แม้ผ้าที่ทำผ้าห่มจะเป็นชนิดเดียวกันหมดแต่เฉินชุ่ยอวิ๋นโดนหลอกไปแล้วครั้งหนึ่งจึงย่อมไม่กล้าเชื่อใจอาสะใภ้สามสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเจิ้งหยวนจึงได้สิทธิ์หยิบเงินกับคูปองผ้าเข้าไปซื้อของในเมืองอย่างง่ายดาย อ้อแล้วยังนำปลาไหลนาสองจินไปให้คุณปู่คุณย่าด้วย
คราวนี้เจิ้งหยวนไม่รู้สึกเสียดายอะไรพี่ชายเธอจับมาได้หลายตัวเลยทีเดียว
เมื่อไปส่งปลาไหลนาที่บ้านอาสามเธอพบว่าอาสามกับอาสะใภ้สามไปทำงานแล้ว ที่บ้านจึงมีเพียงคุณปู่คุณย่าอยู่เท่านั้นเจิ้งเฉวียนกังเป็นลูกคนที่สอง ก่อนหน้าเขามีพี่ชายหนึ่งคนถัดจากเขามีน้องชายอีกคนเจิ้งเฉวียนกังในฐานะลูกคนกลางจึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากสองปู่ย่าที่สุดลูกของเขาโดยเฉพาะลูกสาว จึงยิ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของสองผู้เฒ่า
เจิ้งหยวนเองก็คร้านจะเอาใจพวกเขาเธอตัดสินใจนั่งรอที่บ้านอาสามสักพัก ก่อนเอ่ยว่า “พอดีฉันมาหาอาสะใภ้สามแต่อาสะใภ้สามไม่อยู่ เดี๋ยวฉันค่อยมาตอนเที่ยงอีกทีนะคะ”
แม้จะได้ยินหลานสาวเอ่ยดังนั้นแม่เฒ่ากลับทำเพียงตอบรับ “ได้ เธอค่อยมาตอนเที่ยงอีกทีแล้วกันนะ”
รั้งให้ดื่มน้ำร้อนสักอึกยังไม่มีเลย
ตาเฒ่ายิ่งหนักกว่า ซ้ำยังพูดอย่างไม่ชอบใจเสียด้วย“ปลาหนีชิวสองจินเองเหรอ จะพอกินได้ยังไง?”
บ้านอาสามรวมสองผู้เฒ่ามีคนทั้งหมดเจ็ดคนปลาไหลนาสองจิน ต้องพอกินกันทั้งบ้านมื้อหนึ่งแล้ว! ปู่อยากเอาไว้กินแทนข้าวหรืออย่างไร?
เจิ้งหยวนคิดพลางกลอกตามองบน เธอไม่ตอบอะไรแต่หันหลังเดินออกไปทันที
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอำเภอจินสุ่ยค่อนข้างดีและยังเปิดโรงงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง จินสุ่ยจึงเป็นอำเภอที่ประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในตัวอำเภอมีร้านค้าเล็กๆ มากมายที่ขายของแทบทุกประเภทซึ่งเป็นของรัฐทั้งหมด แถมยังมีห้างสรรพสินค้าขายของครบวงจรด้วยสมัยเจิ้งหยวนยังเด็กเธอชอบเดินดูสินค้าละลานตาในห้างสรรพสินค้า พลางวางแผนว่าจะซื้อของให้ตัวเองหลังเก็บเงินได้มากที่สุด
จุดหมายปลายทางของเจิ้งหยวนครานี้ก็คือห้างสรรพสินค้าไม่ได้มาหลายปีแล้ว คาดไม่ถึงว่าพอมองชั้นสองของห้างแล้วยังจดจำได้อย่างดีว่าร้านขายผ้าอยู่บนชั้นสอง ตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เพราะเป็นช่วงเช้าคนในห้างสรรพสินค้าเลยไม่เยอะเท่าไรนักเจิ้งหยวนเดินมองสินค้าบนชั้นวางอย่างเพลินตา มีทั้งหม้อ ชาม ไหรวมถึงกระติกน้ำร้อน เครื่องเคลือบและโถ เดิมทีเธอไม่สนใจของเหล่านี้หรอกแต่เมื่อเดินเข้ามาในที่แห่งความทรงจำสมัยเยาว์วัยอีกครั้ง ก็เกิดความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้พบปะเพื่อนเก่าขึ้นมาฉับพลัน
ไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้วของทุกชิ้นที่จัดโชว์ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำของเธอทั้งนั้น
ในที่สุดเธอก็ขึ้นชั้นสองมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ร้านขายผ้าเสียที ม้วนผ้าชนิดต่างๆหลากหลายลวดลายวางเรียงในแนวตั้งเป็นแถวยาวอย่างประณีต มีทั้งหมดสองแถวบนล่างที่จัดวางเช่นนี้ก็เพื่อให้คนมาซื้อผ้าเห็นลวดลายชัดๆบนเคาน์เตอร์วางไม้บรรทัดที่ทำจากไม้ไผ่สีเหลือง ข้างหน้าเป็นไม้เมตรข้างหลังเป็นขีดวัดความยาวซื่อฉื่อในยุคคนขายผ้าเคยชินกับการใช้ซื่อฉื่อเป็นหน่วยวัดกันแถมบนโต๊ะเคาน์เตอร์ขายผ้ายังมีจักรเย็บผ้าอีกสองเครื่องไว้สำหรับบางคนที่ซื้อผ้าแล้วจะทำเสื้อผ้าเสียที่นี่เลย
พนักงานข้างม้วนผ้ากำลังรวมกลุ่มแทะเมล็ดแตงโมพลางพูดคุยเล่นกันใต้พัดลม เมื่อเห็นลูกค้าก็เดินเข้ามาถาม “ยินดีรับใช้ประชาชนค่ะสหาย ต้องการให้ช่วยอะไรหรือเปล่าคะ?”
อันที่จริงท่าทางของพนักงานต้อนรับลูกค้าในยุคสมัยนี้ออกจะทำส่งๆกันเสียส่วนใหญ่ ด้วยคนที่ทำงานในห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารภายใต้การกำกับของรัฐล้วนได้รับการจัดสรรตำแหน่งตามมาตรฐานสวัสดิการค่าตอบแทนค่อนข้างดี และสามารถซื้อของที่คนอื่นไม่สามารถซื้อได้ เลยมีคนไม่รู้ตั้งเท่าไรเบียดเสียดจนเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อเข้าทำงานที่นี่และไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะขายได้น้อยหรือมากล้วนไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเดือนแต่อย่างใดพนักงานเหล่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องยิ้มต้อนรับลูกค้าตลอดเวลาบางคนแต่งตัวค่อนข้างเรียบง่าย ดูเหมือนซื้อผ้าดีๆ ไม่ไหวคนเหล่านี้ก็ขี้คร้านจะสนใจ เพราะไม่รู้ว่าคุณจะซื้อแน่หรือเปล่า
เจิ้งหยวนจะพบคนจำพวกนี้บ้างบางครั้งแต่วันนี้บังเอิญนัก พนักงานขายตรงหน้าเธอดูมืออาชีพท่าทางดูดีเหมือนเต็มใจจะบริการประชาชนอย่างแท้จริง
เจิ้งหยวนชะเง้อคอมองม้วนผ้าหลายม้วนบนชั้นวางแม้คนยุคสมัยนี้จะแต่งตัวเรียบง่าย แต่ตรงเคาน์เตอร์ก็มีผ้าลายดอกไม้บ้างลายตารางบ้างอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ครั้นกวาดสายตาจนทั่วแล้ว เจิ้งหยวนจึงว่า“ฉันมาซื้อผ้าทำปลอกผ้าห่มชั้นนอก ปลอกผ้าห่มชั้นนอกราคาเท่าไรเหรอคะ?”
ปกติปลอกผ้าห่มจะซื้อเป็นชิ้น ใช้ผ้าห่มใหญ่ขนาดไหนก็ซื้อปลอกผ้าห่มชั้นนอกใหญ่เท่านั้น
พอได้ยินดังนั้น พนักงานจึงสอบถามเพิ่มเติม “สหายคุณต้องการผ้าห่มขนาดไหนคะ?” เธอว่าพลางชี้ไปยังปลอกผ้าห่มชั้นนอกที่พับเรียบร้อยหลายตั้ง“คุณลองดูค่ะว่าชอบลวดลายแบบไหน?”
เจิ้งหยวนไม่ตอบกลับดวงตาหยุดชะงักบนกองปลอกผ้าห่มชั้นนอกสีสันสวยงามพวกนั้นพลันนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องมาถามราคาจากห้างสรรพสินค้าเลยนี่นา! เธอไม่ได้ตั้งใจจะซื้อปลอกผ้าห่มกับอาสะใภ้สามจริงๆ เสียหน่อยเธอสามารถหาปลอกผ้านวมผ้าปูเตียงที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นผ้าห่มชั้นนอกกับชั้นในได้จากในมิติไม่ใช่หรือแค่ผ้าห่มข้างในมิติส่วนใหญ่เป็นสีขาว ไม่มีสีอื่นเท่าไรนักแต่ลองหาดูก็น่าจะหาเจอ หากหาไม่เจอจริงๆ ก็ซื้อสีย้อมสักห่อสองห่อมาย้อมได้
คนยุคนี้ล้วนเรียบง่ายเสื้อผ้าตัวหนึ่งใส่กันนานหลายปี แต่เสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายมักซีดจางง่ายล้างไม่กี่ครั้งก็ดูเก่ามากแล้วคนที่พิถีพิถันหน่อยเลยมักจะซื้อสีย้อมมาย้อมเองกัน
“สหาย สหาย?”
เสียงเรียกของพนักงานเรียกให้เจิ้งหยวนได้สติเธอยิ้มตอบรับ “ขอโทษด้วย สหาย ฉันยังไม่ซื้อดีกว่าค่ะ” พูดจบก็เดินจากไปสีหน้าพนักงานขายดูไม่ค่อยดีนักครั้นเจิ้งหยวนเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงบ่นไล่หลัง“ไม่ซื้อแล้วจะถามทำไม!”
เสียแรงที่คิดว่าพวกเธอมืออาชีพ เจิ้งหยวนทำเพียงยักไหล่ไม่ยี่หระทำเป็นไม่ได้ยิน
หลังออกจากห้างสรรพสินค้าเจิ้งหยวนหันซ้ายมองขวาหาจุดที่ไม่มีคนอยู่แถวนั้นพอทางสะดวกก็วาร์ปตัวเองเข้าไปในมิติลับ
ข้างในมิติอากาศเย็นสบายเจิ้งหยวนผ่อนลมหายใจยาวเหยียดทันทีที่เข้ามา ข้างนอกร้อนจะตายอยู่แล้ว!
โรงแรมห้าดาวขนาดใหญ่โตแค่ห้องพักแขกก็มีห้องมากกว่าร้อยห้อง เจิ้งหยวนเดินสำรวจตั้งนานนมก็ยังค้นโรงแรมแห่งนี้ไม่ครบ
แต่ของจำพวกปลอกผ้านวม สามารถหาได้จากในคลังของโรงแรมแถมยังใหม่ด้วย
อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะมิติแห่งนี้เป็นเอกเทศไม่รู้เวลาข้างนอกจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว เธอกลัวจะเสียเวลาเปล่าเจิ้งหยวนจึงรีบรื้อค้นคลังของโรงแรมด้วยความเร็วสูงสุด ไม่น่าเชื่อเธอสามารถหาผ้าปูเตียงสีสันสดใสเชยๆ ได้หลายผืนจริงๆ ! โรงแรมห้าดาวมีของคงคลังเช่นนี้ด้วยหรือ? หรือเพื่อเอาไว้บริการลูกค้าที่นิยมความงามแปลกตาและรับมือยากกัน? เจิ้งหยวนเลือกผ้าพื้นสีขาวลายดอกไม้สีแดงสองผืนกับผ้าสีขาวลายดอกไม้สีเขียวสองผืนตัดตามความยาว 2×2.2 เมตรให้ผ้าหลายชิ้นดูเหมือนไม่เคยผ่านกระบวนการผลิตใดๆ แล้วค่อยพับให้เรียบร้อย
เมื่อผืนผ้าห่มชั้นนอกมีครบครันแล้วชั้นในจึงง่ายนิดเดียว ใช้แค่สีขาวก็เพียงพอแล้ว ส่วนพวกเครื่องนอนต่างๆเจิ้งหยวนเตรียมไว้ครบหมดแล้ว เธอขยับตัวจนเหงื่อไหลซ่กโชคดีที่ผลลัพธ์ออกมาไม่เลวเลยเธอได้ของไม่สะดุดตามากมายโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เฟินเดียว
หลังออกจากมิติ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้วทั้งยังดูเวลาตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไม่เป็นเธอพลันกวาดสายตามองบนถนนอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นคนใส่นาฬิกาจึงเข้าไปถามได้ความว่าเพิ่งสิบโมงครึ่ง
เวลานี้โรงงานผ้าฝ้ายของรัฐยังไม่เลิกงานเธอจึงไม่ไปบ้านอาสะใภ้สาม แต่ถ้าต้องเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนก็คงจะไม่ไหวมั้ง? อากาศช่วงเดือนเจ็ดร้อoอบอ้าวที่สุดเมื่อคิดดูแล้วเลยหันกลับเข้ามิติอีกครั้งค้นหาดูว่าข้างในมีของอะไรที่ใช้ในยุคสมัยนี้ได้บ้างดีกว่า