มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 90 ก่อนผืนน้ำจะขาวโพลน

    บทที่90 ก่อนผืนน้ำจะขาวโพลน

     

            ฮุ่ยจวินรู้สึกคลับคล้ายคลับครากับกลิ่นบุปผาพิษนี้ทว่าหมอกหนาที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทำให้ชายหนุ่มไม่มีเวลามาคิดมากความ มันชายตามองตะกร้าสมุนไพรในมือก่อนที่ม่านหมอกจะจรดปกคลุมลงยังตัวในทันใด

             

            เหนือม่านหมอกที่ทิศทางลมพัดไม่ถึง ที่แห่งนั้นดำรงอยู่ด้วยคนสองผู้ในชุดคลุมที่ปกปิกพวกมันมองม่านหมอกสีขาวที่ปิดครอบร่างของบุรุษหนุ่มอยู่เนิ่นนาน ในใจก็บังเกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ว่าภายใต้พลังพิษที่ผสานกับอณูแห่งม่านหมอกนี้ แม้แต่ยอดผู้ฝึกญาณหากพลาดพลั้งตกอยู่ในนั้นก็จะสิ้นชีพได้นับประสาอะไรกับตัวบัดซบที่อ่อนด้อยไร้พลังญาณแลพลังปาฏิหาริย์ผู้หนึ่ง

             

            พวกมันคำนวนเวลาจนแน่ชัด เมื่อแน่ใจแล้วว่าภายใต้ม่านหมอกคงไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดพวกมันจึงหมุนกายคิดล่าถอยแต่เพียงฝ่าเท้าที่ย้ำลงบนเศษใบไม้จนดังกร็อบ ม่านหมอกที่ปกคลุมอย่างสงบนิ่งก็พลันหมุนวนแลเห็นเป็นเสาสีขาวทอดกำจายออกทันใด

             

            นับแต่ที่คนในชุดคลุมปกปิดทั้งสองเคลื่อนไหวแลเกิดเสียงให้ระบุทิศทางได้ที่เบื้องหลังของพวกมันก็ปรากฏเงาร่างของบุรุษชุดแพรเงินแล้ว

             

            เมื่อทั้งสองรู้ตัวว่าคนที่สมควรจะตกตายในม่านหมอกกลับปรากฏที่เบื้องหลังนัยน์ตาที่ยินดีกับความสำเร็จอย่างง่ายดายเมื่อครู่ก็เบิกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

             

            “เป็นไปได้อย่างไร!"

             

            ผู้ใดก็ไม่คาดคิดว่าตัวตนที่ดูอ่อนด้อยไร้ซึ่งพลังญาณหรือพลังธรรมชาติหนุนเสริมกลับรอดพ้นจากพลังญาณและพิษที่แทรกอยู่ในอณูแห่งพลังธรรมชาติของพวกมันได้ เมื่อสิ่งไม่คาดคิดบังเกิดอย่างจวนตัว พวกมันจึงไม่มีแผนรับมือใดมารองรับมีแต่ต้องเสี่ยงลงมือสังหารอย่างเปิดเผยเท่านั้น!

             

            แรกเริ่มพวกมันไม่ต้องการแสดงพลังฝีมือเพราะเกรงจะถูกรู้ตัวว่าเป็นใครแต่เมื่อสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ จะมิให้ลงมือก็คงมิได้ ฝ่ามือของสองบุคคลในชุดคลุมปกปิดจึงฟาดสวนคืนกลับโดยไม่หันหลังฮุ่ยจวินที่อยู่ในชุดแพรเงินก็พริ้วกายใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาแฉลบผ่านไปอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง

             

            “ขอดูหน้าพวกเจ้า"

             

            คำกล่าวของชายหนุ่มดังขึ้นอย่างเนิบช้าแต่สองมือที่ยื่นออกกลับรวดเร็วจนตามไม่ทัน สองฝ่ามือของสองบุคคลมิอาจวกกลับ มือที่เหลือก็มิอาจยกขึ้นมาปัดป้องจึงได้แต่เห็นฝ่ามือของฮุ่ยจวินบรรลุถึงใบหน้า

             

            ทั้งสองได้แต่ร่ำร้องในใจว่าผิดท่า พวกมันกลับประเมินบุรุษหนุ่มผู้นี้ต่ำไประดับพลังฝีมือที่สามัญแต่มิสามัญนี้คือสิ่งใดกันแน่!

             

            ฮุ่ยจวินที่รอจังหวะอยู่ในหมอกพิษ อาศัยการผสมสมุนไพรในตะกร้าแล้วเคี้ยวในปากเพื่อลดทอนพิษจากนั้นรอจนสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของพลังธรรมชาติ ระบุตำแหน่งของศัตรูแล้วคนก็ผนึกพลังลมปราณพุ่งออกมาในทันใดซึ่งจังหวะนี้นับเป็นจังหวะที่มันได้เปรียบแล้ว เพื่อยืนยันตัวตนฝ่ายตรงข้ามมันจึงต้องขอดูหน้าผู้ที่คิดหวังลอบสังหารมันอย่างเลือดเย็นเสียก่อน

             

            แต่มือของชายหนุ่มยังมิทันบรรลุไปถึงใบหน้าของผู้ที่ลอบสังหารตนทั้งสองที่แผ่นหลังของมันก็พลันรู้สึกรับรู้ถึงฝ่ามือที่แข็งแกร่งราวแผ่นเหล็กมุ่งมา และชั่วพริบตาฝ่ามือนั้นก็กำชับลงบนคอเสื้อคลุมบริเวณท้ายทอยของมันออกแรงกระชากหนึ่งครา ร่างของชายหนุ่มก็ลอยละลิ่วแลหมุนเกลียวกลางอากาศกระแทกเข้าใส่ป่าใหญ่ที่อยู่ด้านหลังแล้ว

             

            ด้วยความรวดเร็วระดับนี้ ด้วยพลังที่สามารถผนึกพลังธรรมชาติทั้งหมดจนส่งเสริมแลก่อเกิดอานุภาพที่แกร่งกร้าวฮุ่ยจวินก็สามารถคาดเดาได้ทันทีว่าผู้มาหากมิใช่ระดับผู้อาวุโสของพรรคหรือตระกูลใหญ่มันก็คงเป็นประมุขหรือไม่ก็ผู้นำตระกูลแล้ว!

             

            ตอนสัมผัสหมอกพิษที่มีกลิ่นบุปผาคละเคล้าหนแรกมันได้นึกไปถึงพรรคบุปผาพิษม่วง เพราะลักษณะของพิษและการแพร่พิษเหมือนเมื่อคราที่อยู่ในแม่น้ำร้อยลี้ทางตอนใต้ไม่ผิดเพี้ยนและบุคคลที่สวมชุดคลุมปกปิดก็ดูคล้ายกับผู้ติดตามของหูเหวินซูมิน้อย ทว่าพอนึกถึงคำสนทนาของผู้ติดตามหูเหวินซูที่เอ่ยขัดขวางนายน้อยของพวกมันมิให้ลงมือหากคิดตามแล้วมีเหตุผลใดที่พวกมันต้องลงมือกับตนเร็วถึงเพียงนี้

             

            แต่พิษเช่นนั้นหากมิใช่พวกมันแล้วจะมีใครทำได้อีกประการสำคัญผู้ที่ลงมือขว้างมันจนลอยละลิ่วอัดกระแทกใส่ไม้ใหญ่กลางป่าหลายต้นได้ขนาดนี้เป็นใครกันหูเหวินซูย่อมมิใช่แน่ เพราะระดับพลังฝีมือที่ชายหนุ่มเคยรับทราบมามิได้ถึงขั้นที่ตนเอื้อมไม่ถึงเช่นนี้

             

            ฮุ่ยจวินร่างร่วงอัดกระแทกเข้าใส่หินโขดหนึ่งจนปรากฏรอยปริแตกมันยังมิทันจะลุกยืนขึ้นมาได้ ก็ถูกฝ่ามือที่ราวกับเทพสวรรค์ของคนผู้นั้นพุ่งถล่มทลายลงยังตรงหน้า!

             

            “ตัวแปรที่ไม่โดดเด่นอย่างเจ้ากลับเป็นตัวปัญหามากที่สุดเจ้ามิสมควรที่จะมีตัวตนในที่แห่งนี้ตั้งแต่ต้น"

             

            ตูมมมมม!!!!!

             

            .

            .

            .

            เวลานัดหมายที่จะต้องกลับพรรคผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่บนรถม้าของพรรคปธุมอัคคีกลับมีเพียงจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนนั่งอยู่ ตอนแรกที่พวกมันนั่งรอฮุ่ยจวินยังคงอยู่ในอาการปกติแต่นานเข้าฮุ่ยจวินยังไม่ปรากฏมา อาการปกติของทั้งสองจึงเริ่มที่จะกระวนกระวายขึ้นมาทันใด

             

            จางเฟยเทียนชะโงกใบหน้ามองไปทั่วทุกทิศ

            “พี่หญิง เหตุใดพี่รองจึงยังไม่มาอีก"

             

            จางลู่เหลียนที่นั่งรอมาพักใหญ่ก็ลุกยืนแลออกมาจากรถม้า

            “น้องรองมิใช่คนเหลวไหลมิรู้เวลา ไม่ได้การแล้วต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแน่"

             

            “ข้าว่ารีบไปตามหามันกันเถอะ"

             

            ทั้งสองต่างเร่งรีบออกตามหาร่องรอยของฮุ่ยจวินจวบจนกระทั่งไปพบเข้ากับร่องรอยของหมอกหนาที่ใกล้สลายหายไปเต็มที สัมผัสถึงอณูพิษที่เบาบางสายหนึ่งพร้อมเห็นร่องรอยย่ำเท้ากลางผืนปฐพีที่ม่านหมอกกำลังสลายหายจางลู่เหลียนก็ปรากฏสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

             

            “หนึ่งในพิษของบุปผาพิษม่วงไม่ผิดแน่”

             

            ก่อนที่นางจะตามร่องรอยฝีเท้าจนไปเห็นรอยโลหิตหย่อมหนึ่งบนก้อนศิลาที่แหลกละเอียด

            “มีร่องรอยการต่อสู้ หรือว่า..."

             

            จางเฟยเทียนก็คล้ายรับรู้เรื่องราวเมื่อเห็นภาพมันจึงเอ่ยคำต่อเนื่องจากพี่สาว

            “พรรคบุปผาพิษม่วงลอบเล่นงานคน!...วันนี้ที่ร้านโอสถข้าเห็นการมาของหูเหวินซูและผู้ติดตามของมัน”

             

            “มิได้การ รีบกลับไปแจ้งท่านย่าและผู้อาวุโส"

             

            การหายตัวไปของนายน้อยคนใหม่สร้างเรื่องราวความวุ่นวายและใหญ่โตให้แก่พรรคปธุมอัคคีประมุขพรรคปธุมอัคคีจางเยี่ยนจือผู้ที่มิเคยไปเหยียบยังสถานที่แห่งหนึ่งในบึงลี้ลับเลยซักครั้งวันนี้นางก็จำต้องไปเหยียบย่าง

             

            อาณาเขตกลางบึงใสกระจ่างที่งดงามไปด้วยบุปผาหลากชนิดแต่ก็เต็มไปด้วยพิษร้ายยากต่อต้านได้ต้อนรับอาคันตุกะคนสำคัญ แน่นอนว่าการมาของจางเยี่ยนจือมิใช่เพื่อขอร่วมอุดมการณ์กับผู้ปกครองในอาณาเขตแห่งนี้แต่นางมาเพื่อทวงหาหลานชายที่หายไป!

             

            “เจ้าจะเล่นลวดลายที่ชั่วช้าอันใด หลานบุญธรรมข้าอยู่ไหนรีบส่งออกมา!”

             

            หูจื้อเหว่ยประมุขพรรคบุปผาพิษม่วงเดินมือไพร่หลังอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            “ท่านประมุขเยี่ยนจือ ท่านบุกมาหาข้าถึงที่และกล่าวหากันเช่นนี้มีหลักฐานใด”

             

            “หลักฐานหรือ ก็ลองกล่าวถามบุตรชายของเจ้าดูก่อนหรือไม่!”

             

            หูเหวินซูถลึงตาขึ้นคิดออกปาก แต่หูจื้อเหว่ยยกมือขึ้นห้ามแล้วแย้มยิ้มต่อหน้าของจางเยี่ยนจื่อ

            “บุตรหลานท่านใช่หวาดกลัวต่อการประลองจนหลบหนีหางจุกตูดเหมือนสุนัขหรือไม่ก็ไม่รู้ท่านกลับกล่าวโทษมาที่ข้า น่าหัวร่อสิ้นดี"

             

            หูจื้อเหว่ยผายมือออก แล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเจ้าเล่ห์

            “ก็ได้ เพื่อความสบายใจของท่านข้ายินดีให้ความร่วมมือในการค้นหาท่านจะค้นหาทุกซอกทุกมุมในที่แห่งนี้ก็ยังได้ แต่บอกไว้ก่อนว่านี่หากเป็นเพียงแผนการตื้นเขินของพวกท่านเพื่อมิให้เกิดการประลองนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว!”

             

            จางเยี่ยนจือรู้ดีว่าหากฝ่ายตรงข้ามลงมือคงไม่ลงเหลือหลักฐานไว้ที่นี่แต่ความลุ่มร้อนใจของนางที่บุตรหลานหายตัวไปทำให้นางใช้คนของตนค้นหาทุกซอกทุกมุมในพรรคบุปผาพิษม่วงทันทีซึ่งผลสุดท้ายก็ไร้ซึ่งร่องรอยของฮุ่ยจวิน

             

            หูจื้อเหว่ยก็ยังยืนมือไพร่หลังด้วยความสบายใจ

            “กระจ่างแล้วหรือยัง บุตรหลานที่ท่านรักมันหนีเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียวยังไม่รับรู้อะไรอีก ช่างน่าเห็นใจจริงๆ"

             

            จางเยี่ยนจือกำหมัดแน่น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รอดผ่านไรฟัน

            “หากหลานข้าเป็นอะไร เราเจ้าได้เห็นดีกันแน่!"

             

            หูจื้อเหว่ยทอประกายตาที่คมวาวแลดูเจ้าเล่ห์ยิ่งขึ้น

            “เอาให้รอดจากการประลองนี้ก่อนค่อยว่ากันหรือหากมิอยากเห็นหลานต้องบาดเจ็บหรือพลาดพลั้งสูญเสียทุกคน ก็แค่ส่งหมุดแห่งค่ายกลประตูเชื่อมและหน้าที่การปกป้องน่านน้ำมาก็สิ้นเรื่อง"

             

            จางเยี่ยนจือคิดก้าวเดินเข้าหาหูจื้อเหว่ยเป็นชิงหวงที่กล่าวขึ้นราวกระซิบกับสตรีชรา

            “ขอประมุขใจเย็นก่อน ตอนนี้หมุดหลักอยู่ในการครอบครองของนายน้อยจางจวินหากมิได้รับความยินยอมพร้อมใจถ่ายทอดส่งต่อ ศัตรูก็มิอาจที่จะบังคับเอาได้ ยิ่งหากสังหารให้มันตกตายก็ยิ่งเป็นไปมิได้เพราะนั่นจะทำให้หมุดบัวอัคคีเปิดม่านใช้งานไม่ได้ตลอดไป ประการสำคัญนายน้อยจางจวินนอกจากถือครองหมุดมันก็ยังมิได้เรียนรู้กฎเกณฑ์และวิธีการควบคุมเพียงกระผีก มันคงมิอาจถ่ายทอดหรือส่งต่อไปยังผู้อื่น”

             

            จางเยี่ยนจือเพราะเป็นห่วงหลานชายบุญธรรมผู้นี้จึงลืมไตร่ตรองเรื่องราวอย่างถี่ถ้วนคำกล่าวเตือนของชิงหวงจึงนับว่าถูกต้องทั้งหมด สตรีชรานางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาที่เสมอมาหม่นหมองบัดนี้กลับทอแวววาวโรจน์จ้องมองประมุขผู้ที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการตรงหน้า

            “การประลองครั้งนี้เจ้าอย่าพึ่งมั่นใจนักข้าจะทำให้พวกเจ้าได้เห็นถึงเจตจำนงแห่งสายโลหิตอัคคีรุ่นหลัง ว่าพวกมันก็ไม่มีวันจะยอมสยบให้แก่ผู้ใด!”

             

            ด้วยเหตุการณ์ที่ประสบมาทั้งหมด ด้วยความยากปกป้องท่านย่าบุญธรรมด้วยความเป็นห่วงพี่ชายบุญธรรม จางเฟยเทียนเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอในสายตาผู้อื่น ผู้ที่ไร้ซึ่งความกล้าแลมีจิตใจที่อ่อนโยนมาตลอดมันกลับก้าวเดินมาหยุดยืนที่ข้างกายของท่านย่าบุญธรรมตน แล้วประกาศกร้าว

            “สิ่งใดที่ดำรงอยู่คู่กับพรรคปธุมอัคคีมาเนิ่นนานปณิธานใดที่บรรพชนของพวกข้าปกป้องมาโดยตลอด ข้าจางเฟยเทียนผู้นี้จะมิให้มันตกไปอยู่ในมือของคนที่เห็นแก่ตัวคนที่คิดแต่จะแย่งชิงจนทำให้โลกประสบแต่ความวุ่นวาย!”

             

            วาจาของจางเฟยเทียนนี้กลับสร้างความขบขันให้แก่คนของพรรคบุปผาพิษม่วงแต่ทว่ากลับสร้างความภูมิใจให้แก่จางเยี่ยนจือ จางลู่เหลียน ชิงหวง หรือแม้แต่คนภายในพรรคปธุมอัคคีเองการเห็นนายน้อยผู้อ่อนแอกล้าที่จะยืนหยัดขึ้นสู้เพื่อผู้อื่น นี่ก็นับเป็นนิมิตรหมายอันดีในอนาคตของพรรคและก็พลอยสร้างความฮึกเหิมแลกำลังใจให้แก่พวกมันในวันที่งานประลองใกล้มาถึงนี้

             

            จางเยี่ยนจือนำคนของตนกลับ แต่การตามหาฮุ่ยจวินยังคงดำเนินต่ออย่างวุ่นวายภาระหน้าที่การตามหาฮุ่ยจวินเป็นชิงถงบุตรชายของชิงหวงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ทราบข่าวว่าผู้มีพระคุณหายตัวไปก็ไม่นิ่งเฉยพวกมันล้วนอาสาออกตามหาร่วมกับชิงถงทั้งหมด

             

            แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยภายในพรรคปธุมอัคคีที่เห็นการหายตัวไปของฮุ่ยจวินไม่สำคัญอันใดเพราะแรกเริ่มชายหนุ่มก็มิได้มีบทบาทในที่แห่งนี้มาตั้งแต่ต้น ความหวังในการประลองก็แทบจะเป็นไปมิได้มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้คนจะเห็นความสำคัญของมันนั่นก็คือ หมุดบัวอัคคีเปิดม่านอันเป็นกุญแจประตูหลักแห่งค่ายกลมิติที่เชื่อมสู่ทางเข้าออกที่ถูกส่งมอบอยู่ที่มันเท่านั้น

             

            วันประลองใกล้มาถึง ศึกชี้ชะตาว่าผู้ใดจะได้รับหน้าที่ดูแลประตูเชื่อมมิติแลน่านน้ำเหนือบึงลี้ลับการประลองของผู้สืบทอดแบบสามต่อสาม แพ้คัดออก ชนะอยู่ต่อ แต่เดิมพรรคปธุมอัคคีก็ถูกมองว่าเสียเปรียบแลเป็นรองมากแล้วพอการหายตัวไปอย่างลึกลับของฮุ่ยจวิน การประลองเหลือสองต่อสาม สถานการณ์ของพรรคปธุมอัคคีจึงยิ่งเสียเปรียบเป็นอย่างมากแม้เสียงทัดทานของฝ่ายสนับสนุนพรรคปธุมอัคคีจะพยายามคัดค้าน ทว่าเสียงส่วนใหญ่ได้ตกลงและทำข้อสัญญาประจำบึงลี้ลับไว้แต่แรกแล้วมิอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีกฎก็ต้องรักษากฎ ผู้คนจึงได้แต่ยึดถือแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจก็ตาม

             

            “ลำพังก็เสียเปรียบเรื่องพลังฝีมืออยู่แล้วนี่ยังเสียเปรียบเรื่องจำนวนคนอีก”

             

            “ฝ่ายตรงข้ามเล่นสกปรกลดจำนวนคนฝ่ายเราเรื่องนี้มิควรยอมรับ"

             

            “เจ้าก็เห็นว่าพรรคปธุมอัคคีไปค้นหาแล้วมิใช่หรือสุดท้ายก็ไม่เจอสิ่งใด ข้าเกรงว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นมันอาจไม่ได้ถูกจับตัวไป แต่มันที่ไร้ซึ่งพลังฝีมือมันจึงหัวหดจนหลบหนีไปแล้วต่างหาก"

             

            “เช่นนั้นก็ไม่เท่ากับยกด่านหน้าอันสำคัญให้แก่พวกนั้นแล้วหรอกหรือเมื่อไหร่ที่พวกมันยึดอำนาจหน้าที่ตรงนั้นได้ พวกมันก็จะสามารถส่งคนเข้าออกบึงลี้ลับได้ตามอำเภอใจโดยไม่ถูกจำกัดจำนวนหรืออาจจะนำพาคนนอกเข้ามาได้ แล้ววันหนึ่งหากพวกมันมั่นใจในพลังพวกตนจนเปิดประตูยกพลสู่ภายนอกทั้งหมดมีหวังความลับของบึงลี้ลับก็คงมิอาจคงอยู่อีกต่อไป นิกายเทวะวจนะลับรู้ที่ซ่อนพวกเรานั่นก็นับว่าพวกมันได้ลากพวกเราร่วมรบกับนิกายเทวะวจนะโดยปริยาย ความสงบสุขในสถานที่แห่งนี้คงไม่หลงเหลืออีกแล้ว"

             

            “นี่พวกเรากลับต้องฝากอนาคตไว้กับรุ่นเยาว์ที่อ่อนด้อยที่สุดในหมู่ห้าพรรคสองตระกูลหรือนี่"

             

            เหล่าผู้นำและประมุขที่สนับสนุนพรรคปธุมอัคคีล้วนบังเกิดความตรึงเครียดถึงขีดสุดยิ่งวันประลองไล่หลังมา พวกมันก็คล้ายรู้สึกถึงคมมีดคมกระบี่ที่จ่ออยู่คอหอยและค่อยๆกรีดลงยังผิวหนังไปเรื่อยๆ เทศกาลบัวหิมะที่หนึ่งปีจะมีครั้ง เทศกาลที่บัวอันงดงามไร้มลทิลปรากฏในบึงใสบัดนี้ความรู้สึกของทุกคนกลับมิต้องการที่จะเห็นบัวหิมะนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว

             

            แต่กาลเวลาคือสิ่งที่คนมิอาจเอาชนะ เมื่อถึงเวลาสิ่งที่จะเกิดมันก็ต้องเกิดตามกาลเวลาของมัน แรกรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่มาถึง ช่วงที่หมอกเบาบางกำลังจางหายแสงอรุณลูบไล้ลำน้ำจนส่องประกายระยิบระยับ กลีบสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูราวกับหิมะก็ผลิบานแต่งแต้มเหนือผิวธาราชูช่อผุดขึ้นมาบนก้านสีเขียวราวกับหยก ที่แห่งนี้ไม่มีหิมะ แต่มองไปยังบึงอันใสกระจ่างแวววาวกลับเต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวที่ชูช่อเหนือผิวน้ำสุดลูกหูลูกตาจนดูราวกับหิมะ

             

            วันนี้เทศกาลบัวหิมะแห่งบึงลี้ลับได้เวียนมา

             

            เช่นเดียวกับกำหนดการประลองที่จะแปรเปลี่ยนอนาคตก็ได้มาถึง!

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน