มหาเทพโอสถ

    ตอนที่ 40 โดนมันเล่นซะแล้ว

    ในตอนแรกปิงเชี่ยนคิดว่าเย่จื่อเฟิงกําลังหยอกล้อนางเล่น นางจึงหัวเราะแล้วตอบโต้ไป แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเย่จื่อเฟิงนางก็เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
    "เรื่องจริงงั้นหรือ? "
    "อื้ม ข้ามิได้โกหก"
    "เจ้าคือเย่จื่อเฟิงจริงๆ หรือ? อย่ามาล้อข้าเล่นเช่นนี้นะ เจ้าจะเป็นเย่จื่อเฟิงไปได้อย่างไร? "
    หลังจากที่หลิวปิงเชี่ยนคิดเรื่องดังกล่าว ทันใดก็มีเสียงวิ้งขึ้นมาในหูราวกับถูกเข็มแทงอยู่ในหัว
    "มันเป็นเรื่องจริง" เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเฉยเมย หลิวปิงเชี่ยนคิดว่าเย่จื่อเฟิงน่าจะตกใจหลังจากที่รู้ว่านางเป็นใคร แต่เป็นว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร กลับกลายเป็นว่าตัวจริงของเย่จื่อเฟิงกลับทำให้นางแตกตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงเย่จื่อเฟิงจะไม่ได้มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อปิงเชี่ยน แต่ในเมื่อนางเป็นคนของตระกูลหลิว เขาก็คงไม่อาจเข้าไปข้องแวะกับนางได้อีก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจยกโทษให้กับสิ่งที่ตระกูลหลิวทํากับตนเองได้
    "พี่ปิงเชี่ยน! กำลังอันใดอยู่? ท่านวิ่งไปหาเย่จื่อเฟิงทำไมกัน? " ในที่สุดหลิวหนิงจือก็ไล่ตามนางทัน แล้วนางก็ร้องตะโกนออกไปอย่างช่วยไม่ได้
    เมื่อได้ยินดังนี้ ปิงเชี่ยนรู้สึกตกใจมาก " หนิงจือ บอกพี่มาตามตรงเขาคือเย่จื่อเฟิงจริงๆ น่ะรึ? "
    หลิวหนิงจือเม้มปากแล้วมองไปที่เย่จื่อเฟิง "ใช่ท่านพี่ พี่รู้จักกับมันเช่นนั้นสินะ"
    "ข้า..."
    หลิวปิงเชี่ยนไม่รู้จะพูดอันใดต่อหน้าน้องสาวของตน นางรู้ดีว่าเย่จื่อเฟิงนั้นเป็นคู่หมั้นของน้องสาวตัวเอง แล้วนางก็รู้ว่าน้องสาวของตัวเองเดินทางไปที่ตระกูลเย่เพื่อขอถอนหมั้น ซึ่งสร้างความอับอายให้แก่เขามาก ดังนั้นยามนี้ปิงเชี่ยนจึงรู้สึกผิดและละอายใจเป็นอย่างยิ่ง อารมณ์มากมายผสมปนเปอยู่ภายในหัว ทําให้นางรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก
    เมื่อเห็นปิงเชี่ยนแข็งทื่อเย่จื่อเฟิงจึงเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน "ข้าเจอนางตอนที่ข้าไปที่หอสมบัติของสํานัก"
    "เช่นนั้นนั่นเอง"
    หลิวหนิงจือพยักหน้าแล้วจ้องไปที่เย่จื่อเฟิง นางได้เปลี่ยนความคิดที่มีต่อเย่จื่อเฟิงแล้ว นางไม่เคยคิดเลยว่าชายที่นางเคยทําให้อับอายจะสามารถปีนขึ้นมายังสูงสุด จนได้อันดับหนึ่งของงานชุมนุมบันไดสวรรค์ไป
    "เย่จื่อเฟิง เจ้า... " หลิวหนิงจือกําลังลังเล นางอยากจะพูดอันใดบางอย่างแต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้
    "หากเจ้าไม่มีอันใดจะพูดเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน พวกเราค่อยเจอกันอีกครั้งในงานประลอง" เย่จื่อเฟิงยิ้มพร้อมกับโค้งคํานับด้วยท่าที่สง่างามแล้วหันกลับไป
    "เห๊อะ! มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? แค่ได้อันดับหนึ่งในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ครั้งเดียว กลับทําตัวหยิ่งยโสไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาเสียแล้ว" หลิวอี้เก๋อ เดินออกมาด้วยสายตาที่ดุร้าย จับจ้องไปยังแผ่นหลังของเย่จื่อเฟิง
    "ปากกล้าเสียจริงนะ ถ้าแน่เก่งจริงไฉนเจ้าถึงไม่ลงแข่งปีนบันไดสวรรค์แล้วคว้าอันดับหนึ่งมาสักครั้งเล่า? " ปิงเชี่ยนรู้สึกขุ่นข้องกับสิ่งที่มันกล่าว นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
    "ขะ ข้า..." หลิวอี้เก๋อไม่คิดว่าคําพูดของมัน จะทําให้หลิวปิงเชี่ยนมีปฏิกิริยาเช่นนี้ได้
    แต่ว่าหลิวอี้เก๋อยังไม่ยอมลดละแล้วตอบโต้กลับไป "พวกเราไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้า ก็เลยไม่เห็นว่าเจ้านั่นทําเช่นไรบ้าง บางทีมันอาจใช้วิธีการสกปรกเพื่อให้ได้อันดับหนึ่งมาก็ได้ หากมันไม่ได้ใช้วิธีคดโกง ก็ช่วยบอกข้าทีเถอะว่ามดปลวกระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่อย่างมัน จะมีปัญญาคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างไร? "
    เด็กสาวทั้งสองเข้าใจในสิ่งที่หลิวอี้เก๋อพยายามจะสื่อ พวกนางเองก็คิดว่ามันแปลกเช่นกัน ตระกูลเย่นั้นตกต่ำลงมากมาช้านาน จึงไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกมากนัก แล้วพวกเขาจะใช้วิธีเช่นไรกัน? แต่ถ้าเย่จื่อเฟิงสามารถปีนขึ้นไปได้ด้วยตัวเองจริงๆ เช่นนั้นเขาก็เป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวมาก
    "เอาเถอะ อย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย พวกเราจะได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขาในการประลอง "
    ...
    งานชุมนุมบันไดสวรรค์นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการแข่งกันปีนบันไดสวรรค์หนึ่งร้อยขั้นเพื่อแย่งชิงสิบอันดับแรก ในขณะที่ส่วนที่สองคือการประลองเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของการแข่งขันในช่วงแรก กับตระกูลผู้ชนะในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ครั้งก่อน
    ไม่เพียงแต่ผู้ชนะการประลองจะได้รับชื่อเสียงเกียรติยศภายในเมืองเหลยโจวแล้ว แต่ยังได้ทรัพยากรผลตอบแทนเป็นจํานวนมากอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูตระกูล
    ยามนี้สายตาของเย่ฉงเทียนที่มองไปยังเย่จื่อเฟิงนั้นแตกต่างจากเดิมมาก
    "จื่อเฟิง ครั้งนี้เจ้าช่วยกู้ชื่อเสียงของตระกูลไว้มาก เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ทั้งตระกูลเย่ต่างก็ภาคภูมิใจในตัวของเจ้า! ว่าแต่เจ้าเอาชนะมาได้อย่างไร? เอาชนะหวางเทียนจื้อได้อย่างไร? แล้วครั้งนี้ต้องวางแผนจัดการกับตระกูลหลิวไว้เช่นไรบ้าง? "
    เย่จื่อเฟิงหัวเราะแล้วเบือนหน้าหนี " แหมมม∼ท่านพ่อ ท่านก็พูดเกินไป อย่างข้าเนี่ยนะเก่งที่สุดในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ ข้าก็แค่เป็นตัวแถมที่เอาชื่อใส่ให้ครบจำนวนเท่านั้น จะมีผงมีแผนอันใดไปต่อสู้กับตระกูลหลิวได้? "
    "คร๊ายยย ใครหน้าไหนมันบอกว่าเจ้าเป็นตัวแถมที่เอาชื่อใส่ให้ครบจำนวน ผู้ใดบังอาจกล้าพูดเช่นนี้ จงออกมาเดี๋ยวนี้นะ! "
    เย่เสวี่ยอี๋เริ่มหัวเราะคิกคัก " ท่านพ่อหยุดเถอะ ท่านนั่นแหละที่เป็นคนพูดประโยคนี้ "
    เย่ฉงเทียนมองไปที่เย่เสวี่ยอี๋แล้วถอนหายใจ นางมักเข้าข้างเย่จื่อเฟิงตลอด เมื่อมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น นางก็ขายบิดาของตัวเองทันทีโดยไม่ลังเล
    "ข้างั้นเรอะ? อะแฮ่มๆ ข้าคงจะแก่แล้วจึงเลอะเลือน ถึงจําเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ " แล้วเย่ฉงเทียนก็ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับอาย
    เย่จื่อเฟิงแค่ต้องการหยอกล้อจึงยิ้มออกมา "ข้าได้ยินว่า การแข่งขันในส่วนที่สอง เป็นการประลองแบบสามต่อสาม ฝ่ายใดที่ชนะสองในสามจะเป็นผู้ชนะ"
    เย่ฉงเทียนชะงักไปชั่วครู่แล้วถามว่า "จื่อเฟิงเจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน? ขนาดข้าเองยังไม่รู้เลยว่าการแข่งขันส่วนที่สองคืออันใด"
    "ไม่ต้องห่วง ข้าได้ยินมาจากภูติพรายกระซิบน่ะ " เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วพูดต่อ " แต่นั่นหาใช่เรื่องสําคัญ สิ่งสําคัญจริงๆ คือเราจะสู้กับพวกมันอย่างไรต่างหาก"
    เย่ฉงเทียนคิดเรื่องนั้นแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
    เขาสบถออกมาเบาๆ "สู้กับพวกมันงั้นเรอะ? พวกมันมีหลิวอี้เก๋อที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่หก หลิวหนิงจือที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่เจ็ด แถมยังมีหลิวปิงเชี่ยนที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุดอีก แล้วพวกเราจะเอาชนะพวกมันได้อย่างไร? ฝั่งเราปิดประตูแพ้อย่างสิ้นเชิง ข้าจําเป็นต้องพูดเรื่องนี้กับพวกผู้อาวุโส เรื่องนี้มันไร้เหตุผลสิ้นดี การแข่งขันหมายถึงการทดสอบความสามารถของรุ่นเยาว์ไม่ใช่พลังที่แท้จริง การต่อสู้กันเช่นนี้ทําให้ตระกูลหลิวได้เปรียบมากเกินไป! "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มอ่อน " แล้วถ้าผู้อาวุโสของสํานักเลือกเข้าข้างตระกูลหลิวล่ะ? ท่านจะทําเช่นไร? "
    "น่ะ นั่น... " เย่ฉงเทียนพูดไม่ออก เขามองไปที่เย่จื่อเฟิงอีกครั้ง จากที่เขาเห็น ดูเหมือนว่าบุตรชายของตนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
    ในงานชุมนุมเช่นนี้จะต้องตัดสินอย่างเป็นธรรมไม่โน้มเอียง แต่บางครั้งก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะมีการติดสินบนหรือปรับปรุงอย่างลำเอียงกันบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
    เย่จื่อเฟิงได้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เขาจะไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้ที่โทษว่าความพ่ายแพ้ของตนเกิดจากการที่ฝ่ายตรงข้ามติดสินบน นั่นเป็นสิ่งที่ผู้อ่อนแอเท่านั้นที่จะทำ ในเมื่อตระกูลหลิวอยากให้เรื่องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเย่จื่อเฟิงก็จะเดินตามเกมของพวกมันไป
    เขายิ้มแล้วมองไปที่เย่ฉงเทียนกับเย่เสวี่ยอี๋ "ท่านพ่อ ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร? พวกเราจะให้หุ้ยฉือต่อสู้กับปิงเชี่ยน แล้วให้เสวี่ยอี๋สู้กับหนิงจือ ส่วนข้าจะจัดการหลิวอี้เก๋อเอง"
    ทันใดนั้นเย่ฉงเทียนตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที นี่ถือเป็นแผนที่ดี พวกเขาแค่ยอมแพ้การประลองหนึ่งครั้ง แล้วเก็บชัยชนะสองครั้งแทน เมื่อได้ชัยชนะสองครั้ง พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง
    แต่หลังจากคิดดูอีกที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึง
    "จื่อเฟิง...จริงอยู่ว่าแผนนี้นับเป็นแผนที่ดี ในเมื่อพวกเราคิดได้ตระกูลหลิวก็ต้องคิดได้เช่นกัน พวกนั้นจะต้องให้เราจับฉลากเลือกคู่ประลองแน่ๆ พวกเราจําเป็นต้องมีโชคมากๆ "
    เย่จื่อเฟิงมีรอยยิ้มที่ดูลึกลับ "แล้วถ้าพวกเราโชคดีถึงขนาดนั้นล่ะ? "
    ...
    "เย่จื่อเฟิง? เจ้าอยากได้อันใดจากพวกข้าอีก? พวกข้าได้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คืนมาแล้ว แถมยังทําพันธะวิญญาณแล้วด้วย อีกทั้งยังบอกเจ้าเรื่องงานชุมนุมบันไดสวรรค์ส่วนที่สองแล้ว เจ้ายังอยากได้อันใดจากพวกข้าอีก? " ผู้อาวุโสจ้าวขมวดคิ้ว แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม
    "ใช่ พวกข้าไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าพวกเรามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเจ้า"
    เย่จื่อเฟิงไม่สนใจว่าพวกเขาจะพูดอันใด แต่เดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสอง
    "อย่าเพิ่งไล่ข้าอย่างไร้เยื่อใยถึงเพียงนั้นสิ จริงๆ แล้วข้ามาเพื่อดูว่าพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง พวกท่านคุ้นเคยกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของท่านผู้อาวุโสทั้งสองตื่นขึ้นมาแล้วหรือยัง? " เย่จื่อเฟิงมีรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ จนทําให้ผู้อาวุโสทั้งสองเสียวสันหลังวาบ
    "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้ากําลังพูดเรื่องอันใด? คุ้นเคยกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองงั้นรึ? " เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ผู้อาวุโสจ้าวก็มีสีหน้าเคร่งเครียดมาก
    ดวงตาของเย่จื่อเฟิงหรี่เล็กลงผสมผสานกับรอยยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง ช่างดูไม่เหมือนวัยหนุ่มที่มีวัยเพียง 20 แต่อย่างใด...
    อาวุโสเสิ่นลี่ขมวดคิ้วแล้วหลับตาลง วินาทีต่อมาเขาก็ตะโกนบอก "ท่านผู้อาวุโสจ้าว รีบใช้ญาณทิพย์ตรวจสอบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งได้คืนมาเร็ว ดูซิว่าฟื้นหรือยังหรือว่ายังนิ่งเฉยอยู่"
    ผู้อาวุโสจ้าวรีบหลับตาลงแล้วตรวจสอบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนทันที แล้วเขาก็ตัวแข็งค้างเย็นวาบไปทั้งตัว...
    ทั้งสองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดว่าเย่จื่อเฟิงคืนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาให้แล้วก็แล้วกันไป ไม่คิดว่าเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้จะเจ้าเล่ห์เพทุบายเล่นตุกติกกับพวกเขา! แต่เมื่อตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่ามีบางอย่างติดอยู่บนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตน แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออันใด!
    "บัดซบ! ไอ้เด็กเหลือขอ การเล่นตุกติกกับพวกข้าเช่นนั้นหรือ คิดว่าพวกข้าไม่กล้าสังหารเจ้าตรงนี้หรือไร! " ผู้อาวุโสจ้าวโมโหจนอยากจะสังหารเย่จื่อเฟิงให้ตกตายในฝ่ามือเดียว เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนในเมืองเหลยโจว จึงอยากใช้โอกาสนี้พักผ่อนและหาเรื่องสนุกๆ ใส่ตัว ในระหว่างที่ช่วยงานชุมนุมบันไดสวรรค์ของเมืองเหลยโจว แต่กลับกลายเป็นว่าเขาได้มาเจอกับจิ้งจอกน้อยอย่างเย่จื่อเฟิงเสียได้
    เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ "หึหึ คิดจะฆ่าข้างั้นหรือ? อย่าลืมสิว่าพวกท่านทําพันธะวิญญาณไปแล้ว"
    "เจ้า! " ผู้อาวุโสจ้าวไม่อาจทําอันใดได้ หากการมองสามารถฆ่าคนได้ เช่นนั้นเย่จื่อเฟิงก็คงจะตายเกินพันครั้งแล้ว
    "หยุดจ้องข้าเช่นนั้นได้แล้ว ให้ข้าบอกพวกท่านเรื่องนี้ มนต์สะกดที่ข้าใส่ในวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่านเรียกว่า วิญญาณแฝด หากข้าตาย...พวกท่านก็น่าจะรู้ว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร... "
    ผู้อาวุโสจ้าวขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า " ไม่ต้องมาข่มขู่พวกข้าซะให้ยาก ถึงแม้เจ้าจะรู้มนต์สะกดพวกนี้ แต่ระดับการฝึกยุทธ์ของเจ้าเป็นแค่ระดับกำเนิดปราณเท่านั้น มันจึงไม่มีผลมากสักแค่ไหนเชียว! "
    "สมกับที่เป็นผู้อาวุโสจ้าว! ท่านช่างรอบรู้จริงๆ แต่ข้าสามารถรับประกันได้เลยว่ามันจะมีผลอยู่อย่างน้อยหนึ่งปี หากข้าตาย ถึงพวกท่านจะไม่ตาย แต่ระดับการฝึกยุทธ์ของพวกท่านจะตกลงมาสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน การสูญเสียระดับการฝึกยุทธ์มากขนาดนี้เพื่อคนอย่างข้า พวกท่านคิดว่ามันคุ้มไหม? " สีหน้าของเย่จื่อเฟิงยังคงไม่แยแส
    ครั้งนี้ผู้อาวุโสจ้าวไม่อาจพูดอันใดได้อีก "จริงๆ แล้ว ข้าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเรื่องการประลองยุทธ์จากพวกท่านหรอก ข้ารู้ดีว่ามันยากที่จะทําทั้งๆ ที่มีผู้คนจํานวนมากกําลังจับจ้องอยู่ สิ่งที่ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยก็คือตอนจับฉลากเลือกคู่ประลองเท่านั้น! "
    จบตอน