เช้าวันรุ่งขึ้น.. ณ ห้องของพลเอกหนุ่มชาวอเมริกัน
“เฮ้ปั๊กกี้.. นายรู้ไหมเมื่อคืนฉันนอนไม่หลับทั้งคืนเลย ฉันมัวแต่คิดถึงคำถามของนาย และตอนนี้ฉันคิดว่าฉันได้คำตอบแล้วล่ะ.. ฉันเอาด้วย!! ฉันจะตั้งใจฝึกเพื่อมาปกป้องนาย!!” ชายชาวอเมริกันหุ่นล่ำพูดก่อนอุ้มเ้าย่นขึ้นมากอด อย่างนุ่มนวล ซึ่งเ้าหมาน้อยเองก็ได้เลียหน้าชายหนุ่มกลับอย่างนุ่มนวลเช่นกัน
ส่วนทางด้านของเกษมที่ตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวไปพบกับคุณเวิร์ด โดยเขาตั้งใจจะไปปรึกษาเื่วิธีการควบคุมพลังที่มันยังคงเป็สิ่งที่เขาสงสัย
และเมื่อจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย เขาก็ไม่ลืมที่จะคว้าแว่นตาที่หักเก็บใส่กระเป๋าเพื่อเอาไปให้มีสท์ซ่อม
ณ ตึกรูปทรงมนุษย์ที่มีโครงสร้างเป็ทองทั่วทั้งร่าง ‘เมลฟิลด์’ เกษมผู้ที่กำลังจะมาขอคำแนะนำกับคุณเวิร์ดยืนจังก้าอยู่ด้านหน้าของตึกที่สูงตระหง่าน ทางเข้า-ออกของอาคารมีอยู่เพียงสองทางซึ่งก็คือปลายเท้าทั้งสองข้างของตัวตึกนั่นเอง
ชายหน้าเนิร์ดไม่รอช้า.. เขาเดินมุ่งตรงไปยังอาคารทันที และเมื่อผ่านด่านแรกซึ่งก็คือประตูทางเข้าที่เป็ประตูเลื่อนแบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ ก็จะได้พบเข้ากับส่วนแรกของอาคาร ‘ส่วนเท้า’ ผนังและทุกอย่างภายในถูกตกแต่งเป็สีทองสลับกับสีดำสวยงามจนไม่มีที่ติ แต่เมื่อเดินไปจนสุดแล้วเส้นทางนั้นกลับกลายเป็ทางตัน
จนสักพักพื้นที่ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่ก็ถูกดันขึ้น และนั่นก็คือ ‘ส่วนขา’ อันเป็ส่วนที่สองของอาคารเปรียบเสมือนลิฟท์นำพาผู้มาเยือนไปสู่ส่วนถัดไปของตึก
อื่ด.. ตึ้ง.. เมื่อสุดเส้นทางของลิฟท์แล้ว ก็จะได้พบเข้ากับส่วนถัดไป ‘ส่วนสะโพก’ ซึ่งถือเป็ชั้นแรกอย่างเป็ทางการของตึกเมลฟิลด์ เป็เสมือนห้องรับแขกที่กว้างใหญ่โอ่โถง มีทุกอย่างที่ห้องรับรองที่ดีควรจะมี ไม่ว่าจะเป็โซฟาที่นุ่มราวกับปุยนุ่น ทีวีติดผนังจอั์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อีกมากมาย ทั่วพื้นห้องปูด้วยพรมสีดำอันตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีทองสุดหรูหราให้กำเนิดเป็ภาพที่เห็นกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ
เมื่อเดินไปจนสุดทางก็จะพบเจอกับบันไดที่จะนำพาไปสู่ชั้นถัดไป ‘ส่วนท้อง’ สิ่งที่ััได้เป็อย่างแรกสำหรับชั้นนี้ก็คือกลิ่นอาหารที่หอมเย้ายวน มันมีเสน่ห์ดึงดูดแม้กระทั่งคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ ก็สามารถกลับมาหิวได้อีกรอบได้ ใช่แล้ว.. ชั้นนี้คือ์ของนักกินทุกคนหรือเป็ห้องอาหารประจำอาคารนั่นเอง
ทางเกษมก็ไม่พลาดที่จะหาอะไรรองท้องสักหน่อยก่อนที่จะขึ้นไปพบคุณเวิร์ด เมื่ออิ่มอร่อยเต็มที่แล้วชายหนุ่มก็เดินตีพุงอย่างสบายใจเฉิบพลางมุ่งหน้าไปสู่ชั้นถัดไป ‘ส่วนอก’ ณ ชั้นนี้บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ มองไปรอบ ๆ จะเห็นห้องย่อย ๆ แยกเป็สี่ห้อง ทางซ้ายมือสองห้องและทางขวามืออีกสองห้อง อิงตามแบบหัวใจของเรา โดยชื่อเรียกแต่ละห้องก็จะเป็ศัพท์ทางอนาโตมีดังนี้ ห้องบนขวา ไรท์เอเตรียม (Right Atrium) ห้องบนซ้าย เลฟเอเตรียม (Left Atrium) ห้องล่างขวา ไรท์เวนตริเคิล (Right Ventricle) และห้องล่างซ้าย เลฟเวนตริเคิล (Left Ventricle) ซึ่งทั้งหมดสร้างเอาไว้เพื่อความอเนกประสงค์ และหนึ่งในสี่ห้องนั้น ปัจจุบันก็นำไว้ใช้ให้ฟาคาราดีนพักอาศัยอยู่นั่นเอง..
หากเดินตรงไปจนสุดทางของส่วนอกก็จะพบกับ ‘ส่วนคอ’ ซึ่งก็คือลิฟท์ที่จะเชื่อมไปยังอีกชั้นหนึ่ง และเมื่อขึ้นไปก็จะเห็นทางเดินสั้น ๆ ที่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็จะพบกับห้องรูปทรงคล้าย ๆ กับหยดน้ำสีชมพูระเรื่อตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าราวกับเป็ด่านแรกก่อนจะไปสู่ห้องถัดไป ส่วนนี้คือส่วนที่เรียกว่า ‘ห้องลิ้นไก่’ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็ห้องของเลขานุการ แต่ทว่าในตอนนี้นั้นไม่มีใครประจำการอยู่เลย
หลังจากผ่านห้องลิ้นไก่มาแล้วก็จะพบกับประตูสีเดียวกันกับห้องเมื่อครู่ และภายหลังประตูบานนั้นก็คือจุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้ของเกษม ‘ส่วนปาก’ ห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม นั่นเอง
ก๊อก ๆ .. ผู้มาเยือนเคาะประตูห้องทำงานของคุณเวิร์ดตามมารยาท
ชายมาดเนี้ยบเงยหน้าขึ้นมองพลางปิดหนังสือเล่มหนาเตอะที่เขากำลังอ่านลง พลันแสงอันสว่างวาบที่พวยพุ่งออกมาจากตำราเล่มนั้นก็ดับตามลงไปด้วย “เชิญครับ” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยปากอนุญาต
เมื่อเข้ามาภายในเกษมก็แปลกใจเล็กน้อยหลังจากหันไปปิดประตูห้อง เพราะเขาสามารถมองทะลุจากผนังห้องภายในออกไปได้ แถมยังมองทะลุได้ถึงภายในห้องลิ้นไก่อีกด้วย
ชายชุดทักสิโด้ที่เห็นเด็กหนุ่มกำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่จึงเอ่ยถามขึ้น “มีธุระอะไรล่ะ?”
“ครับ ๆ ๆ ๆ!” เกษมสะดุ้งเฮือกหลังจากที่เขากำลังพินิจพิจารณาห้องภายนอกอยู่
“ที่คุณเวิร์ดห้ามไม่ให้ผมใช้พลังของตัวเองดูอวัยวะพิเศษของคนอื่นในที่สารธารณะเนี่ย ผมเข้าใจนะครับ แต่ว่าผมยังควบคุมพลังตัวเองไม่ได้เลย ตอนนี้ผมเหมือนใช้พลังของอวัยวะพิเศษอยู่ตลอดเวลา ผมก็เลยสงสัยว่าผมควรจะทำยังไงครับ? แล้วผมก็ลองถามร่างจำลองของคุณในห้องฝึกแล้ว แต่ตัวแทนของคุณก็บอกให้ผมมาพบคุณเอง รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ” เดอะไซท์สตีลเลอร์เล่าธุระของเขา
“อืมในกรณีของคุณมันแปลกมาก.. ผมได้ลองศึกษาจากตำราดูแล้ว พลังของคุณกับสรณ์นั้นไม่เหมือนกันเลย แต่ไม่เป็ไร ลองใช้วิธีนี้ดู คุณลองฝึกการควบคุมสมาธิโดยการตั้งสติ มีสติรู้ตัวเองตลอดเวลา ว่าเวลาไหนคุณ้าจะใช้ หรือเวลาไหนคุณ้าจะหยุดพัก ควบคุมดวงตาของคุณโดยใช้สมอง ลักษณะเหมือนกับสมองของคุณสั่งการให้ยกแขนขึ้น วางแขนลง ใช้หลักการเดียวกัน ลองไปฝึกแบบนี้ดูในห้องฝึกภายในหอพัก ให้คุณสร้างหุ่นออแกเนียนจำลองขึ้นมาแล้วตั้งค่าให้มันใช้พลัง จากนั้นคุณก็คอยฝึกดูไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะควบคุมการใช้พลังได้คล่อง” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม ให้คำแนะนำในการฝึกแก่ออแกเนียนหนุ่ม
“แล้วถ้าในกรณีที่ผมใช้พลังแล้วยังมองอวัยวะพิเศษของคนอื่นไม่เห็นล่ะครับ จะต้องทำยังไง?” หนุ่มเ้าปัญหาถามต่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงทำให้คุณเวิร์ดถึงกับมองค้อนก่อนจะพูดตัดบทขึ้น “คุณควรไปฝึกวิธีควบคุมพลังให้คล่องซะก่อนนะ แล้วค่อยมาหาผมใหม่”
ทางฝั่งเกษมเองก็รู้ตัวทันทีว่าเขาควรหยุดเซ้าซี้และเริ่มฝึกฝนให้สำเร็จไปตามขั้นตอนก่อน เด็กหนุ่มจึงรีบกล่าวขอบคุณพลางจะเดินกลับออกไปจากตึกทองในทันที
และเมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ชายผู้มีตาสองสีก็ได้เดินทางไปยังห้องฝึกต้นไม้ตามที่นัดกับเพื่อน ๆ เอาไว้
ณ ห้องฝึกต้นไม้ห้องแรก.. เกษมได้พยามใช้มือผลักเข้าไปตรงลำต้นเพื่อที่จะเข้าไปภายใน แต่กลับมีเสียงของคุณเวิร์ดดังออกมาจากต้นไม้พร้อมขึ้นตัวอักษรสีแดง “ห้องฝึกนี้มีคนใช้บริการแล้ว”
นั่นทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก “ว้าว.. มีคนขยันมาฝึกก่อนพวกเราด้วยแฮะ” เกษมเอ่ยขึ้นพลันเดินไปยังต้นไม้ต้นถัดไป
ผ่าง.. เขาผลักประตูออก ซึ่งเื้ัลำต้นของห้องฝึกต้นไม้ที่เกษมและผองเพื่อนเพิ่งเปิดออกนั้น ปรากฏเป็สายลมอันสดชื่นพัดโชยเข้าใบหน้าของผู้มาเยือนอันเหมือนเป็การต้อนรับเข้าสู่สถานที่ฝึกซ้อม ผืนหญ้าสีเขียวอ่อนอันกว้างใหญ่ราวกับไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุดไหวพลิ้วสวยงาม ท้องฟ้าสีครามตัดกับปุยเมฆสีขาวสะอาดตา แสงแดดส่องจ้าแต่บรรยากาศกลับเย็นสบายอย่างน่าประหลาดใจ
ทันทีที่เข้าไปภายในห้องฝึก มีสท์ก็เดินตรงปรี่เข้ามาหาเกษมอย่างรวดเร็ว “ได้เอาแว่นมามั้ย?” เธอเอ่ยถาม
“เอามาสิ ฝากด้วยนะ..” ชายหนุ่มตอบกลับพลางยื่นแว่นตาที่หักให้อย่างฉับไวเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ลืมคำพูดของสาวผมเปียเลยแม้แต่น้อย
ม่านหมอกรับแว่นตานั้นไปก่อนที่จะหยิบกาวขึ้นมาเพื่อซ่อมมันอีกครั้งอย่างตั้งใจ.. จนเ้าแว่นตานั้นกลับมาอยู่ในสภาพที่พอจะใช้งานได้ เธอก็สวมมันกลับคืนให้เกษมทันที “นายน่ะ ใส่แว่นแล้วดูดีกว่าตั้งเยอะ” มีสท์ยังคงยืนยันคำเดิม ซึ่งความเห็นนั้นมันไม่ตรงกับเพื่อน ๆ คนอื่นเลยสักนิด ทุกคนกลับคิดว่าเกษมที่ถอดแว่นดูดีกว่าตอนที่เขาใส่แว่นเป็กอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ตัวของเกษมเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย ก็คิดเพียงว่าถ้ามันเป็ความสบายใจของมีสท์เขาก็จะทำให้
และในตอนนี้.. กลุ่มของเกษมทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วย เกษม มีสท์ อลัน โจเซฟ โสต ซอนริซา มิทาจิ และสตีฟ ก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มฝึกพื้นฐานการใช้พลังภายใต้การให้คำแนะนำของร่างจำลองคุณเวิร์ด และควบคุมโดยนินจาสาว
มิทาจิััปุ่มบนแท็บเล็ตเพื่อขอคำแนะจากคุณเวิร์ด และเช่นเคย.. แสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นก่อนจะปรากฏเป็ร่างจำลองของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม “สวัสดีนักศึกษา อยากได้คำแนะนำเื่อะไรล่ะ? ” เขาเอ่ยถามราวกับถูกเซ็ตโปรแกรมมา
“เราควรจะเริ่มฝึกกันยังไงดีคะ?” สาวน้อยเริ่มด้วยคำถามพื้นฐาน
“สิ่งแรก.. ก่อนฝึกจะต้องมีการทดสอบระดับความสามารถกันก่อน เพื่อที่จะได้เปรียบเทียบความสามารถระหว่างก่อนและหลังการฝึกได้” ชายชุดทักสิโด้ให้คำแนะนำ
และดูท่าเหมือนอลันจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หลังจากฟังประโยคข้างต้น “เอ.. จะว่าไปตอนที่เราไปขอคำแนะนำจากคุณเวิร์ดครั้งแรก เขาก็บอกให้ทดสอบพลังของตัวเองก่อนที่จะเริ่มฝึก แต่ครั้งนั้นฉันเองก็รีบร้อน ในใจเอาแต่อยากจะฝึกให้เก่งขึ้นอย่างเดียวจนยังไม่ได้ลองทดสอบเลยแฮะ..”
“งั้นเริ่มจากอลันซังก่อนเลยดีกว่าค่ะ” นินจาผมสลวยผายมือเชิญซีเชโญ่ผู้น้องออกมาพลางสร้างหุ่นซ้อมที่มีลักษณะคลับคล้ายคลับคลาเหมือนหุ่นไล่กาปรากฏขึ้น
“เดี๋ยวจะให้อลันซังยืนอยู่เฉย ๆ แล้วเตะเ้าหุ่นนี่ให้แรงที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะคะ คะแนนสูงสุดจะอยู่ที่หนึ่งร้อยคะแนน โดยจะทำการเตะทั้งหมดสองครั้ง ครั้งแรกให้ใช้ขาขวาส่วนครั้งที่สองให้ใช้ขาซ้ายค่ะ” สาวน้อยแนะนำ
“เอาล่ะ..” ชายหัวเห็ดยืดเส้นยืดสายก่อนเข้าประจำที่โดยมีเพื่อน ๆ คอยลุ้นให้กำลังใจอยู่รอบ ๆ
“ย้ากกกก!! ” อลันเหวี่ยงขาขวาที่ปูดโปนไปด้วยเส้นเือัดเข้าไปที่หุ่นซ้อมอย่างจัง
ปั้กก!!! “27” ตัวเลขปรากฏขึ้นบนส่วนหัวของหุ่นฝึก
“ชิ! .. แค่ยี่สิบเจ็ดเองเหรอ?” ชายหัวเห็ดดูจะไม่ค่อยพอใจกับตัวเลขนั้นสักเท่าไหร่
“ย้ากกกก!! ” เขาหวดอีกทีด้วยขาซ้าย พลั่ก!! “10”
“เรานี่มันปวกเปียกชะมัด.. เ้าไทรซ์มันจะได้สักเท่าไหร่กันนะ?” ใบหน้าของอลันค่อนข้างเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และในขณะเดียวกัน ณ ห้องฝึกส่วนตัวของไทรซ์
ฟื่ด.. เสียงสูดหายใจเข้าลึกของบอดี้การ์ดหนุ่มก่อนที่เขาจะซัดกำปั้นขวาอันทรงพลังเข้าไปที่หุ่นซ้อม
โคร่ม!!!
เ้าหุ่นที่มีลักษณะเหมือนกับหุ่นไล่กากระเด็นลอยออกไปไกลเป็สิบ ๆ เมตร
“...” หลังจากปล่อยหมัดออกไปเสร็จก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ กลับมาเลย ชายหนุ่มร่างใหญ่จึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูจนกระทั่งได้เห็นสภาพของหุ่นฝึกตัวนั้น ซึ่งมันได้แตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ จนไม่เหลือชิ้นดี
“อะไรกัน นึกว่าโดนลดพลังจากคุณเวิร์ดไปแล้วจะเหลือพลังไม่ถึงร้อยซะอีก..” ฟาน เดอร์ อาร์มผู้พี่ กำมือขึ้นมาก่อนมองไปที่กำปั้นของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนที่เขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “ชิ! .. ยังไงก็ต้องฝึกให้เก่งกว่านี้อีก เจอกันรอบหน้าฉันซัดแกหมอบได้แน่ไอ้เคราขาว” ความมุ่งมั่นนั้นถูกเผยออกมาผ่านแววตาของเขาอย่างชัดเจน..
กลับมาที่ห้องฝึกต้นไม้ที่พวกของเกษมกำลังทำทดสอบกันอยู่
“ถึงตาคาซาเมะซังแล้วค่ะ เดี๋ยวมิทาจิจะสร้างหุ่นจำลองขึ้นมา แล้วให้คาซาเมะซังลองบอกดูว่าหุ่นตัวนี้มีอวัยวะชิ้นไหนพิเศษบ้างนะคะ” สาวน้อยอธิบายกติกาพลางสร้างหุ่นฝึกขึ้นมาเช่นเดิม
“แขน ปาก แล้วก็เท้า” หลังเห็นประกายแสงระยิบระยับเปล่งออกมาจากอวัยวะเ่าั้ ทำให้เกษมตัดสินใจตอบอย่างรวดเร็ว
“เห็นเท่านี้ใช่ไหมคะ?” มิทาจิถามย้ำ
“อืม..” เดอะไซท์สตีลเลอร์ยืนยันคำตอบ
“โอเคค่ะ งั้นคาซาเมะซังก็ต้องฝึกการใช้พลังเพิ่มอีกมาก ๆ เลย เพราะคาซาเมะซังมองเห็นเพียงแค่อวัยวะพิเศษภายนอกที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้นเองค่ะ” เด็กหญิงตระกูลนามิคาชิพูดพลางจดข้อมูลที่เธอได้รับลงในแบบฟอร์มการประเมิน
“ต่อไปซีรินญ่าซังค่ะ.. เอ..ว่าแต่ควรจะทดสอบยังไงดีล่ะคะเนี่ย?” มิทาจิเอียงคอสี่สิบห้าองศาพร้อมมองไปทางคุณเวิร์ดในร่างจำลองด้วยใบหน้าสุดฉงน
“สำหรับพลังกล่องเสียงของตระกูลสไมเลส เพียงแค่ควบคุมสมาธิเพื่อให้ควบคุมการใช้พลังของตัวเองและ กำหนดเป้าหมายให้ได้ ก็เพียงพอแล้ว” ชายผู้ให้คำแนะนำเอ่ย
สาวน้อยผายมือต่อไปยังโสตินทรีย์ “งั้นต่อไปก็เชิญโสตซังเลยค่ะ สรุปพลังของคุณทำอะไรได้หรอคะ?”
“ฉันสามารถกำหนดคำคีย์เวิร์ดที่้าได้ยินได้ ถ้ามีคนพูดถึงคำที่ฉันกำหนดฉันก็สามารถฟังบทสนทนานั้นได้จนจบเลย แล้วก็สามารถรู้ตำแหน่งของพวกนั้นได้ด้วย” ทายาทตระกูลสดับฟังเผย
“ต้องทดสอบเกี่ยวกับรัศมีการใช้พลังสินะคะ งั้นจะใช้คีย์เวิร์ดเป็คำว่าออแกเนียนก็แล้วกัน โดยเ้าหุ่นฝึกนี่จะเลื่อนไปออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าโสตซังจะไม่ได้ยิน ถ้าไม่ได้ยินแล้วให้บอกมิทาจิเลยนะคะ” นินจาน้อยผมสลวยในชุดดำพูดพลางสร้างหุ่นฝึกขึ้นก่อนจะเริ่มทำการทดสอบ
เ้าหุ่นก็ค่อย ๆ เลื่อนออกไปไกลขึ้น ๆ เป็ลำดับ จนทำให้สตีฟที่เฝ้าดูการทดสอบอยู่แอบหลุดอุทานออกมาเบา ๆ “ว้าว.. ไกลชะมัด”
และเมื่อเวลผ่านไปสักระยะ หูที่กางออกมาทะลุเส้นผมยาว ๆ ของโสตก็เริ่มกระดิก “ไม่ได้ยินแล้วล่ะ” ชายร่างท้วมเอ่ย
“โอเคค่ะ ระยะทำการประมาณห้าร้อยเมตร” ผู้ดูแลการทดสอบจดบันทึก
“ต่อไปเชิญมีสท์ซังค่ะ พลังของคุณคือสามารถทำให้ิัล่องหนได้ใช่ไหมคะ?” มิทาจิผายมือ และเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ โดนทางฝั่งของมีสท์ก็พยักหน้าตอบรับก่อนเดินไปประจำที่ด้วยความตั้งใจอันเปี่ยมล้น
“ให้มีสท์ซังมองที่ไฟสัญญาณนี้นะคะ ถ้าเห็นเป็สีเขียวให้ใช้พลังหายตัว แต่ถ้าเป็สีแดงก็หยุดใช้พลังค่ะ” นินจาสาวอธิบายกติกาการทดสอบก่อนเริ่มกดปุ่มบังคับให้เกิดแสงไฟ โดยเริ่มจากค่อย ๆ เปลี่ยนช้า ๆ จนเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ
ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้มีสท์ก็สามารถทำมันออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว เธอได้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการใช้งานอวัยวะพิเศษขั้นสูง เพราะม่านหมอกสามารถควบคุมิัของเธอได้ดั่งใจนึก
“การทดสอบนี้มันง่ายมากเลยนะสำหรับฉัน สงสัยเป็เพราะฉันช่วยลุงควันในการแสดงมายากลมาั้แ่เด็ก ๆ ล่ะมั้ง แหะ ๆ ” สาวผมเปียคู่เอ่ยพลางยิ้มอย่างเขิน ๆ
“เก่งมาก ๆ เลยค่ะ สำหรับมีสท์ซังน่าจะเริ่มฝึกขั้นสูงได้เลย เชิญคนต่อไปเลยค่ะ สตีฟซัง..” นินจาสาวกล่าวชมมีสท์ก่อนจะเรียกหนุ่มอเมริกันร่างใหญ่ออกมาทำการทดสอบ
“เอ.. ว่าแต่พลังอวัยวะพิเศษของสตีฟซังสามารถทำอะไรหรอคะ?” มิทาจิเอ่ยถาม