“ก็เผื่อลูกเป็สาวเทื้อ มีทรัพย์ มีที่ดินมากถือเป็ลาภอันประเสริฐนะเ้าคะ” สตรีตัวน้อยยิ้มหวานพลางกอดมารดาผู้ใจดี “ลูกดีใจที่ได้เกิดเป็บุตรสาวของท่านแม่” ในความรู้สึกของคนจากต่างภพในร่างผู้อื่นนั้น นางคิดเช่นนี้จริงๆ ร่างใหม่นี้ช่างมีพร้อมทุกอย่าง บิดามารดาก็ช่างแสนดีและต่อให้นางเป็สาวเทื้อ เชื่อเถอะว่าพวกท่านก็คงจะไม่บ่นสักคำ ติดอยู่ที่ยามนี้นางกลับมีบุรุษในใจแล้วน่ะสิ!! “รวมถึงท่านพ่อและพี่ใหญ่ ลูกดีใจที่พวกเราเป็ครอบครัวที่มีความสุข”
“กล่าวอย่างไรของเ้า” หวังหลีปินส่ายหัวพร้อมกับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใต้ความเงียบยังคงเป็ความไม่เข้าใจแต่ก็ไม่อยากใส่ใจ
“ช่างข้าเถอะเ้าคะ” กอดมารดาแล้วคุยกันตามประสาแม่ลูก จวบจนรถม้าเดินทางไปถึงจวนแม่ทัพที่มีประตูเหล็กขนาดใหญ่ปิดเอาไว้ ทหารหลายนายเดินกันขวักไขว่ มีสองนายที่สกัดรถม้าของพวกนางเพื่อตรวจตราพูดคุยกับบ่าวสกุลหวังและเมื่อเห็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพม่อ จึงเปิดทางให้กับรถม้าได้ผ่านเข้าไป “เข้มงวดยิ่งนัก”
หลีปินลอบมองปิงปิงพร้อมเอ่ยขึ้นราวกับว่านางมิเคยมาหาท่านตา “เป็เช่นนี้ทุกครั้ง หรือเ้าจำมิได้?”
“จำได้สิเ้าคะ” ยิ้มกลบเกลื่อนก่อนจะพูดแบบเอาตัวรอด “ข้าแค่เบื่อเท่านั้นแต่รู้ว่ามันจำเป็สำหรับท่านตา” หากให้นางเดา ท่านตาคงเคยถูกคนร้ายลักลอบเข้าจวนผ่านทางประตูนี้แน่ๆ
“รู้เช่นนี้ก็ดี ตาเ้ายิ่งมีอำนาจขึ้นตรงต่อฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียวย่อมมีคนคิดร้ายต่อท่าน ทุกอย่างจึงต้องระวังดังเช่นกำแพงสูงตระหง่านนี่อย่างไร” ม่อฮูหยินชี้ให้บุตรสาวดูกำแพงอย่างไม่ใส่ใจนัก
ปิงปิงเพียงแค่พยักหน้ารับพลางมองสองข้างทางที่มีแต่ต้นไม้เต็มไปหมดราวกับนางอยู่ในป่า แม้ใจอยากจะถามรายละเอียดของท่านตาว่ามีบุตรกี่คน ท่านยายชื่ออะไร นางมีญาติสนิทอีกหรือไม่…คงไม่สามารถถามออกไปให้เป็พิรุธได้ สุดท้ายก็คงต้องไปตายเอาดาบหน้า รถม้าจอดลงตรงทางเดินเข้าไปในจวนขนาดใหญ่หลังเดียว มองด้วยสายตาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจวนกว้างเท่าใด ความใแบบอ้าปากค้างนั้นต้องพยายามหุบปากแล้วเก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยแล้วเดินตามท่านแม่กับพี่ใหญ่ไปเงียบๆ เชื่อเถอะว่าถ้าปล่อยให้นางเดินคนเดียวนางต้องหลงทางแน่ๆ ภายในพื้นที่ของสวนอันร่มรื่นมองเห็นบุรุษสูงวัยผมสีดอกเลาเกล้าขึ้นสูงใบหน้าเคร่งขรึมในชุดสีดำสนิทแต่แฝงไว้ด้วยความใจดีนั่งรออยู่ หวังปิงปิงรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางจึงเดินเร็วๆ เข้าไปหา “ท่านตาเ้าขา” ย่อกายงดงามแล้วนั่งลงอย่างเรียบร้อย ^^
“หึหึ” ผู้ถูกเรียกขานว่าท่านตาหัวเราะเบาๆ ในลำคอพร้อมกับเอ่ยเย้าแกมจริง “พบกันครานี้เหตุใดใบหน้าเ้าจึงแตกต่างจากวันวาน” ที่กล่าวนั้นมิได้ห่างไกลความจริงเพียงแค่หลานสาวผู้นี้ดูงดงามสดใสมากกว่าเดิม
“หากให้หลานเดา ท่านตาต้องแอบชมในใจว่าหลานงามมากใช่หรือไม่เ้าคะ” ทำท่าเอียงอาย “ผู้ใดก็กล่าวเช่นนี้เ้าค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆ” ท่านแม่ทัพใหญ่หัวเราะเสียงดังลั่นลาน ความดุดันบนใบหน้าห่างหายไปมากกว่าครึ่งกับคำพูดเข้าข้างตนเองของหลานสาว แม้จะเป็เื่จริงดังนางว่าแต่จะมีผู้ใดเล่าหาญกล้ากล่าวชมตนเองเช่นนาง “เป็ดังเ้าว่า ใต้หล้านี้มิมีผู้ใดงามเท่าหลานตาแล้ว ฮ่าๆๆ”
“ท่านพ่ออย่าเข้าข้างนางเช่นนี้สิเ้าคะ มิถูกต้อง เป็สตรีต้องรักษากิริยามิใช่กล่าวยกยอตนเอง” ม่อฮูหยินย่อกายเคารพบิดาก่อนจะนั่งลงด้านข้างบุตรสาว “ไหนดูสิ” เชยคาง “ใบหน้าเดิมแม้จะงามกว่าเดิมแต่เหตุใดกิริยามิเหมือนเดิมเล่า” ก่อนนั้นม่อฮูหยินยอมรับว่าบุตรสาวนั้นมีจริตจะก้าน อาจจะมีบ้างกับกิริยาไม่เหมาะสมในเื่ของรัชทายาทแต่นางยังคงไว้ซึ่งความเป็สตรีในห้องหอ พูดน้อย และออดอ้อนญาติพี่น้องเป็บางครั้งหาใช่พูดจาหยอกล้อหรือโจ่งแจ้งเช่นนี้
หวังปิงปิงยู่หน้า “ลูกแค่อยากเปลี่ยนตัวเองบ้างเท่านั้น ท่านแม่อย่ากังวล” จับมือมารดามากุมไว้ “ยามนี้ลูกโตแล้ว ทุกสิ่งที่ลูกทำและแสดงออกนั่นคือลูกคิดมาดีแล้วเ้าค่ะ” ยิ้ม ‘เหมือนเื่นั้น...กับบุรุษ?’
“เอาเถอะ เ้าก็พ้นวันปักปิ่นมาร่วมห้าเดือนแล้ว แม้ก่อนนั้นแม่สื่อทั้งหลายต่างพากันหนีหายเพราะเ้าส่งบ่าวไปจัดการแต่ยามนี้แม่หวังว่ามันคงไม่เป็เช่นนั้น” มองหน้าลูก “ใช่หรือไม่” แม้ไม่ได้เร่งรัดแต่มารดาเช่นนางก็อยากให้บุตรสาวมีความสุขและมีคนดูแลในบั้นปลายของชีวิต
“เฮ้ออ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงมิมีแม่สื่อมาทาบทามเช่นลูกบ้างเล่าเ้าคะ”
ม่อจิ้นจื่อหัวเราะในลำคอในขณะที่ม่อฮูหยินกับหลีปินอ้าปากค้างกับคำพูดนั้น
“ลูกเบื่อแล้วกับการเห็นแม่สื่อมาทาบทาม เื่คนรักของลูกให้มันเป็ไปตามลิขิต์หรือถ้าหากมีแม่สื่อคนใดเข้ามา หากลูกมิพึงใจลูกก็ไม่รับ” กอดเอวท่านแม่ที่ยังคงอ้าปากค้าง “ให้ลูกได้อยู่ไปเรื่อยๆ เช่นนี้จนพบบุรุษอันเป็ที่รักได้หรือไม่เ้าคะ”
ผู้เป็มารดาได้แต่อ้ำอึ้ง นึกย้อนไปถึงตนเองตอนเป็สตรีที่พ้นวัยปักปิ่น บิดาของนางหรือก็คือท่านแม่ทัพม่อจิ้นจื่อในยามนั้นมีราชโองการสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้องค์ก่อน มอบให้ขุนนางฝ่ายในหูเสียนเฟยและนางเอง ยามนั้นจำได้ว่านางร่ำไห้บอกกับบิดาไปว่านางมีคนรักแล้วเป็พ่อค้าสกุลหวัง โชคดีที่พ่อค้าผู้นั้นคือศิษย์ร่วมสำนักกับรัชทายาทมู่เจี้ยนเทียน เื่สมรสพระราชทานจึงถูกยกเลิกไป หากตอนนั้นหวังร่วนเทามิได้เป็สหายกับรัชทายาท นางเชื่อว่าตนเองคงต้องได้สมรสกับขุนนางผู้นั้นและอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้รักเป็แน่
แม่ทัพใหญ่ถอนหายใจและตัดสินให้กับสองแม่ลูก “เอาตามที่เ้าว่าเถิดหลานรัก ชีวิตนี้เป็ของเ้าจงเลือกทางเดินของตนเองดังเช่นมารดาเ้าเคยกระทำ” กล่าวเป็นัยๆ ให้หลานสาวต้องจับจ้องมารดาตนเองเหมือน้าคำตอบแต่แล้วม่อฮูหยินกลับส่ายหน้า
“เอาเถิด หากเล่ากันตรงนี้คาดว่าคงไม่จบง่ายๆ เ้านั่งสนทนากับท่านตาก่อน แม่จะไปหาท่านน้าของเ้าสักครู่” นางหมายถึงน้องสาวผู้กำลังคลอดบุตรสาวคนแรกเมื่อไม่นานมานี้
“เ้าค่ะ” คล้อยหลังมารดาแล้วจึงหันไปสนทนาเื่ทั่วไปในจวนของท่านตา ก่อนสาวใช้จะเดินเข้ามาวางโถน้ำร้อน แล้วจัดการลวกอะไรบางอย่างในโถนั้นจนเสร็จแล้วจากไป ‘หืม?’ ปิงปิงก้มมองแล้วถามอย่างสนใจ มันคล้ายกับอาหารบำรุงชนิดหนึ่ง “ท่านตาทานรังนกหรือเ้าคะ?” นางดมกลิ่นแล้วคิดว่ามันใช่ก่อนจะลงมือต้มมันในโถเล็กตามแบบสาวใช้เมื่อครู่ “หอมมากเ้าค่ะ หลานถามได้หรือไม่ว่าท่านตาได้มันมาจากที่ใด” จิบไปหนึ่งอึ่กรับรู้ถึงรสชาติกลมกล่อมและเส้นใยของรังนกที่ละลายได้ในปาก มันดีมากกว่ารังนกจากชาติเดิมที่เคยทานนับพันเท่าเพียงครู่เดียวนางกลับรู้สึกหวานละมุนลิ้นตามมาทีหลัง “รสชาติดีมาก”
“ตาก็คิดเช่นนั้น” ตาคมของบุรุษวัยกลางคนมองหลานสาวคล้ายกับมองคนแปลกหน้า ‘แต่เดิมหลานสาวมิเคยสอบถามเื่เช่นนี้ แต่ละครั้งที่มาไม่พ้นต้องขอท่านตาให้ไปเจรจาเื่ที่ตนเองพร้อมจะออกเรือน’ แน่นอนว่าแม่ทัพหลวงเช่นเขารึจะไปพูดเื่นี้กับฮ่องเต้ได้…ไร้สาระสิ้นดี “จากที่ตาเคยดื่มไปจนครบปี ตารู้สึกว่ากำลังวังชามันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ไม่เหนื่อยง่าย” ที่สำคัญคือเป็ของหายาก มีเพียงนายพรานจากป่าลึกเท่านั้นที่สามารถหามันเพื่อนำออกมาขายในราคาสูงได้
^^ “หลานขอสักนิดได้หรือไม่เ้าคะ”