เช้านี้เป็วันที่ชิงอีตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใสและอารมณ์ดีเป็อย่างมาก ซึ่งเป็ผลพวงมาจากเื่เมื่อคืนนั่นเอง
ตอนแรกคิดว่าเป็เพียงฝันตื่นหนึ่ง แต่พอได้เข้าไปในมิติอีกครั้ง จึงเชื่อว่าทุกอย่างเป็เื่จริง ทำให้นางจึงดีใจสุด ๆ
หลังจากออกกำลังกายกันเสร็จแล้ว ก็เข้ามาช่วยกันทำมื้อเช้าเช่นเคย
เมนูวันนี้ภูมิใจนำเสนอมาก ๆ นั่นก็คือ… ผัดผักบุ้งน้ำมันหอยใส่หมูสามชั้นนั่นเอง
ชิงอีไปได้ผักบุ้งมาจากลำธารหลังบ้าน วันอื่น ๆ เดินไปไม่เห็นเจอเพิ่งจะมาเจอเอาวันนี้แหละ สงสัยผีบังตา บรึ้ยย!! ขนลุก (ไม่ใช่หรอกเธอยังเดินไปไม่ถึงจุดที่มันมีต่างหากละ ผีเผอมีที่ไหน เอ๊ะ ทำไมอยู่ ๆ ถึงปวดต้นคอ/ไรท์)
ในส่วนของน้ำมันหอยและเครื่องปรุงต่าง ๆ นางแอบเอามาใส่ไหไว้เมื่อเช้ามืดั้แ่ที่เด็ก ๆ ยังไม่ตื่นเลย
“มาเลยเสี่ยวหลาน ซิงเอ๋อ วันนี้ข้าจะสอนพวกเ้าทำผัดผักบุ้งกันนะ ก่อนอื่นต้องจัดการผักบุ้งก่อน นี่อันนี้เรียกว่าผักบุ้ง” ขณะที่พูด หญิงสาวเห็นเด็ก ๆ ทำหน้างง ก็คิดว่าคงไม่รู้จักอีกแล้วซินะ นางจึงหยิบขึ้นมาให้พวกเขาได้ดูใกล้ ๆ
“พี่สะใภ้ มันมีพิษไม่ใช่เหรอขอรับ ท่านแม่เคยไปเก็บมาจะทำอาหาร แต่พอเด็ดไปแล้ว มือมีสีดำล้างยังไงก็ไม่ออก ท่านจึงบอกว่ามันมีพิษกินไม่ได้ ทั้งยังสั่งพวกเราพี่น้องห้ามนำมากินด้วยนะขอรับ” เสี่ยวหลานพูดออกมาพร้อมมองนางตาปริบ ๆ เพราะยังจำสิ่งที่มารดาสั่งสอนไว้ได้
“สิ่งนี้กินได้นะ อย่างที่ข้าบอก มันเรียกว่าผักบุ้ง เป็ผักชนิดหนึ่ง เอามาทำอาหารได้หลากหลายมากเลย ส่วนที่จับแล้วมือดำล้างไม่ออกนั้น ก็เพราะยางสีขาว ๆ นี่ไง มันไม่ได้มีพิษอะไรหรอก ข้ารับรอง ข้าเคยกินมาแล้ว ไม่ตายแน่นอน” นางอธิบายให้เด็กทั้งสองเข้าใจเสียใหม่
ทั้งคู่ก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ก็ยังมีความกลัวอยู่เล็กน้อย ซึ่งชิงอีก็เข้าใจในท่าทางนั้นเป็อย่างดี คงต้องรอให้ทำออกมาเสียก่อนแล้วพวกเขาจะรู้ว่ามันอร่อยขนาดไหน ขี้คร้านจะขอให้นางทำให้กินเยอะ ๆ หนะซิไม่ว่า
“ต่อกันเลยนะ ผักบุ้งนี้เราต้องบีบให้ต้นมันแตกออกเล็กน้อย ก่อนจะนำไปหั่นเป็ท่อน ๆ แบบนี้ จากนั้น…”
ชิงอีอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ และเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดไปด้วยพร้อมกันเลยทีเดียว เมื่อเตรียมเสร็จแล้วก็ลงมือผัดทันที
“ใส่น้ำมัน รอให้ร้อน แล้วเทกระเทียมที่เราสับไว้ลงไปเลย คนไปเรื่อย ๆ จนกระเทียมมีกลิ่นหอมและเปลี่ยนเป็สีเหลือง พวกเ้าได้กลิ่นหรือไม่” นางถามพลางหันไปดู ก็เห็นเด็ก ๆ จดจ้องในกระทะแต่ก็พยักหน้าตอบรับไปด้วย นางจึงอธิบายต่อไป
“ใส่หมูสามชั้นที่เตรียมไว้ ผัดไปให้หมูเริ่มสุก จากนั้นใส่ผักบุ้งลงไปเลย ที่เห็นมันเยอะ ๆ แบบนี้นะ พอสุกแล้วจะยุบเหลือไม่มากหรอก
ต่อไปก็ปรุงรส ใส่น้ำมันหอยลงไป ตามด้วยน้ำปลาและน้ำตาลเล็กน้อย คน ๆ ให้เข้ากัน จากนั้นปิดฝารอให้สุก”
ชิงอีอธิบายขั้นตอนและการปรุงรสออกมาอย่างเมามัน ง่าย ๆ คือิญญาอาจารย์เชฟเข้าสิงนั่นเอง โดยลืมคิดไปว่า เด็กทั้งคู่จะรู้จักหรือสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเครื่องปรุงหรือไม่ ว่านางไปเอามาจากไหน ทั้งที่ยังไม่เคยได้เข้าไปในเมืองเลย (พบคนโป๊ะแตกปล่อยไก่แล้วหนึ่ง/ไรท์)
ทางด้านเด็ก ๆ นั้น แม้ว่าพวกเขาจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักหรือพฤติกรรมแปลก ๆ แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะถามออกมาให้นางลำบากใจเลย
พวกเขารับรู้ได้ว่าพี่สะใภ้ต้องมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ จึงตกลงกันว่าจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น รอให้พี่สะใภ้บอกออกมาเอง ระหว่างนี้พวกเขาก็จะช่วยนางเก็บไว้เป็ความลับอย่างดีที่สุด
“เสร็จแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะ” นางถือจานผัดผักบุ้งนำไปที่โต๊ะ โดยมีเด็ก ๆ ถืออย่างอื่นตามมา
“เอาหละ ลงมือได้เลย” ว่าจบชิงอีก็ตักผัดผักบุ้งเข้าปากพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่นทันที
‘อืมมม นี่แหละรสชาติที่คิดถึง นึกว่าจะต้องรอจนกว่าจะผลิตเครื่องปรุงขึ้นมาใช้เองถึงจะได้กินเสียอีก งัม ๆ อร่อยจริง ๆ’
ชิงอีเคี้ยวไปก็ดื่มด่ำกับรสชาติที่ถวิลหาไปด้วยอย่างมีความสุข อย่างว่าละนะ การได้กินอาหารที่อร่อยก็เป็ความสุขอย่างหนึ่งเช่นกัน
กิ๊ก!! แกร๊ก!!
เสียงตะเกียบกับจาน ชาม กระทบกัน ในจังหวะสม่ำเสมอ และเหมือนว่าจะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เสียด้วยซ้ำ ทำให้นางหลุดออกจากภวังค์
หญิงสาวมองภาพตรงหน้าอย่างอธิบายไม่ถูก จะหัวเราะก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง เด็กสองคนทำไมกินกันเร็วมาก เผลอแปปเดียวหมดไปเกือบครึ่งแล้ว ก้มหน้าก้มตากินไม่คุยกันเลย
‘ไหนใครกันที่ก่อนหน้านี้ยังทำท่าไม่ค่อยเชื่ออยู่เลยว่ามันกินได้อะ แล้วดูตอนนี้ซิ หึหึหึ จะเกลี้ยงจานอยู่แล้ว’
“อ๊าาา อิ่มจังเลย อร่อยที่สุด ข้าไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยเ้าค่ะ” ไป่ซิงลูบท้องป่อง ๆ ของตัวเอง พร้อมทั้งยิ้มแฉ่งออกมาอย่างมีความสุข
“ใช่ขอรับ อร่อยมาก ๆ มื้อต่อไปท่านทำอีกได้หรือไม่ขอรับ”
เสี่ยวหลานพยัคหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว แล้วพูดขอให้พี่สะใภ้ทำให้กินอีกด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างถูกใจ โดยเขาลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตนเองมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับผักบุ้ง
“ได้ซิ เดี๋ยวข้าจะทำให้กินอีกนะ” ได้รับทั้งคำชมและคำขอร้อง นางจะทำอะไรได้ละ ก็ต้องรับคำทำให้ซิจะรออะไร เื่แค่นี้เองคนบ้ายออย่างนางทำได้อยู่แล้ว อิอิ
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังมีความสุกอยู่นั้น พวกเขาก็ต้องสะดุ้งอย่างใกับเสียงที่ดังขึ้นหน้าบ้าน
“ปัง ๆ ๆ”
ย้อนกลับมาที่บ้านใหญ่จ้าว
เคร้ง!! ซู่!! ซ่า!!
เสียงกระทะและเสียงทำกับข้าวดังขึ้นแต่เช้าตรู่
“เร็วหน่อยสะใภ้ใหญ่ วันนี้เราจะต้องไปทำตามแผนที่วางกันไว้อีกนะ อย่างมัวชักช้า” แม่เฒ่าจ้าวคอยบงการและชี้นิ้วสั่งให้ทำอยู่ข้าง ๆ
“เ้าค่ะ ท่านแม่”
ชุ่ยอ้ายหรือสะใภ้ใหญ่จ้าวนั่นก็ลงมือทำตามด้วยความเร่งรีบ ั้แ่ตื่นมานางก็ได้แต่ทำ ๆ ๆ ไม่ได้หยุดพักเลย เหนื่อยจะขาดใจ แต่ก็ไม่สามารถพูดหรือทำอะไรได้นอกก้มหน้าทำต่อไป
‘นังแก่นี่เมื่อไหร่จะตาย ๆ ไปซะ ชี้นิ้วสั่งอยู่ได้ อยากให้เสร็จไว ๆ ก็มาทำเองซิ หึ’ นางได้แต่แช่งชักแม่สามีอยู่ในใจ
“หนานเฟย เ้าก็รีบตักน้ำใส่ให้เต็มเร็ว ๆ เข้า ไหนจะต้องไปลดน้ำผักอีก ให้ไวเลย วันนี้พวกเรามีธุระต้องออกไปข้างนอกกันอีก ถ้าเ้าทำไม่เสร็จก็ไปทั้งอย่างนี้แหละ ไม่ต้องกินข้าว”
แม่เฒ่าจ้าวหันไปเร่งหลานชายที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ดังใจ ทำให้นางไม่ค่อยชอบเขา สู้หนานไห่และหงเหมยก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ได้ดังใจไปเสียทุกอย่าง
เด็กหนุ่มได้ยินย่าตัวเองพูดเช่นนั้น ก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานและยอมรับชะตากรรมของตัวเองต่อไป เขาได้แต่หวังว่าสักวันจะหลุดพ้นจากบ้านนี้ไปได้ เพราะอยู่ไปเขาก็เป็เหมือนส่วนเกินเข้าไปทุกที
หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็มารวมตัวกินมื้อเช้าด้วยกัน คนอื่น ๆ ก็กินไปตามปกติธรรมดา มีเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้สึกว่ามื้อนี้จืดชืดไม่อร่อยเลย
แต่เมื่อคิดได้ว่าเดี๋ยววันนี้ก็จะมีเนื้อกิน จึงทำใจกลืนอาหารตรงหน้าลงไปก่อน แค่จินตนาว่าจะได้กินเนื้อน้ำลายก็ไหลออกมาเต็มปากแล้ว
เมื่อกินกันเสร็จแล้วแม่เฒ่าจึงบอกทุกคนว่าวันนี้จะไปบ้านจ้าวซีห่าว พร้อมทั้งเล่าแผนการทุกอย่างให้ทุกคนฟัง ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยทันที
ยกเว้นหนานเฟยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย เพราะตอนที่ท่านอาและอาสะใภ้ยังอยู่นั้น พวกท่านดีกับเขามาก และยิ่งกับพี่ซีห่าว เขารู้สึกสนิทสนมมากกว่าพี่ชายและพี่สาวแท้ ๆ เสียอีก
เขาจึงปฏิเสธที่จะทำตามแผน แต่ท่านย่าไม่ปล่อยให้เขาทำแบบนั้นได้ เพราะหากเขาไม่ไป ท่านปู่จะต้องมาแบกเปลของพี่ใหญ่กับท่านพ่อแทน และคนที่รักหน้าตาอย่างท่านปู่ไม่มีทางยอมแน่นอน สุดท้ายเขาก็โดนบังคับให้ไปด้วยอยู่ดี
เมื่อทุกคนตกลงกันได้แล้วก็เดินทางออกจากบ้านทันที
แม่เฒ่าจ้าวเลือก่เวลานี้เพราะทุกคนในหมู่บ้านตื่นออกมาหุงหาอาหารแล้ว และมีบางคนออกมาเดินข้างนอกบ้านอีกด้วย
ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เจอใครทักนางก็ตีหน้าเศร้าเล่าออกไปว่า หลานชายของนางถูกหลานสะใภ้คนใหม่ภรรยาของซีห่าวทำร้าย จนมีสภาพบาาดเจ็บไม่สามารถลุกเดินได้ จนนางต้องให้ลูกชายคนโตและหลานชายแบกใส่เปลไปเรียกร้องความยุติธรรมที่บ้านนั้น
ชาวบ้านบางคนก็เชื่อและบางคนก็ไม่เชื่อ แต่เพราะในหมู่บ้านไม่ค่อยมีอะไรให้บันเทิงมากนัก เมื่อมีเื่เกิดขึ้นแบบนี้ก็เดินตามกันไปเป็ขโยง จากคนสองคนเป็ห้าคนสิบคนไปแล้ว
แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่สนิทกับบ้านหลิน พวกเขารีบวิ่งไปเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
เมื่อบ้านหลินได้ยินดังนั้น ก็รีบพากันออกไปจนหมดบ้านทันที
ทางด้านแม่เฒ่าจ้าวเมื่อมาถึงกระท่อมริมธารของชิงอี ก็สั่งให้ลูกชายเคาะประตูรั้วเรียกคนด้านในออกมา
“ปั้ง ๆ ๆ” โครม!!
Talk