ฉันถือกล่องเค้กใบใหญ่เข้าห้องเรียน วางลงบนโต๊ะของเซียโล่ก่อนจะกลับมาวางกระเป๋าที่โต๊ะของตัวเอง
“ อะไรกันครับ? ”
“ ของตอบแทนเื่เมื่อวาน ฉันทำเองเลยนะ ” เ้าของโต๊ะที่นั่งอยู่ ดูประหลาดใจก่อนจะยิ้มกว้างออกมา น่ารักจนฉันเผลอยิ้มตาม
“ ขอบคุณมากนะ ครอบครัวผมคงชอบมากแน่ ”
“ เป็เกียรติมากค่ะ ”
ชั่วโมงเรียนเริ่มต้นไปด้วยความปกติดี วันนี้ทั้งวันไม่มีใครมาแกล้งแล้วด้วย สบายใจขึ้นมากเลย
“ แคนดี้ เย็นนี้ว่างไหม ” ควีนขยับเข้ามากระซิบในขณะที่อีกสิบนาทีเสียงสัญญาณเลิกเรียนจะดังขึ้น
“ ฉันว่างทุกวันแหละ ”
“ ที่แกลเลอเรียวิคตอริโอเอมานูเอลมีชอปแบรนด์จากฝรั่งเศสมาเปิดใหม่ ไปเดินเล่นด้วยกันไหม ”
“ ได้สิ เดี๋ยวฉันโทรบอกทางบ้านก่อนนะ ” พออาจารย์เดินออกห้อง ฉันก็ออกไปโทรศัพท์ขออนุญาตท่านแม่ทันที ซึ่งท่านอนุญาตแน่นอนอยู่แล้วเพราะอยากเห็นลูกสาวมีเพื่อนสักคนก็ยังดี เมื่อลงตัวเรียบร้อยเราก็เดินไปยังห้างสรรพสินค้าที่คุยกันไว้
Galleria Vittorio Emanuele II อยู่ห่างจากโรงเรียนแค่กิโลนิดๆ เป็หนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โครงสร้างอาคารสวยงามราวกับพระราชวังเป็แหล่งรวมร้านค้า ร้านกาแฟ หรือแม้แต่ร้านอาหาร มานั่งพักผ่อนเฉยๆก็ได้แต่แน่นอนว่าของที่ขายในนี้ราคาแพงกว่าปกติ เพราะทำเลทองคำย่อมต้องแลกมาด้วยค่าเช่าสูงลิบ
พวกเราหยุดอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดังแห่งหนึ่ง ภายในร้านมีกลิ่นน้ำหอมที่ขายดีไปทั่วโลก การตกแต่งภายในเน้นสีครีมเรียบหรู กว้าง สะอาด และสว่างพอดี สไตล์เสื้อผ้าก็เป็แบบที่ฉันชอบ มีความ Feminine ดูอ่อนหวาน เป็ลายดอกไม้บ้างหรืออาจจะเป็สีพาสเทลไม่ก็ใช้เนื้อผ้าที่มีความพลิ้ว ตอนแรกฉันแค่จะมาเดินเล่นแต่กลับซื้อมากกว่าคนพามาอีก หยิบจับอันไหนก็น่ารักไปหมด ใครจะอดใจไหว
เดินออกมาข้างนอกถึงรู้ว่ามืดแล้วอยู่ในร้านลืมวันเวลาไปเลย ควีนกลับไปพร้อมกับคนของที่บ้าน แต่ฉันเกิดนึกสนุกอยากลองเดินทางกลับด้วยตัวเองดู จึงเลือกที่จะเดินไปขึ้นรถแท็กซี่โดยไม่ได้บอกใครก่อน
ผู้คนมากมายรายล้อมชวนให้อุ่นใจ อย่างน้อยคงไม่มีอันตรายอะไรในที่สาธารณะ ขณะที่กำลังจะเรียกรถความรู้สึกไม่ปลอดภัยบางอย่างทำให้ฉันหันหลังกลับไปมองซ้ายขวา ถึงจะไม่เห็นความผิดปกติอะไรก็เถอะ
ฉันรีบออกวิ่งด้วยความกลัว ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งวิ่งตามมา มั่นใจแล้วว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ฉันวิ่งไม่คิดไปหาจุดปลอดภัยเพื่อจะได้โทรหาคนขับรถให้มารับ แต่แล้วก็มีคนอีกกลุ่มวิ่งมาดักข้างหน้า หันหลังก็เจอผู้ชายน่ากลัวเกือบสิบคนล้อมฉันไว้แล้ว
“ ตัวแค่นี้ถือของแพงเดินคนเดียว ใจกล้าไม่เบานิสาวน้อย ” หนึ่งในนั้นเดินตรงมาทางฉัน รอยยิ้มชั่วร้ายน่ากลัวชวนขนลุก
“ อยากได้ก็เอาไป ” ฉันโยนถุงเสื้อผ้าลงพื้น พยายามเดินหนี
“ ไม่ง่ายแบบนั้นหรอก ” ไอ้ชั่วนั่นเดินเข้ามาอุ้มฉันพาดบ่าโดยที่ฉันไม่ทันระวัง
“ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! ปล่อยนะ! ” ฉันดิ้นสุดชีวิตเรียกคนมาช่วยให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่สู้แรงไม่ไหวจริงๆ
“ จับนังนี่ขึ้นรถ คงเรียกเงินได้มหาศาลเลย ” มันพ่นเสียงหัวเราะชั่วร้ายเตรียมหนีด้วยรถตู้ที่จอดรอไม่ไกลแต่ความชุลมุนเกินขึ้นก่อน
ผัวะ พลั่ก โครม!!
“ อั่ก...ใครวะ!! ” เสียงโอดครวญของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวาย ฉันพยายามหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นและพบว่ามีคนมาจัดการไอ้พวกนี้ลงไปนอนกับพื้นเรียบร้อย
“ เฝ้าไว้ ” คนที่อุ้มฉันมาวางตัวฉันลงให้ลูกน้องที่มีปืนอีกคนประกบไม่ห่าง
ฉันหรี่ตามองคนที่เข้ามาช่วย ควันจางๆลอยในอากาศจากบุหรี่ที่คาบอยู่ ผมสีแดงที่แม้จะมืดก็ยังเห็นชัด ตัวสูงรูปร่างปราดเปรียวกำลังต่อสู้กับพวกนั้นไร้ซึ่งความกลัว เขารัวหมัดไม่ยั้ง ทั้งเตะและกระทืบอีกฝ่ายที่จำนวนมากกว่าลงไปนอนกับพื้นอย่างง่ายดายพร้อมกับสูบบุหรี่ไปด้วยอย่างสบายใจ
“ ระวัง!! ” คนที่อุ้มฉันมาเล็งปืนไปทางเขาฉันจึงะโสุดเสียงเพื่อช่วยเตือน ชั่ววินาทีก่อนที่มันจะยิง เขาหยิบปืนที่เอวขึ้นมายิงตัดหน้าก่อน ความแม่นชนิดจับวางทำให้มันนอนแน่นิ่งในะุแรก เืทะลักซึมผ่านเสื้อยืดออกมาเป็วง ฉันแทบสติหลุด เรี่ยวแรงเหมือนถูกสูบ ตัวแข็งไม่อาจขยับได้ดั่งใจ
ตอนนี้เหลือผู้ร้ายแค่คนเดียวที่ถือปืนอยู่ข้างฉัน ผู้ชายผมแดงคนนั้นทิ้งบุหรี่ในมือลงพื้น ใช้เท้าขยี้ ก่อนจะเดินมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆโดยไม่กลัวอาวุธในมืออีกฝ่าย แสงจากเสาไฟข้างทางทำให้ฉันเห็นเขาชัดขึ้น รอยสักลายเปลวไฟบนหน้ากับดวงตาสีแดงเข้มกว่าผมเหมือนสัตว์ป่า น่ากลัวกว่าโจรทั้งหมดรวมกันอีก
“ จะยอมแพ้ดีๆหรือจะไปเยี่ยมเพื่อนในนรก ” ปากปืนสั้นสีดำชี้มาทางผู้ชายที่จับแขนฉันแน่นจนขึ้นรอยแดง มันตัวสั่นจนฉันรู้สึกได้ เขาเลือกจะทิ้งปืนแล้วรีบวิ่งขึ้นรถตู้ออกไปทันที
ฉันยังใกลัวไม่หาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากคิดว่าตัวเองจะตายแล้ว ทำไมดวงตกแบบนี้เจอแต่คนมาหาเื่ไม่สนุกเลยนะ
“ ไม่เป็ไรใช่ไหม? ” ผู้ชายคนนั้นเก็บถุงเสื้อผ้าส่งมาให้ฉัน แล้วพยุงให้ลุกขึ้น ขาที่ยังสั่นทำให้ทรงตัวยากถึงจะพยายามใจเย็นแล้วแต่พอย้อนภาพกลับไปทั้งตัวก็ชาอย่างไม่รู้สาเหตุ
“ มะ..ไม่เป็ไรแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ” ฉันตั้งสติพูด เสียงเบาจนไม่รู้เขาได้ยินไหม จะรับถุงกลับมาถือ มือก็อ่อนจนจับไม่อยู่
“ ขะ..ขอโทษค่ะ ” ฉันรีบลงไปเก็บเพราะกลัวจะสร้างความเดือดร้อนให้คนที่มาช่วยมากไปกว่านี้ เขาไม่พูดอะไรตอบ แต่กลับดึงไหล่ฉันอย่างแรง แล้วสวมกอดแน่น
“ ไม่เป็ไรแล้วนะ ”
เสียงอ่อนโยนกระซิบข้างหู อบอวลด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆผสมกับกลิ่นน้ำหอมยี่ห้อดังที่มีท็อปโน้ตเป็อบเชยจากตัวเขา ได้ยินเสียงหัวใจอีกฝ่ายเต้นชัดเพราะหน้าแนบอกอยู่ ท่อนแขนแข็งแรงที่โอบกอดส่งความอบอุ่นผ่านิั แม้ฉันจะไม่เคยรู้จักเขามาก่อนแต่กลับไม่นึกรังเกียจกอดของเขา กลับกันฉันอยากจะอยู่อย่างนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
“ รีบกลับบ้านซะ แถวนี้ไม่ปลอดภัย แล้วก็อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวอีกล่ะ ” เขาดุเสียงเข้มลบภาพความอ่อนโยนเมื่อกี้ทิ้งไป ฉันรีบโทรหาที่บ้านทันทีบอกว่ามีเื่ด่วนไม่ถึงสิบนาทีราชองครักษ์นับสิบชีวิตรีบลงรถมาหาด้วยสีหน้าตื่นใ
“ ขอบคุณอีกครั้---- ” ฉันหันไปขอบคุณเขาอีกครั้งแต่เขาไม่อยู่แล้ว หันซ้ายขวา เดินไปดูบริเวณรอบๆเผื่อว่าเขาจะยังไปไหนได้ไม่ไกลแต่ก็ไม่พบวี่แววเหมือนกับไม่เคยมีใครผ่านมาหรือว่าเขาจะไม่ใช่คนกันนะ…
“ มีอะไรหรือเปล่าครับ ? ” หนึ่งในผู้ดูแลเดินมาถามเมื่อเห็นฉันทำท่าเหมือนกำลังหาอะไรอยู่
“ ไม่มีอะไร กลับกันเถอะ ” ถ้าได้เจอกันอีกครั้งก็ดีสิคุณผมแดงคนนั้น ยังไม่ได้ตอบแทนอะไรให้เลย
.
.
.
“ กลับมาแล้ว ” ชายหนุ่มสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้องอาหารของปราสาทแห่งหนึ่งที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน เขาจุดบุหรี่ในมือขึ้นสูบเป่าควันออกมาและขยี้ทิ้งลงที่เขี่ยบุหรี่ที่ลูกน้องคนหนึ่งถือไว้ เขามัดผมสีแดงยาวเลยคางขึ้นพร้อมถอดเนคไทโดยไม่กังวลถึงความสำรวม ก่อนจะเดินมานั่งที่ประจำของตัวเอง ที่นั่งด้านขวาถัดจากคนที่เป็เ้านาย
“ เหนื่อยหน่อยนะ ” ชายหนุ่มผู้นั่งหัวโต๊ะรินไวน์ลงแก้วให้เขาพร้อมกับชูแก้วของตัวเองขึ้น จากนั้นผู้ร่วมโต๊ะอีกหกคนก็ชูตาม
“ ใครจะไปคิดว่าเื่จะเยอะขนาดนี้ ผู้หญิงอะไรซวยให้โดนจับได้ทุกวัน ” เ้าของเส้นผมสีแดงนึกขำ เขาบ่นกึ่งหัวเราะแล้วยกไวน์ขึ้นจิบ คนนั่งหัวโต๊ะแอบยิ้มตามเส้นผมสีทองหนายิ่งต้องกับแสงไฟจากแชนเดอเลียร์ยิ่งดูระยิบระยับ
“ ฉันอิ่มละ ขอตัวก่อน ” คนที่นั่งท้ายสุดของโต๊ะลุกขึ้นแต่ผู้เป็เ้านายเอ่ยรั้งไว้
“ อยู่ทานของหวานด้วยกันก่อนสิ ”
“ ฉันไม่ชอบของหวาน ” เขาตอบกลับสีหน้าเรียบเฉยและทำท่าจะเดินออกจากห้อง
“ แต่เ้าหญิงทำมาฝากพวกเราทุกคนเลยนะ ”
เขาชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่าเ้าหญิง พอหันไปเห็นลูกน้องคนหนึ่งเดินถือกล่องเค้กเข้ามาความลังเลก็ปรากฏบนแววตาเ็า
“ ตัดมาเจ็ดชิ้นพอดี เหมือนจงใจเลยว่าไหม ? ”
เขามองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง เส้นผมสีทองอ่อนเกือบขาวสั่นเบาๆเพราะแรงลม ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงตามเดิม
“ ถ้าไม่อร่อยฉันจะเอาไปคืนถึงวัง ” คนที่ยอมนั่งบ่นพึมพำในระดับที่คนนั่งข้างๆได้ยิน เพื่อนทั้งโต๊ะอมยิ้ม ไม่บ่อยนักที่คนเ็าไม่เข้าสังคมแบบเขาจะยอมนั่งร่วมโต๊ะต่อเพื่อทานของหวาน
เลมอนทาร์ตชิ้นสวยถูกวางเสิร์ฟบนจานตรงหน้า ทุกคนลงมือชิมพร้อมกัน และปฏิกิริยาแรกที่ปรากฏคือความนิ่งเงียบ
“ อร่อยยยยยยยยยยยยยยยย ” คนแรกที่เอ่ยปากชมคือชายผมเขียวที่ดูอายุน้อยที่สุดในนี้
“ ไม่หวานจนเกินไปมีรสอมเปรี้ยวและความหอมสดชื่นของเลม่อน ดีมากเลยขอรับ ” คนที่เอ่ยชมคนถัดไปแต่งกายด้วยชุดขุนนางญี่ปุ่นท่าทางสงบสุขุม ดูโดดเด่นขึ้นมาจากคนอื่นที่ใส่เชิ้ตหรือเสื้อสูท
ชายหนุ่มซึ่งจะเดินออกไปก่อนตอนแรกลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที จานของเขาว่างเปล่าทั้งๆที่พูดเองว่าไม่ชอบขนมหวาน
“ ก็สมกับที่คอยดูแลหน่อยละนะ ” ผู้เป็มือขวายิ้มให้บอสที่ตอนนี้กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
“ ชักติดใจแล้วสิ ”