ตอนที่ 3 เ้าสำนัก (1)
หลินเฉินตะลึงจนชะงักทว่าก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วมองอาหารบนโต๊ะก่อนจะใจกระตุกขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
อันที่จริงหลินเฉินถือศีลอดมานานแล้วไม่จำเป็ต้องกินของธรรมดาพวกนี้ด้วยซ้ำ คนบำเพ็ญตบะนั้นให้ความสำคัญแก่การที่ร่างกายและจิตใจสื่อถึงกันจิติญญาสะอาดบริสุทธิ์หากกินของธรรมดาบนโลกมีแต่จะเป็ผลเสียต่อการบำเพ็ญตบะของตัวเอง
ไม่รู้วันนี้เป็อะไรไปอาจเพราะเขาเพิ่งทะลุมิติเข้ามาในนิยาย หรืออาจเป็เพราะตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำอาหารให้เขาเลยสักมื้อ แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไร แต่อยู่ๆเขาก็เกิดแปลกใจกับอาหารที่ฉือม่อทำให้ขึ้นมา
“เชิญขอรับอาจารย์” ฉือม่อยื่นตะเกียบคู่หนึ่งให้หลินเฉิน
หลินเฉินรับตะเกียบมาแสงเทียนสีเหลืองนวลส่องกระทบใบหน้าเขา ทำให้โครงหน้าเฉียบคมในยามปกติอ่อนโยนลงอย่างบอกไม่ถูกเขายื่นตะเกียบออกไปในขณะที่ฉือม่อกำลังส่งสายตาเฝ้ารอด้วยความคาดหวัง
ใครจะรู้ว่าเมื่อกินเข้าไปหนึ่งคำแล้วสีหน้าหลินเฉินก็พลันเปลี่ยน นี่มันอะไรกัน!อาหารแบบนี้กินได้งั้นเหรอ! นี่มันวางยาพิษฆ่าคนตายได้เลยนะ! ขณะเผชิญกับอาหารฝีมือฉือม่อ ผู้าุโหลินเฉินก็ได้แต่ร้องถามตัวเองในใจ
เขาหันไปมองฉือม่อตามสัญชาตญาณถึงจะพยายามควบคุมสีหน้าเอาไว้สุดความสามารถ แต่อย่างไร้เสียอีกฝ่ายก็เป็แค่เด็กคนหนึ่งประกายในดวงตาคู่นั้นส่องสว่างจนปกปิดเอาไว้ไม่มิด และด้วยสายตาที่ฉือม่อทอดมองมาหลินเฉินจึงกลืนอาหารในปากลงไปอย่างจำใจ
“อุบ”แล้วหลินเฉินที่อุตส่าห์กลืนอาหารลงไปได้ภายใต้การเฝ้ามองด้วยแววตาเป็ประกายของฉือม่อก็ยกตะเกียบขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาย้ายตะเกียบไปคีบอาหารจานอื่นจากนั้นก็...อาหารติดคอไปอย่างมีเกียรติ แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ ทั้งๆที่เป็อาหารคนละจานกันแท้ๆ แต่ทำไมรสชาติถึงได้เหมือนกับเปี๊ยบแบบนี้!
รสชาติย่ำแย่ของอาหารจานนี้ยังแย่เสียยิ่งกว่าอาหารค่ำที่เขาเพิ่งกินเข้าไปเมื่อครู่อีกเขาเริ่มสงสัยแล้วว่าฉือม่อรู้เื่อะไรมาหรือเปล่าจะสาปแช่งให้อาจารย์เหลวแหลกอย่างเขาคนนี้ตายก่อนงั้นเหรอแต่ดูจากสีหน้าของอีกฝ่ายก็เหมือนจะไม่ใช่ ใน่เวลาไม่กี่นาทีนั้นหลินเฉินพลันสับสนและเกิดความรู้สึกผสมปนเปขึ้นในหัวใจ
เขากำลังลังเลว่าจะขยับตะเกียบต่อดีไหมแต่พอคิดถึงรสชาติอาหารเมื่อครู่นี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเสียวสันหลังขึ้นมาไม่ได้ๆ การให้หลินเฉินผู้เลือกกินมาตลอดคนนี้กลืนอาหารพวกนี้ลงไปก็ถือว่าเป็การยอมความมากพอแล้ว ถ้าให้เขากินของพวกนี้ต่อเกรงว่าจะต้องอาเจียนออกมาแน่
เขานวดหว่างคิ้วผ่านไปนานถึงค่อยเคลื่อนสายตาไปทอดมองฉือม่อ “ข้ามีธุระต้องไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาหาเ้าใหม่แล้วกัน”
ฉือม่อพยักหน้าอย่างเชื่อฟังเขาหยิบเสื้อคลุมตัวยาวที่เพิ่งวางไว้ด้านข้างไปให้หลินเฉิน อีกฝ่ายรับไปสวมไม่นานก็เอ่ยขึ้นอย่างลำบากใจ “ถ้าหิวก็กินเ้านี่เสีย” จากนั้นก็วางยาลูกกลอนลงบนฝ่ามือฉือม่อ
พูดจบหลินเฉินในอาภรณ์ขาวก็ค่อยๆ เดินออกไปจากสายตาฉือม่อท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดสนิท
เมื่อหลินเฉินกลับไปแล้ว ภายในห้องก็เงียบสงัดทันทีฉือม่อคอตก แม่นมเคยพูดกับเขาเอาไว้ว่า หาก้าจะขอบคุณใครสักคนเช่นนั้นก็ทำอาหารให้เขากินสักมื้อแบบนี้คนที่ได้กินก็จะััถึงความรู้สึกซาบซึ้งที่เปี่ยมล้นในมื้ออาหารด้วยเหตุนั้น วันนี้เขาเลยทำอาหารไว้เต็มโต๊ะ
พอเขาเงยหน้ามองอาหารในชามที่ตะเกียบแตะโดนไปไม่กี่ทีนั้นพลันแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่ คีบอาหารเข้าปากกินไปเงียบๆ
สุดท้ายสีหน้าเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าหลินเฉินสักเท่าไรเขาหยุดเคี้ยวแล้วกลืนอาหารลงไปอย่างทรมาน เขาเคยเป็ขอทานมาก่อนเลยไม่ค่อยเลือกกินสักเท่าไร แต่ก็คิดไม่ถึงว่าอาหารที่ตัวเองทำกลับมีรสชาติแย่ยิ่งกว่าผักกุยช่ายที่เขาเกลียดที่สุดเสียอีกยากที่จะกลืนลงคอได้จริงๆ
เขานึกสีหน้าของอาจารย์ตอนที่กินอาหารจานนี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวสีหน้านั้นเรียบเฉย ถึงขนาดไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เลยสักนิดราวกับว่ากำลังลิ้มรสอาหารธรรมดาที่ยิ่งกว่าธรรมดาอยู่กลับกันตัวเขาแค่กินเข้าไปคำเดียว ก็พลันรังเกียจจนทนไม่ไหวแล้ว
มิน่าเล่า ก่อนอาจารย์จะไปเลยพูดประโยคนั้นกับเขาแล้วเขาก็แบมือออก บนฝ่ามือมียาลูกกลอนเม็ดกลมวางอยู่ เขากำหมัดแน่น พลางแนบมือไปบนอกก่อนจะน้ำตารื้นขึ้นที่หางตาโดยไม่มีสาเหตุ
อาจารย์...เป็คนดีมากจริงๆ
เดิมทีเขายังประหลาดใจว่าทำไมอาจารย์ถึงรับเขาเป็ศิษย์คนอย่างเขามีส่วนไหนบนร่างกายที่คู่ควรให้อีกฝ่ายถูกใจกัน ตอนนี้อยู่ๆเขาก็รู้สึกโชคดีที่อีกฝ่ายถูกใจเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล โชคดีที่ได้เป็ลูกศิษย์ของอีกฝ่ายถึงขนาดซาบซึ้งกับนักเลงพวกนั้นอยู่นิดๆ ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะคนพวกนั้นเขาก็คงไม่มีทางได้พบกับอาจารย์ที่แสนดีขนาดนี้
เช่นนี้วันหลังเขาก็ไม่ต้องโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกแล้ว...
ดีจังเลย...ฉือม่อเช็ดน้ำตาแล้วฉีกยิ้ม
ทางด้านหลินเฉินเมื่อกลับไปแล้ว ก็อาเจียนออกมาจนโซซัดโซเซเขาคิดไม่ถึงว่าอาหารฝีมือฉือม่อจะรสชาติแย่ถึงเพียงนี้แต่ในนิยายก็ไม่ได้เขียนไว้ว่าฉือม่อทำอาหารเป็ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงเป็จอมห่วยแห่งการเข้าครัวแล้วละ
เนื่องจากวันนี้โลดโผนมาทั้งวันหลินเฉินเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาบ้างแล้วหลังกลับไปยังที่พักก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงทันที โดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า
ค่ำคืนนี้เขาหลับสบายมาก ทั้งยังฝันถึงผู้เป็แม่ที่น้อยครั้งจะฝันถึงอีกต่างหากั้แ่แม่ของเขาจากไป เขาก็ไม่เคยฝันถึงนางอีกเป็เวลานาน แต่ในค่ำคืนนี้เขากลับััได้ถึงความอบอุ่นอันเนิ่นนานจากมารดาอีกครั้ง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลินเฉินก็ค่อยๆ ลืมตาไม่คาดว่าเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นแล้ว จะพบใบหน้าคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
เขาสะดุ้งใ รีบปิดตาลงตามสัญชาตญาณอีกฝ่ายจึงถอยไปด้านข้าง ก่อนจะกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ย “ศิษย์น้อง”
ขอเวลาเขานึกสักหน่อย...คนในสำนักนี้ที่เรียกเขาว่า ‘ศิษย์น้อง’และมาถึงอย่างไม่ให้สุ้มเสียงมีเพียงคนเดียว เขาตั้งสติพลางกล่าว“ศิษย์พี่เ้าสำนัก”
เมิ่งฉิวหัวเราะร่าเริงแล้วทอดสายตาไปบนอาภรณ์หลุดลุ่ยของหลินเฉินก่อนจะเอ่ยหยอก “ไม่ได้เจอเพียงไม่กี่วัน ศิษย์น้องดูจะสดใสขึ้นมากนะ”
“ศิษย์พี่เ้าสำนัก ท่านอย่าล้อเล่นเลยวันนี้มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ” หลินเฉินจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8