได้ แต่ทั้งสองรู้จักกันมานาน เคยพบหน้าและเคยดวลประมือกันอยู่บ้าง มีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่ อีกฝ่ายที่เห็นว่าเต๋อลิ่วกำลังพยายามควบคุมขอบเขตของพายุเพื่อให้ซัดตรงมาที่เขาคนเดียวก็ได้แต่ยิ้มเยาะ เขาไม่ขยับหนีแต่อย่างใด เพียงแค่ยกแขนขึ้นสูงเท่าบริเวณลำคอแล้วยืนนิ่งๆ ปล่อยให้เข็มเรียวเล็กที่พุ่งตรงออกจากพัดปักลึกเข้าไปที่บริเวณแขนเสื้อสูทสั่งตัดแบบพิเศษของเขาแทน เขายืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นจนพายุที่ซัดเข็มยาสลบมานั้นสงบลง ซางเต๋อลิ่วเห็นอีกฝ่ายไม่กระทบกระเทือนอะไรเลยก็ใจเสีย
“ปล่อยนะ เอากระเป๋าฉันคืนมา ไอ้พวกโจร!!” เสียงคุณหนูคนเล็กของบ้านทำให้เต๋อลิ่วเหลียวหันกลับไปมอง เขาเห็นตำรวจสองสามคนนอนหมดสติ และอีกคนที่ค่อยๆ ยันเท้ากับพื้นเพื่อกระเถิบตัวหนี ตอนนี้มีบอดีการ์ดคนเดียวที่จับตัวคุณหนูอยู่ ส่วนอีกคนกำลังยื้อกระเป๋าของคุณหนูไปค้นอะไรบางอย่าง เต๋อลิ่วเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี เขารีบหันกลับไปแล้วง้างมือขึ้นหวังจะซัดคลื่นพายุอีกครั้ง ไม่ได้ พวกมันจะขโมยสิ่งนั้นของคุณหนูไม่ได้
“ไม่ได้นะ พวกแก!!” เต๋อลิ่วะโร้องห้ามดังลั่น มือของชายแก่หวังจะโบกพัดในมือเต็มแรง แต่ก็ต้องชะงักมือไปเสียก่อนเมื่อคนที่จับตัวคุณหนูอยู่ยกตัวคุณหนูขึ้นแล้วผลักออกมาด้านหน้าเพื่อใช้กันตัวเอง
“ซัดมาเลย แล้วมาดูกันว่าใครจะรอด” คนที่ยกตัวคุณหนูอยู่พูดเย้ยหยันด้วยความสะใจ
“โอ้ยยย พวกแก ปล่อยนะ!!” คุณหนูเล็กพยายามดิ้นสุดกำลัง ใบหน้ามนกลมแดงก่ำด้วยความโกรธ กอปรกับดวงตาเรียวเล็กที่มีแต่น้ำตาไหลซึมออกมาไม่หยุดทำให้ซางเต๋อลิ่วอดไม่ได้ที่จะหัวร้อนขึ้นมาทันที เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังหายใจอยู่หรือเปล่า เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างมันกดดันไปหมด เพราะว่าเขากำลังจะช่วยอะไรคุณหนูไม่ได้เลย นึกได้ดังนั้นแล้วชายแก่ก็เริ่มน้ำตาคลอขึ้นมา
“เจอแล้วครับ” บอดีการ์ดคนนั้นหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าของคุณหนูคนเล็ก
“เขวี้ยงทิ้งซะ” ชายหนุ่มด้านหลังสั่งเสียงเรียบ
“ครับ” “ห้ะ?” เต๋อลิ่วอุทานด้วยความใ เขานึกว่าหนุ่มตรงหน้าคนนี้จะขโมยตะเกียงของคุณหนูเสียอีก เขารีบสลัดความสงสัยออกแล้วกระโจนเข้าไปคว้าโคมตะเกียง แต่ก็ไม่ไวเท่ากับบอดีการ์ดของชายหนุ่ม มือหนาปาโคมตะเกียงลงกับพื้นเต็มแรงจนตะเกียงแตกออกเป็สองเสี่ยง ปรากฎให้เห็นหินสีแดงก่ำทอประกายสีเงินด้านใน ไม่รอช้า บอดี้การ์ดคนนั้นกระทืบเท้าเหยียบหินอัมพันสีแดงนั่นเต็มแรง ชายแก่ที่พยายามรั้งตัวบอดีการ์ดคนนั้นไว้ถูกบอดีการ์ดอีกกระชากคอเสื้อจากด้านหลังแล้วผลักให้ล้มลงไปอยู่ด้านชายหนุ่มคนนั้น
“แอ่ก...แค่กๆ ...” ชายแก่กระแอมไอออกมาด้วยความจุกที่เกิดจากแรงกระแทกเมื่อครู่
“จบแค่นี้ล่ะนะ” เขาหยิบกริชอันหนึ่งออกมาจากสูทด้านใน เต๋อลิ่วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาตามเสียงพูดของชายหนุ่มช้าๆ แล้วเขาก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็น กริชนั่น...ไม่ควรอยู่ที่นี่
“นั่น...” เขาอ้าปากอ้ำอึ้ง พูดต่อไม่ออก
“จงออกมา ลมพญาั” เมื่อสิ้นเสียง เขาก็ยกกริชนั่นชูขึ้นเหนือศรีษะ แล้วฟันผ่ากลางอากาศเป็แนวเส้นตรงแรงๆ หนึ่งครั้ง ก่อให้เกิดช่องลมขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ลมนั่นก็แรงมากพอที่จะพุ่งผ่านออกมาปรากฎตัวให้เห็นเป็รูปร่างพญาั เต๋อลิ่วมองด้วยความตระหนกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเองก็ยังคงเจ็บจากแรงเหวี่ยงเมื่อครู่
“ไม่นะ...ไม่ ไม่ได้นะ ห้ามทำอะไรพ่อบ้านซางนะ ฮืออ” ลี่อิงเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็ถึงกับเข่าทรุด เธอไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไร ได้แต่ร้องไห้ขอให้คนๆ นั้นหยุดทำร้ายพ่อบ้านของเธอเสียที
ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ลมแรงนั่นก็พุ่งเข้าใส่ซางเต๋อลิ่ว ลมพายุที่ก่อตัวขึ้นเป็รูปพญาัวิ่งผ่านกลางลำตัวของชายแก่แล้วทะลุออกด้านหลัง แล้ววิ่งวนกลับเข้าผ่านกลางลำตัวของเขาอีกรอบอยู่เป็เวลานาน ราว ๆ สองนาทีได้ แต่สำหรับเขาแล้ว การที่มีลมพายุัวิ่งทะลุผ่านลำตัวนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าโลกหยุดหมุนไปนานราวสองชั่วโมง ชายแก่กัดฟันอดทนไม่ร้องโวยวายเพราะกลัวว่าคุณหนูของเขาจะใจเสีย เขาจะอดทนจนถึงที่สุด ถึงแม้ว่าตอนนี้ ลำตัวของเขาจะชาวาบไปทั่วทั้งตัวแล้วก็ตาม