“...”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบในพริบตา ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมีปืน แขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสองคนตัดผมสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ มีเพียงคนไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะตัดผมทรงนี้ เมื่อรวมเข้ากับลักษณะภายนอกแล้ว จึงไม่ยากเลยที่จะดูออกว่านี่คือนักโทษสองคนที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำนั่นเอง
“ตุบ”
ชายหน้าบากก้าวเท้าเดินออกมาด้านหน้า เสียงฝีเท้าของเขาทำให้ทุกคนสะดุ้งโหยง หวังเอ้อโกวโยนท่อนเหล็กในมือทิ้งไปทันทีและพูดตะกุกตะกักว่า “ใจเย็นก่อนนะพี่ชาย เดี๋ยวพวกเราจะรีบนำของกินมาให้”
“ทุกคนเข้าไปอยู่ในห้องนั้น! เดี๋ยวนี้…”
ชายหน้าบากโบกปลายปืนไปทางหนึ่ง ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปรวมตัวกันในห้องใหญ่ตามคำสั่งทันที แต่ถึงแม้ว่าภายในห้องจะได้รับความอบอุ่นจากตะเกียงขนาดใหญ่สองดวง แต่ก็ไม่อาจกำจัดความหนาวเย็นที่อยู่ในหัวใจของทุกคนในขณะนี้ได้เลย เพียงมองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่า ชายทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายธรรมดา แต่เป็พวกผู้ร้ายใจโฉดฆ่าคนได้ตาไม่กระพริบ
“หม่าอู ไปตรวจดูห้องอื่นซิ…”
ชายหน้าบากขยับปืนไปทางประตูที่อยู่อีกฝั่งของห้อง ผู้ที่มาพร้อมกับเขาทำตามคำสั่งทันที ไม่นานหลังจากนั้นก็ลากตัวจ้าวหงซินออกมาจากห้องน้ำ
หม่าอูผลักเขาพลางถามว่า “ก่อเื่อะไรไว้ล่ะ ทำไมถึงได้ถูกมัดแบบนี้”
“ฆ่าคน...ฆ่าคนตาย…”
จ้าวหงซินมองชายทั้งสองคนเหมือนพยายามสำรวจหาจุดร่วมที่มีเหมือนกัน แต่หม่าอูหัวเราะในลำคอไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ชายหน้าบากไม่ได้ชำเลืองตามองจ้าวหงซินแม้แต่แวบเดียวด้วยซ้ำ หลังจากวางกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ลงแล้ว เขาก็คำรามว่า “บะหมี่อยู่ไหน! ฉันอยากกินบะหมี่!”
บรรดาเด็กนักเรียนต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว เพียงไม่นานทุกสายตาก็หันมาจับจ้องที่ครูใหญ่สื่อเป็ตาเดียว ครูใหญ่สื่อเงยหน้าพูดว่า “พี่ชายทั้งสอง เราเป็แค่คุณครูกับเด็กนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 9 เราจะทำตามที่พี่ชายทั้งสอง้า แต่อย่าทำร้ายเด็กๆ เลยนะ”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ฉันหิว ไปต้มบะหมี่มาเดี๋ยวนี้…”
หม่าอูเปล่งเสียงออกคำสั่ง ตั้งใจโชว์มีดในมือให้ทุกคนเห็น
ครูใหญ่สื่อหวาดกลัวจนหัวหด รีบวิ่งไปต้มบะหมี่ทันที ชายหน้าบากทรุดนั่งลงบนโซฟาและพับขากางเกงขึ้นมา บริเวณน่องของเขาถูกกัดจนเนื้อแหว่งไปก้อนใหญ่ ทุกคนเห็นว่าขาของเขาได้รับาเ็ และมีเศษผ้าเปื้อนเืพันแผลอยู่
“มีใครทำความสะอาดแผลเป็บ้าง…”
ชายหน้าบากนิ่วหน้าขณะแกะผ้าพันแผลออก คุณครูและเด็กนักเรียนแทบไม่กล้าหายใจ น่องของเขามีรอยฟันกัดอยู่ชัดเจน แต่ชายหน้าบากก็หัวเราะเยาะว่า “ทำไม คิดว่าฉันต้องเป็ซอมบี้ใช่ไหม? ถ้าฉันเปลี่ยนร่างเป็ซอมบี้ขึ้นมา น้องฉันจะให้พวกแกลงนรกไปกับฉัน”
“คุณไม่เป็ไรหรอก แผลก็ดูสะอาดดีนะ…”
ทันใดนั้น หลี่เสว่จู๋ลุกขึ้นเดินเข้าไปย่อกายลงตรงหน้าชายหน้าบาก “มันคงกัดทะลุขากางเกงเข้ามา คุณก็เลยไม่ติดเชื้อไวรัส แต่ถ้ารักษาไม่ทันเวลา คุณก็จะติดเชื้อโรคอื่นเอาได้ และอาจจะต้องขาพิการไปตลอดชีวิต!”
“สาวน้อย เธอเรียนหมอมาหรือไงจ๊ะ”
ชายหน้าบากมองหลี่เสว่จู๋ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก หลี่เสว่จู๋ส่ายศีรษะตอบว่า “ฉันเคยเรียนแค่หลักสูตรกู้ชีพเบื้องต้นเท่านั้น แต่ก็รู้มากพอที่จะรักษาขาของคุณได้ ขอรับรองเลยว่าขาของคุณจะไม่ติดเชื้อ แต่ฉันมีข้อแม้”
“เธอมาเจรจากับฉันเพื่ออะไร…”
ชายหน้าบากพูดเหยียดหยาม หลี่เสว่จู๋ตอบว่า “ที่นี่มีแค่ฉันคนเดียวที่สามารถรักษาขาของคุณได้ ก่อนหน้านี้เราโทรแจ้งตำรวจแล้ว ตำรวจบอกว่าพรุ่งนี้จะส่งเฮลิคอปเตอร์มารับเรา ถ้าคุณไม่รีบไปก่อนที่ตำรวจจะมา ฉันว่าพวกคุณคงเจอปัญหาแน่ๆ”
“คนสวย! นี่เธอกล้าขู่ฉันเลยเหรอ”
พูดจบก็ชักปืนลูกโม่ออกมาจ่อที่ปลายคางของเด็กสาว หลี่เสว่จู๋พูดโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้า “ฉันไม่ได้ขู่ ฉันแค่อยากให้ทุกคนปลอดภัย ถ้าคุณเกิดมีอารมณ์ล่ะก็ ตรงนั้นมีสาวสวยสองคนที่ยินดีช่วยเหลือคุณ แต่คุณห้ามทำอะไรพวกเราเด็กนักเรียน เข้าใจไหม?”
“โห รู้ได้ยังไงวะว่าพวกฉันมีอารมณ์แล้ว”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อชายหน้าบากลดปืนลง หลี่เสว่จู๋หันไปมองทางหม่าอูที่อยู่ด้านข้างทันที “จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ เข้าห้องมาได้พี่ใหญ่ของคุณก็มองเด็กนักเรียนหญิงตาเป็มัน อีกอย่าง พวกคุณคงเพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก คงไม่ได้ััตัวผู้หญิงมานานแล้ว!”
“ฮ่าๆ เยี่ยมมาก อีหนูคนนี้ฉลาดดีว่ะ”
ชายหน้าบากกับลูกน้องส่งเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ แต่หลังจากนั้นกลับหันหน้ามาพูดว่า “ในเมื่อเธอรักษาขาฉัน ฉันก็จะเว้นเธอไว้สักคนแล้วกัน เธอเลือกเพื่อนเธอมาได้คนนึง ฉันกับน้องชายจะไม่แตะต้องพวกเธอสองคน แต่อย่ามาต่อรองกับฉันอีก นี่คือโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
“ฉัน…”
หลี่เสว่จู๋ลุกขึ้นยืนกัดริมฝีปากอย่างทำตัวไม่ถูก ซงเจี่ยเหวินมองไปที่เธออย่างมีความหวัง แต่ที่ไหนได้ เฉินจิงฮัวกลับผลักเทียนจือหม่านออกมาและพูดว่า “เส่วจู๋ เลือกเทียนจือหม่านไปอยู่กับเธอเถอะนะ”
“คุณครูคะ ครู…”
หลี่เสว่จู๋มองคุณครูสาวด้วยความสับสน แต่ก็เข้าใจในเจตนาของเฉินจิงฮัว นอกจากเธอแล้ว ก็มีเทียนจือหม่านนี่แหละที่จัดว่าเป็ดาวโรงเรียนอีกคน เมื่อเทียบกับบรรดาครูผู้หญิงแล้ว เรียกได้ว่าคุณครูกลายเป็หญิงสาวหน้าตาบ้านๆ ไปโดยปริยาย และน่าจะมีความแข็งแกร่งทางจิตใจที่จะสามารถรับมือเื่ราวต่างๆ ได้ดีกว่าพวกเธอ แต่ซงเจี่ยเหวินกลับะโขึ้น “เสี่ยวจู๋! เลือกครูดีกว่านะ ครูมีเื่จะบอกเธอ”
“ครูเฉินคะ มาช่วยหนูหยิบยาเถอะ…”
หลี่เสว่จู๋ผลักซงเจี่ยเหวินออกไปและดึงเฉินจิงฮัวเข้ามาหา ซงเจี่ยเหวินที่อยากจะตามไปกับเธอด้วยมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปแล้ว หม่าอูชูมีดในมือขึ้นและหัวเราะเยาะ “คนสวย จะไปไหนจ๊ะ ไม่เข้าใจที่พี่ใหญ่ของฉันพูดหรือไง?”
“ฉัน ฉัน…”
ซงเจี่ยเหวินขยับเท้าก้าวถอยหลัง ถึงแม้ว่าเธอจะเป็ผู้หญิงหัวสมัยใหม่ แต่การต้องเจอเื่อะไรแบบนี้มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ทันใดนั้น เฉินจิงฮัวพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดว่า “ไม่ต้องเลือกครูหรอก เธอเลือกเทียนจือหม่านดีกว่านะ ครูไม่เหลืออะไรแล้ว ครูจะยอมตายไปพร้อมกับพวกมัน”
แต่หลี่เสว่จู๋ลากคุณครูสาวเข้าไปยืนคุยในห้องข้างๆ “อย่าโง่ไปหน่อยเลยค่ะ มันมีปืนอยู่แบบนั้น ครูจะตายฝ่ายเดียวเอาน่ะสิ ลองฟังเสียงข้างนอกให้ดีเถอะ ตอนนี้คนเดียวที่จะช่วยเราได้ก็คือพวกของเซี่ยปู้เอ้อร์”
“ปู้เอ้อร์...เขา...เขายังไม่ตายอีกเหรอ…”
เฉินจิงฮัวพูดออกมาด้วยความตกตะลึง หลี่เสว่จู๋ส่ายหน้าตอบว่า “หนูก็ไม่แน่ใจ แต่พวกซอมบี้ที่อยู่นอกประตูหายไปหมดแล้ว พวกมันน่าจะลงไปหาพวกเขา สมมุติว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ก็แล้วกันนะคะ ถ้าได้ยินเสียงอะไรเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก ครูก็รีบเปิดประตูออกไปเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง เซี่ยปู้เอ้อร์จะต้องหาทางออกได้แน่”
“แบบนี้นี่เอง ครูเข้าใจแล้ว…”
เฉินจิงฮัวพยักหน้าด้วยความตื่นกลัว หลี่เสว่จู๋หันกลับไปที่ตู้เก็บของและหยิบอะไรออกมาอีกหลายอย่าง ในไม่ช้าชายหน้าบากก็เห็นเด็กสาวเดินกลับมา จึงเหยียดขาออกมาข้างหน้าโดยตรง ในตอนนี้ ครูใหญ่สื่อเดินถือชามใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสองชาม และนำไปวางไว้บนโต๊ะกาแฟด้วยความนอบน้อมเป็อย่างยิ่ง
“แม่เ้าโว้ย! ไม่ได้แดกอะไรมาทั้งวัน หิวจะตายอยู่แล้ว”
หม่าอูคว้าชามบะหมี่ไปโซ้ยโดยทันที ชายหน้าบากเหน็บปืนเข้าไว้ที่เอว ก่อนจะเริ่มทานบะหมี่อย่างช้าๆ ทุกคนในห้องไม่กล้าพูดอะไรออกมา โดยเฉพาะซงเจี่ยเหวินและกลุ่มเด็กผู้หญิง พวกเธอต่างหวาดกลัวว่าเมื่อชายทั้งสองคนนี้รับประทานเสร็จ หายนะสำหรับพวกเธอก็จะมาถึงแล้ว
“ครูหวัง ทำอะไรสักอย่างเข้าสิ”
ซงเจี่ยเหวินสะกิดหวังเอ้อโกวพูดเสียงเครือ แต่หวังเอ้อโกวตอบกลับมาหน้าตาเฉย “ผมเองก็จนใจ ถ้าก่อปัญหาตอนนี้ผมได้ตายแน่”
แต่ทันใดนั้น จ้าวหงซินกลับเดินออกมาข้างหน้า “พี่ใหญ่! ผมมีวิธีพาพวกพี่หนีไปจากที่นี่แล้ว”
“หา? ไหนว่ามาซิ…”
ชายหน้าบากวางชามบะหมี่ลง มองมาที่จ้าวหงซินพร้อมกับชักปืนออกจากเอว จ้าวหงซินย่อกายลงนั่งข้างๆ อย่างระมัดระวัง แต่เขากระซิบออกมาได้ไม่กี่คำ หลี่เสว่จู๋ก็โวยวายขึ้นด้วยความใว่า “จ้าวหงซิน คุณเป็คนแบบนี้เองเหรอ บ้าไปแล้วหรือไง”
“หุบปาก ทำหน้าที่ของเธอไปเถอะ…”
ชายหน้าบากถลึงตาใส่เธออย่างดุร้าย จ้าวหงซินพูดต่อเสียงดังว่า “อีหนูคนนี้มันโกหกพี่ ไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจได้ทั้งนั้น ไม่มีตำรวจจะมาช่วยพวกเรา รถของหวังเอ้อโกวจอดอยู่ข้างล่าง และกุญแจก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงเขานั่นแหละ”
“แก…”
สีหน้าของหวังเอ้อโกวเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หม่าอูไม่รอช้าเข้ามาล้วงกุญแจออกไปจากกระเป๋ากางเกงเขาทันที ในเวลาเดียวกันนั้น จ้าวหงซินก็หัวเราะอย่างสะใจ “บอกเอาไว้เผื่อแกจะไม่รู้นะ ฉันรู้ว่าแกกับซงเจี่ยเหวินน่ะเป็อะไรกัน และแกหลอกใช้เซี่ยปู้เอ้อร์ให้ออกไปฆ่าพวกซอมบี้”
“เอาล่ะ เลิกพล่ามกันได้แล้ว”
ชายหน้าบากะโอย่างหมดความอดทน จ้าวหงซินรีบพยักหน้าและค้อมศีรษะพร้อมกับยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่ ด้านข้างตึกมีทางเดินอยู่ เราแค่ต้องโยนคนออกไปสัก 2 คนดึงดูดพวกซอมบี้เข้ามา หลังจากนั้นเราจะปีนบันไดข้างนอกลงไป แต่พี่ต้องพาผมไปด้วยนะ ผมขอเป็ลูกน้องของพี่”
“ดีมาก! แกมันคนมีพร์”
ชายผู้เป็หัวหน้าวายร้ายพยักหน้าอย่างพอใจ โบกมือให้หม่าอูแก้มัดจ้าวหงซิน หลังจากนั้น จ้าวหงซินยืดอกขึ้น พร้อมกับจ้องมองพวกของหวังเอ้อโกวด้วยสายตาเย้ยหยันทันที และแล้ว ชายหน้าบากก็พูดเบาๆ ว่า “หม่าอู ฉันให้เวลาแกได้สนุกครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วก็ออกมาสลับกับฉัน”
“อิอิ ขอบคุณครับลูกพี่…”
หม่าอูตอบรับด้วยความตื่นเต้น แต่ซงเจี่ยเหวินและกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงเสียวสันหลังวาบ เทียนจือหม่านที่ถูกจับตามองมาตลอดตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวมากกว่าทุกคน และสีหน้าของเธอในตอนนี้ มีสภาพย่ำแย่เหมือนคนที่จะต้องตกนรกทั้งเป็ในไม่ช้า