จู้เจียงเจียง แม่ม่ายผู้มั่งคั่ง

    ตอนที่ 44 ยามจื่อบังเอิญเจอคนเกี่ยวข้าวอยู่ในทุ่งนา

    ก็ไม่รู้ว่าสวี่เหล่าเกินได้บอกเรื่องเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้ากับคนในหมู่บ้านไหม ถึงอย่างไรวันเกี่ยวข้าววันแรกก็มีแค่จู้เจียงเจียงอยู่ในทุ่งนา


    “แม่นาง งานนี้ท่านยกให้พวกเราก็พอ ในนามีแต่โคลน ทำเสื้อผ้าท่านสกปรกเปล่า ๆ”


    เพิ่งหยุดน้ำในนาได้ไม่ถึงสองวัน น้ำแห้งแล้ว แต่โคลนในนาเหยียบลงไปยังนุ่มอยู่ ต้องพับขากางเกงสูงมากถึงจะไม่ทำให้เสื้อผ้าสกปรก


    จู้เจียงเจียงไม่สนเรื่องเล็กน้อยพวกนี้อยู่แล้ว “โจวเหลียง บ้านข้ามีต้นข้าวห้าสิบหมู่ จำเป็นต้องเก็บให้หมดในสี่ห้าวัน วันหนึ่งเก็บสิบหมู่ เจ้าคิดว่าแค่พึ่งเจ้ากับพวกน้องชายน้องสาวเจ้าจะไหวไหม?”


    เผยเสี่ยวอวี๋และเด็กผู้หญิงอายุพอ ๆ กันสองคนนั้น นางยังให้พวกเขาลงดินทำงานเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวเอง


    อีกทั้งในกลุ่มคนของโจวเหลียง มีแค่ครึ่งเดียวที่มีกำลังเหมือนผู้ใหญ่ คนอื่นยังเป็นเด็ก หากนางไม่มาด้วย ต้นข้าวในทุ่งนาก็เก็บไม่ทันแน่


    “รีบร้อนขนาดนั้นเลยหรือ?” โจวเหลียงยืนตัวตรงมองรวงข้าวบนผืนนาแห่งนี้แวบหนึ่ง


    ถึงแม้ไม่รู้ว่าทำไมจู้เจียงเจียงจึงรีบร้อนเช่นนี้ แต่เขาก็เร่งการกระทำให้เร็วขึ้น ทุ่มแรงเกี่ยวข้าวสุดกำลัง


    ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่มาปิดน้ำขับไล่นกในนา ครั้นเห็นพวกนางก็ล้วนบอกว่านางไม่เข้าใจการเพาะปลูก หัวเราะเยาะว่านางกังวลราวกับกระต่ายตื่นตูม


    จากคำพูดของพวกชาวบ้านที่บอกว่านางราวกับกระต่ายตื่นตูม จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่า สวี่เหล่าเกินน่าจะไปหาพวกเขามาแล้ว แต่พวกเขาไม่ฟัง


    อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สวี่เหล่าเกินก็ไม่มาเช่นกัน


    จู้เจียงเจียงพาขอทานน้อยกลุ่มหนึ่งมาช่วยเหลือ ทำงานในนาอย่างขยันขันแข็งทั้งวัน ก็เก็บได้แค่หกเจ็ดหมู่ ห่างจากเป้าหมายวันละสิบหมู่อยู่อีกไกล


    อีกทั้งนางยังประหยัดเวลาทำกับข้าว กินข้าว นอนกลางวันแล้ว แต่ก็ยังทำไม่เสร็จ


    ตอนข้าวเย็นเหมือนกับมื้อตอนเที่ยง ทำแค่ต้มข้าวกับน้ำแกงผักเต้าหู้หม้อใหญ่ให้พวกโจวเหลียงราดข้าวกินจนอิ่ม


    “ต้องขอโทษจริง ๆ งานวันนี้ทำจนดึก พวกเจ้ากลับไปก็ระวังตัวด้วย”


    กินข้าวเสร็จฟ้าก็มืดพอดี จู้เจียงเจียงรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย วันนี้ก้มหน้าทำงานทั้งวันจนลืมเวลาไป


    โจวเหลียงรู้สึกไม่พอใจกับความขี้เกรงใจของนาง


    นางคือนายจ้าง คือเจ้าของบ้าน ที่จริงแล้วไม่ต้องเกรงใจพวกเขาขนาดนี้ก็ได้


    เทียบกับงานและคนเมื่อก่อนที่เขาเจอ ทำงานหนึ่งวันเหนื่อยแทบตาย ไปรับข้าวกินยังถูกด่าทอ ถูกเยาะเย้ย ถึงจะยอมให้พวกเขากินข้าวเหลือเพียงน้อยนิด จู้เจียงเจียงนับว่าเป็นคนดีมากแล้ว


    นางไม่เพียงให้พวกเขากินอิ่ม ยังให้เกียรติพวกเขามาก ไม่เคยมองและปฏิบัติพวกเขาเหมือนขอทาน นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดก็ยังไม่กล้าคิด


    ทำงานอยู่ตระกูลเผยหลายวันมานี้ พวกน้องชายน้องสาวเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้น ทุกวันตื่นนอนมาตระกูลเผยกลายเป็นเรื่องที่พวกเขาคาดหวังที่สุด


    บุญคุณใหญ่หลวงของจู้เจียงเจียง โจวเหลียงไม่รู้ควรตอบแทนอย่างไร ทำได้แค่ทุ่มเททำงานสุดกำลังทุกวัน


    แต่ถึงเขาจะไม่เคยหยุดพักแม้สักเค่อเดียว แม้แต่กินข้าวก็กินในทุ่งนา พวกเขาก็ยังทำเป้าหมายหนึ่งวันสิบหมู่ไม่สำเร็จ


    ทุกครั้งที่จู้เจียงเจียงยืดตัวขึ้นพัก ตอนทำงาน นางจะมองต้นข้าวที่ยังเก็บเกี่ยวไม่หมดตรงหน้า


    ในดวงตาแสดงความรีบร้อน โจวเหลียงเห็นอยู่ในสายตา


    ตอนเกี่ยวข้าวถึงวันที่สาม โคลนในนาก็แห้งแล้ว เมื่อเหยียบลงไปก็แข็งแรงเหมือนกับพื้นราบ


    จู้เจียงเจียงให้พวกเขากลับก่อนฟ้ามืดเหมือนปกติ โจวเหลียงไม่พูดอะไร พาพวกน้องชายน้องสาวหันหลังกลับ


    แต่ว่าพวกเขาไม่ได้เดินไปไหนไกล ยังอยู่ข้างถนนหลักร้าง ๆ เก่า ๆ จนฟ้ามืด


    หลังฟ้ามืดลงแล้ว แสงจันทร์ในฤดูร้อนสว่างไสว พวกเขาใช้แสงสว่างของพระจันทร์บนท้องฟ้า กลับไปในนา ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบ ๆ อีกครั้ง


    จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าพวกเขาไปแล้วย้อนกลับมา เช้าวันรุ่งขึ้นนางพกข้าวเช้ามาถึงในนา ก็เจอพวกของโจวเหลียงเกี่ยวข้าวไปแล้วหลายหมู่


    “วันนี้พวกเจ้ามากันเมื่อไร ทำไมทำงานได้เยอะแบบนี้”


    นางวางโจ๊กลง พวกเด็ก ๆ ลุกไปล้างมือ ล้อมวงมากินข้าวเช้า


    นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขากินกันเงียบ ๆ แบบนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกเหมือนพวกเขาเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออก


    “ไม่ พวกเรามาได้ไม่นาน”


    โจวเหลียงตักโจ๊กให้ตัวเองหนึ่งถ้วย แนบขอบถ้วยที่ริมฝีปาก ตักกวาดเข้าไปในปากรวดเร็วเหมือนกับดื่มน้ำ


    หลังจากรีบกินจนหมด ล้างถ้วยในคลองน้ำในคันนาจนสะอาด วางลงแล้วหันกลับไปเกี่ยวข้าวต่อ


    กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ จู้เจียงเจียงอึ้งไปเลย


    ก้มหน้าเกี่ยวข้าวหลายวันต่อเนื่อง เข่าและเอวเริ่มทนไม่ไหวแล้ว


    หลังจากกวาดสายตามองไปแวบหนึ่ง จู้เจียงเจียงก็พบว่า พวกเด็ก ๆ อายุน้อย ๆ ไม่กี่คน ตอนนี้คุกเข่านั่งทำงานในนาแล้ว


    ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ พวกเขากลับไม่มีใครบ่นลำบากออกมาสักคำ


    นางทำเกินไปหน่อยหรือเปล่า? จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะสงสัยตัวเอง


    แต่ว่าท้องฟ้าก็แย่ลงเรื่อย ๆ อากาศอึดอัดเหมือนไม่เคยหมุนเวียน เสียงร้องของจักจั่นบนภูเขายิ่งร้องลั่นท้องฟ้า วนเวียนอยู่เหนือศีรษะ รบกวนจนหงุดหงิดหัวใจ


    ทั้งหมดนี้ล้วนกำลังส่อเค้าว่า ฝนกำลังจะตกในอีกไม่ช้า


    สองสามีสวี่เหล่าเกิน ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะลงนาเกี่ยวข้าวแล้วเหมือนกัน


    แต่เทียบกับจู้เจียงเจียงแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขานิ่งสงบไม่รีบเร่งเท่าไร


    ที่วันนี้สวี่เหล่าเกินมาลงนา เป็นเพราะเขาเห็นการกระทำหลายวันมานี้ของจู้เจียงเจียงอยู่ในสายตา เขาพบว่านางเหมือนวิตกกังวลเป็นพิเศษ


    ความวิตกกังวลนี้ทำให้เขารู้สึกเครียดไปด้วยแปลก ๆ เอาแต่รู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น


    เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านต่อไป เขาตัดสินใจลงนาทำงาน ต้นข้าวไม่ว่าดีหรือร้าย เก็บเข้าไปไว้ในบ้านก็โล่งใจแล้ว


    เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง


    เสียงฟ้าครั้งร้องนี้ทำให้จู้เจียงเจียงลนลานขึ้นมาทันที


    นางมีลางสังหรณ์ เวลาที่พระเจ้าให้นางมีไม่มากแล้ว นางจำเป็นต้องเร่งการกระทำ เร่งเก็บเกี่ยวข้าวช่วงสุดท้าย


    “เสี่ยวอวี๋พักผ่อนก่อน คืนนี้พวกเราค่อยไปเกี่ยวข้าวอีกหน่อยดีไหม?”


    ให้พวกโจวเหลียงกลับไปก่อน จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนนอนอยู่บนกระดานระเบียงหน้าบ้าน พูดเสียงเบากับเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังเตรียมไปตักน้ำอาบ


    กลางคืนในสมัยโบราณยาวนานเกินไป นางอยากทำงานล่วงเวลา เก็บเพิ่มได้หนึ่งหมู่ก็เก็บเพิ่มเท่านั้น


    เผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังตักน้ำหยุดการกระทำลง หลังหันหน้ามามองจู้เจียงเจียงพักหนึ่ง จึงวางขันน้ำในมือ แล้ววิ่งไปนอนพักด้วยกันกับจู้เจียงเจียง


    พวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีใช้เวลาพักแค่ธูปสองดอก ตอนที่คนในหมู่บ้านเพิ่งเข้านอน พวกนางก็ถือชาหนึ่งกา ถือเคียวออกบ้านไปอีกครั้ง


    ไปครั้งนี้กลับชนเข้ากับพวกโจวเหลียงที่ไปแล้วย้อนกลับมาทำงานในนาพอดี


    “ใครกำลังเกี่ยวข้าวบ้านข้ากัน!”


    จู้เจียงเจียงเห็นเงาดำหลายเงากำลังขยับอยู่ในนาไกล นึกว่ามีคนขโมยต้นข้าว รีบก้าวเท้าวิ่งไปดู


    พวกโจวเหลียงได้ยินดังนั้นก็หันกลับไปมอง ยังไม่รอให้ตั้งตัว จู้เจียงเจียงก็มาถึงข้างหน้าแล้ว


    “โจวเหลียง?” จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ “ทำไมเป็นพวกเจ้า!”


    ครั้งนี้ นางไม่ได้เห็นโจวเหลียงเป็นหัวขโมยโดยปริยาย “ดังนั้นตอนเช้าสองวันนี้ ข้ามาแล้วเห็นพวกเจ้าเกี่ยวข้าวได้เป็นจำนวนมาก ก็คือพวกเขาทำงานตอนกลางคืนหรือ?!”


    “พวกเจ้าไม่ได้กลับไป ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้านอนที่ไหน!” จู้เจียงเจียงเริ่มตื่นตระหนก


    โจวเหลียง เขาทำอะไรลงไป ตัวเองไม่พักผ่อนก็ช่างเถอะ แต่พวกน้องชายน้องสาวของเขาล้วนยังเด็ก จะทนลำบากแบบนี้ได้ที่ไหนกัน!


    “นอนในนา หนุนคันนาก็นอนได้...” โจวเหลียงที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาทำหน้าสำนึกผิด


    เหมือนเขาจะยอมรับผิดต่อหน้านางบ่อย?


    คล้ายกับเรื่องจู้เจียงเจียง แม่ม่ายผู้มั่งคั่ง ที่คุณอ่าน