ยามสนธยาเป็เวลาที่ผู้คนเดินทางกลับบ้านตัวเอง เสียงรถแล่นดังไปทั่ว เหล่านักเรียนก็เลิกเรียนเดินเกาะกลุ่มกันไป บางกลุ่มก็ไปเรียนพิเศษ บางกลุ่มก็ไปเที่ยว และยังมีบางกลุ่มที่ชอบไปดูดบุหรี่ เล่นยา แต่มีนักเรียนหญิงอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณสามสี่คนอายุราวสิบห้าปีพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีอยู่คนหนึ่งแม้ไม่ได้สวยกว่าใคร แต่หน้าตาเกลี้ยงเกลาปราศจากเครื่องสำอาง และผิวยังขาวเนียนอีกด้วย เธอได้แต่ยิ้มเยาะไปกับเพื่อน กระเป๋าของเธอใหญ่ที่สุดในกลุ่มดูแล้วคงเป็เด็กตั้งใจเรียน
ในกลุ่มนั้นมีคนหนึ่งพูดขัดออกมา “นี่ต้นหนาววันนี้ว่างปะไปเที่ยวกัน”
หญิงสาวที่หน้าตาเกลี้ยงเกลาก็ตอบกลับด้วยสายตาเชิงขอโทษ “พอดีวันนี้ติดเรียนพิเศษน่ะ”
กลุ่มเพื่อนๆ ก็บ่นอุบบอกว่าต้นหนาวเอาแต่เรียนไม่ค่อยหาเวลาพักผ่อนเลย พอพูดคุยกันไปสักระยะต้นหนาวก็เหมือนจะเจอคนรู้จักเลยขอแยกทางกันไป เหล่าเพื่อนๆ เลยพากันไปเที่ยวต่อ ส่วนเธอก็หันซ้ายหันขวาดูรถแล้วรีบข้ามถนนไป
ต้นหนาวเหนื่อยหอบ แต่หน้าเธอก็อมยิ้มแหงนมองเด็กหนุ่มคนหนึ่ง “วันนี้ก็ไม่มาเรียนเหรอ?”
เด็กหนุ่มมองไปที่เธอครู่หนึ่งแล้วก็เบือนหน้าออก “อืม”
เธอมองด้วยสายตากังวล “ถ้าขาดเรียนบ่อยๆ จะสอบตกเอานะ”
เด็กหนุ่มตอบ “ยังไงไทก็ไม่คิดจะเรียนอยู่แล้ว จะไปหรือไม่ไปต่างกันตรงไหน เอาไว้ค่อยคุยกันตอนนี้ยุ่งอยู่”
เธอมองค้อนไปที่เด็กหนุ่มทีหนึ่งกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วก็เดินย่ำเท้าแรงๆ ออกไป หันมามองทีหนึ่ง “เดี๋ยวเรียนเสร็จจะไปหาที่ค่าย”
เด็กหนุ่มส่ายหัวแล้วก็กลับมายืนที่เดิม เหมือนกำลังรออะไรอยู่ แต่ก็ยังอดไม่ได้หันไปมองเด็กสาวทีหนึ่ง แล้วเขาก็หันไปมองยังร้านหนึ่งมีป้ายเขียนไว้หน้าร้านว่า “ต่างถิ่น” เป็ร้านน้ำชาเก่าแก่ร้านหนึ่ง เปิดมาหลายสิบปีแล้ว คนก็ไม่ค่อยมีแต่ร้านนี้กลับไม่ยอมปิดตัวลงสักที พ่อของเขาชอบแวะมาที่ร้านนี้บ่อยๆ เห็นว่าเป็ร้านเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ สักพักประตูก็เปิดออกมา มีตาแก่อายุน่าจะเกือบร้อยปีได้เดินออกมาก่อน ที่จริงแล้วตาแก่นี่คือคนใช้ของเ้าของร้านนี่แหละ เห็นว่าคอยดูแลร้านนี้มาก่อนเ้าของร้านจะเกิดซะอีก พูดแล้วเื่มันซับซ้อน
ตาแก่คนนั้นเดินมาหาเด็กหนุ่มมองั้แ่หัวจรดเท้า “ไม่เอาไหน ไม่เอาไหน”
พอพูดจบก็เดินเข้าร้านไป ไทคุ้นชินกับตาแก่ปากเสียคนนี้แล้ว เพราะทุกครั้งที่มาก็มักจะทำแบบนี้ทุกครั้ง บางครั้งก็ว่า ไม่เอาถ่านบ้าง เด็กี้เีบ้าง ต่างๆนาๆ แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรคิดเพียงว่าเดี๋ยวตาแก่นี่ก็แก่ตายไปเอง
สักพักก็มีคนร่างกายกำยำสูงราวๆ ร้อยเก้าสิบเห็นจะได้เดินออกมาก่อนตามมาด้วยเ้าของร้านซึ่งก็มีรูปร่างไม่ต่างกันเลย คนแรกที่เดินออกมาคือพ่อของชายหนุ่มชื่อรักษา แต่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกว่ารักษ์ อันที่จริงรักษาไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเขาหรอกเป็พ่อบุญธรรม เขาเดินมาด้านหน้าเด็กหนุ่ม “ไท รอนานหน่อยนะพอดีคุยกันเพลินไปหน่อย”
เขาส่ายหน้า “ไม่นาน”
เ้าของร้านเดินมาส่งถึงหน้าร้านแล้วก็เดินกลับเข้าร้านไป แต่ก่อนเข้าร้านก็หันมามองเด็กหนุ่มทีหนึ่ง ถอนหายใจทีหนึ่งแล้วเดินกลับเข้าร้านไป
สองพ่อลูกเดินเคียงกันกลับบ้าน ผู้เป็พ่อก็เอ่ยปากถาม “ไม่คิดจะไปเรียนจริงๆเหรอ เสียดายสมองของแกจริงๆ”
เด็กหนุ่มถอนหายใจทีหนึ่ง “ไม่เรียนหรอก ไม่สู้มาช่วยพ่อที่ค่ายไม่ดีกว่ารึไง เห็นว่ายังขาดคนทำความสะอาดนี่”
ชายร่างใหญ่ตอบกลับ “เื่นั้นมันใช่ประเด็นที่ไหน แกน่ะอย่าคิดว่าพ่อไม่รู้ว่าที่ทำคะแนนสอบไม่ดีมาตลอดเป็เพราะแกตั้งใจทำ พ่อน่ะรู้ดีว่าค่ายของพ่อมีปัญหามากมายใน่นี้ เงินก็เริ่มขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ถึงยังไงมันก็เพียงพอที่จะส่งเสียแกจนจบนะ”
เด็กหนุ่มเปลี่ยนเื่คุยไปเรื่อยจนเดินมาถึงค่ายมวยหนึ่ง ชื่อว่า ค่ายกุหลาบแดง เป็ค่ายของรักษา วันนี้เป็วันหยุดซ้อมเลยออกจะเงียบเหงาไปบ้าง
ไทเดินไปเปิดประตูแล้วหันมามองพ่อ “เดี๋ยวไทไปอาบน้ำก่อน”
รักษาพยักหน้าให้แล้วเดินตามเข้าไป ในใจนึกเป็ห่วงลูกตัวเอง ให้เรียนก็ไม่เรียน ซ้อมมวยก็ไม่ได้ น่าหนักใจจริงๆ เื่มันก็ผ่านมานานแล้วั้แ่ตอนที่เขารับเด็กคนนี้มา ร่างกายก็อ่อนแอ เทียวเข้าเทียวออกอยู่กับโรงพยาบาลตลอด จนพออายุได้สักห้าหกขวบก็เริ่มแข็งแรงขึ้นบ้าง ชอบมาแอบดูคนในค่ายซ้อมมวยบ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งไปแอบซ้อมอยู่คนเดียว ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนเล่นซะร้องไห้ไปทั้งวันบอกว่าจะไม่ซ้อมมวยอีกแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เห็นไทซ้อมมวยอีกเลย
ในตึกสถาบันกวดวิชาต้นหนาวกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อน เพื่อนที่นั่งข้างๆ ก็แอบสงสัย “นี่ก็สองทุ่มแล้วยังจะมีนัดอีกเหรอ?”
ต้นหนาวอมยิ้มเล็กน้อย “เปล่าๆ พอดีคุณลุงรักษ์ชวนไปกินข้าวน่ะ”
เพื่อนกลอกตามองบน “ไม่ใช่ว่าไปหาไอ้คนเกเรคนนั้นเหรอ มาเรียนก็ไม่มาคะแนนสอบก็ผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เธออย่าไปหาเ้านั่นบ่อยจะดีกว่านะ เห็นว่าเป็อันธพาลมีอริไปทั่ว ถ้าเธอไปสนิทกับเ้านั่นจะไม่ปลอดภัยเอานะ”
ต้นหนาวเก็บของเสร็จสะพายกระเป๋าแล้วหันหน้าไปคุยกับเพื่อน “ขอบใจนะ แต่ไทน่ะไม่ได้เป็คนเลวร้ายอะไรเหมือนที่ทุกคนว่าหรอก เื่การเรียนถึงต่อให้ไม่มาเรียนเลยเขาก็ยังไม่เคยสอบตกใช่มั้ยล่ะ”
เพื่อนถอนหายใจ “จ้าๆ เชิญไปหาแฟนของเธอเถอะย่ะ!”
ต้นหนาวก้มหน้ายิ้ม “จะบ้าเหรอ! เรากับไทเป็เพื่อนกันั้แ่เด็ก และอีกอย่างไทก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อนด้วย”
เพื่อนหัวเราะ “ก็แค่ล้อเล่น จะเขินอะไรขนาดนั้น ฮ่าๆ”
ต้นหนาวรีบบอกลาเพื่อนแล้วออกจากห้องเรียนไป สถาบันของเธออยู่ใจกลางเมืองค่าเรียนก็แพงกระเป๋าฉีก ส่วนใหญ่ในห้องเรียนของเธอก็มีแต่พวกลูกคุณหนู ส่วนเธอเองก็เป็ถึงลูกประธานบริษัทใหญ่ แต่เธอก็ไม่ค่อยชอบความหรูหราเหมือนคนอื่นๆ เธอชอบนั่งรถไฟฟ้า หรือไม่ถ้าไปไหนมาไหนไม่ไกลนักเธอก็ชอบเดินมากกว่า
หลังลงจากรถไฟฟ้าเธอก็แวะร้านเครื่องประดับร้านหนึ่ง เดินไปมาจนทั่วก็ไปสะดุดตากับต่างหูอันหนึ่งเธอจึงซื้อมา หลังจากจ่ายเงินเสร็จเธอก็รีบวิ่งไปที่ค่ายมวยกุหลาบแดงทันที
หลังจากเธอวิ่งมาหลายนาทีก็ถึงค่ายมวย “ไท! ไท! เปิดประตูหน่อย!”
เด็กหนุ่มเดินออกมาจากบ้าน ปากบ่นงึมงำ “จะะโทำไม!”
เด็กสาวหน้าแดงก่ำ “ถ้าไม่ะโจะได้ยินไหมล่ะ”
เด็กหนุ่มไม่สนใจว่าเด็กสาวคนนั้นจะโกรธหรือไม่ เขาเดินมาเปิดประตูและพาเด็กสาวเข้ามาในค่ายมวย เขามองซ้ายมองขวาแล้วก็ล็อกประตูไว้ดังเดิม แล้วก็หันไปมองเด็กสาวคนนั้น “ทำไมดึกดื่นป่านนี้ยังไม่กลับบ้านอีก ไม่กลัวอันตรายรึไง!”
เด็กสาวหัวเราะ “ไม่กลัวหรอก เพราะถึงยังไงพ่อของต้นหนาวก็ไม่ปล่อยให้ลูกสุดที่รักคนนี้เป็อะไรไปหรอก ฮ่าๆ”
เด็กหนุ่มหมดคำจะพูด พาเด็กสาวเดินไปข้างใน “ไม่ว่ายังไงก็อันตรายอยู่ดี คราวหลังถ้ายังทำแบบนี้อีกจะไม่ให้เข้ามาในค่ายแล้ว”
เด็กสาวทำหน้ายู่กำหมัดแน่นรีบเดินไปหาชายร่างสูงทันที “ลุงรักษ์ วันนี้มีอะไรกินบ้าง?”
ชายร่างกำยำกำลังชกกระสอบทรายอยู่หันมามองเด็กสาว “อ้าวต้นหนาวมาแล้วเหรอ? ให้ไทพาไปกินข้าวนอกบ้านเลย วันนี้ลุงอัดอั้นอยากระบายอารมณ์กับกระสอบนี่สักหน่อย”
หลังจากไทกับต้นหนาวเดินออกมาจากค่าย ไทก็หันไปมองเด็กสาว “เธออยากกินอะไร?”
เด็กสาวหันมามองยิ้มใส่ “กินอะไรก็ได้”
เหงื่อเริ่มหลังออกมาบนหน้าของเด็กหนุ่ม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเวลาถามไปว่า “อยากกินอะไร” “วันนี้กินอะไรดี” แล้วคำตอบที่ได้เป็ “อะไรก็ได้” นั่นหมายความว่า ไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่เป็ “ต้องเป็อย่างที่เราชอบกิน” เขาหันซ้ายหันขวามองหาร้านอาหารสักร้านแล้วรีบจูงมือเด็กสาวตามไปทันที เมื่อเขานั่งแล้วก็สั่งอาหารอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เด็กสาวจะอ้าปากถาม อาหารก็มาถึงโต๊ะแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จไทก็พาเด็กสาวกลับบ้าน “อยากเดินหรือนั่งรถไป แต่บอกไว้ก่อนถ้านั่งรถไม่มีเงินจ่าย เธอต้องจ่ายเอง”
เด็กสาวทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว “เดิน”
ทั้งสองคนหนึ่งเด็กหนุ่มหนึ่งเด็กสาวอายุประมาณสิบห้าปีต่างก็เดินเคียงคู่กันบนทางเท้า ท่ามกลางรถที่สัญจรไปมาเสียงดังน่าหนวกหูแต่น่าแปลกว่า เด็กสาวกลับยิ้มเยาะตลอดทางคล้ายว่ากำลังมีความสุข ส่วนเด็กชายก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรแต่กลับรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ชอบทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา
บางคนชอบบอกว่าเพื่อนชายของต้นหนาวคนนี้เป็นักเลง ไม่ชอบมาเรียน ต่อยตีไปทั่ว แต่ไม่ว่าทุกคนจะพูดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยังไงเธอก็ไม่เคยเลิกชอบเขาได้เลย พอนึกถึงเมื่อวัยเด็กก็มีแต่จะยิ่งชอบคนนี้มากขึ้นทุกที และเื่ราวเมื่อวัยเด็กก็เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่พ่อของเธอไม่เคยกีดขวางเธอกับไท
สมัยตอนเธอเจ็ดขวบ เธอเป็คนอ่อนแอไม่สู้คนมักจะถูกแกล้งอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ไม่ร้ายแรงเท่าครั้งนั้น ตอนนั้นเธอพลัดหลงกับพ่อแม่ในชุมชนที่แออัด มันน่ากลัวมาก เธอกลัวว่าจะไม่ได้เจอพ่อกับแม่อีก ผู้คนเดินกันไปมาอย่างพลุกพล่าน จนเธอล้มลงเข่ากระแทกกับพื้นจนเืออก เธอร้องไห้ฟูมฟายร้องหาพ่อจ๋าแม่จ๋า เธอเดินตุปัดตุเป๋จนออกมาจากฝูงชนได้ แต่ก็หาพ่อกับแม่ไม่เจอ แล้วก็ดันซวยไปเจอเด็กเกเรอีก เด็กพวกนั้นเห็นเป็เื่ตลกจึงเตะลูกบอลใส่เธอจนล้มลง แล้วจู่จู่ก็มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาช่วยเธอ เขาต่อยตีกับพวกนั้นจนตัวมีเืออกตามร่างกาย ดูแล้วน่าจะเจ็บมาก ส่วนเด็กเกเรก็กลัวความผิดจึงรีบวิ่งหนีกันไปคนละทาง เด็กชายคนนั้นพอพยุงตัวได้ก็พาเธอไปถึงสถานีตำรวจจากนั้นเขาก็สลบไป เธอได้เจอพ่อกับแม่ส่วนเด็กชายคนนั้นก็มีคุณลุงร่างสูงมารับไปโรงพยาบาล หลังจากที่พ่อของเธอพูดคุยกับลุงคนนั้นก็มีท่าทีแปลกไปพักนึง แล้วก็พาเธอไปทำแผลและกลับบ้าน
ผ่านไปหลายวันแผลของเธอค่อยดีขึ้น เธอเดินเข้าไปหน้าห้องของพ่อแล้วค่อยๆ เปิดประตู เห็นพ่อกำลังยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสืออยู่เธอเลยไม่อยากกวนจึงเดินออกไป แต่พ่อของเธอเห็นจึงถามว่ามีอะไร เธอเลยก้มหน้าเดินไปหา “พ่อคะ เด็กคนนั่นที่ช่วยหนูไว้ เขา... เขาเป็ยังไงบ้างคะ?”
พ่อของเธอยังคงอ่านหนังสือต่อไป “ปลอดภัยแล้ว ดูเหมือนร่างกายเขาจะไม่ค่อยแข็งแรง เห็นว่ากระดูกหักไปหลายส่วนเลย”
พอเธอได้ยินแบบนั้นในตาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา เธอพูดสะอึกสะอื้น “เขามาช่วยหนู เพราะหนูเขาเลยเป็แบบนั้น ฮืออๆ”
พ่อของเธอเดินมาลูบหัวแล้วพูดปลอบ เขาอุ้มเธอและพาไปนอนพักผ่อน เด็กหญิงผล็อยหลับไปแต่น้ำตาก็ยังไหลอยู่
กลับมาที่ปัจจุบันตอนนี้ทั้งสองเดินมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำ พอเดินไปถึงกลางสะพานเด็กสาวก็จับมือของเด็กหนุ่มไว้แน่น “อยู่ที่นี่ก่อนได้มั้ย?”
เด็กหนุ่มหยุดเดินหันมามอง และพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน เดินมาตั้งนานเมื่อยขาจะตาย”
เด็กสาวก้มหน้าอมยิ้มหูแดงเหมือนกับคนโดนหยิกหู “เื่เมื่อตอนนั้นขอบใจนะ”
เด็กหนุ่มแหงนหน้ามองฟ้า วันนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ พระจันทร์ก็เต็มดวง รู้สึกว่าครั้งนี้พระจันทร์จะใหญ่เป็พิเศษ “อื้มม…”
ทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันสักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มก็ มองไปที่หน้าเด็กสาวเห็นว่าตรงหูเธอมีต่างหูเล็กๆอยู่ “ต้นหนาว เอาอะไรไปติดหูน่ะ ไม่น่ารักเลย”
เมื่อเด็กสาวได้ยินก็ทำหน้าเขินๆ บอกว่าเอามาติดเล่นๆ แล้วเธอก็ถอดมันออกโยนทิ้งไปทันที “เป็ไง น่ารักแล้วยัง”
เด็กหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีอะไร “ไปเถอะเดี๋ยวพ่อกับแม่เธอรอนาน”
ขณะที่เขาเดินหันหลังแสงจันทร์ก็ไปกระทบตรงท้ายทอยของเด็กหนุ่ม เหมือนกับว่ามีอักขระยันต์อะไรอยู่ตรงนั้น เด็กสาวทำหน้ายู่ะโขี่คอ “นี่ไท ไปแอบสักมาเหรอ ทำไมไม่บอกกันบ้าง?”
เด็กหนุ่มทำหน้างุนงงได้แต่ส่ายหน้าเชิงปฏิเสธพึมพำว่า “เปล่า ว่าแต่จะมาขี่คอทำไมเนี่ย ลงไปได้แล้วหนักก็หนัก”
เด็กสาวโกรธเป็ฟืนเป็ไฟไล่ตีเด็กหนุ่มไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงบ้านของเด็กสาว ที่หน้าบ้านมีชายใส่ชุดดำยืนรออยู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินมาจึงรีบเดินมารับเด็กสาวเข้าบ้าน ส่วนเด็กชายก็กำลังจะกลับบ้านเสียงะโของเด็กสาวก็ดังมา “ไท รอก่อน”
เด็กสาววิ่งหน้าตั้งเข้าไปในบ้านพักใหญ่ก็วิ่งออกมาพร้อมกับกล่องขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก “พอดีหลายวันก่อนไปเจอสิ่งนี้มา ต้นหนาวอยากให้ไทเก็บไว้” เธอยื่นกล่องให้เด็กหนุ่มแล้วบอกอีกว่า “อย่าเพิ่งเปิด ให้เปิดตอนถึงบ้าน ต้นหนาวอยากให้ไทตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับอนาคต แต่ไม่ว่าไทจะตัดสินใจแบบไหน ต้นหนาวก็จะสนับสนุนไทเอง”
เด็กสาวพูดด้วยความตั้งใจในขณะที่หูเธอก็แดงก่ำ พอพูดจบเธอก็รีบวิ่งเข้าบ้านยังไม่ทันเข้าบ้านก็หันมาโบกมือให้อีกที เด็กหนุ่มพยักหน้าให้แล้วก็รีบวิ่งกลับบ้านทันที