สองสัปดาห์ผ่านไป จวนสกุลหลี
“ฮูหยินเ้าค่ะ อากาศยามนี้เย็นนัก เข้าไปข้างในเถอะเ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” อี้หยู่เป็ห่วงนายหญิงตนไม่น้อย ตลอดหลายวันมานี้ฮูหยินมักนั่งรอข่าวคราวของนายท่านอยู่เช่นนี้เสมอ หลังจากคืนนั้นที่นายท่านเดินทางไปต่างเมืองอย่างกะทันหัน มีเพียงจดหมายฉบับเดียวที่ถูกส่งมา หากไม่รู้เหตุใดนายท่านจึงไม่เขียนมาอีก
“ไม่เป็ไร ข้าไม่หนาว”
“ฮูหยินล่ะก็” นางส่ายหัวน้อยๆ อย่างไม่รู้จะกล่าวเช่นไร ก่อนจะนึกได้ว่าภายในเรือนมีผ้าคลุมที่นายท่านเป็คนซื้อให้ฮูหยิน “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปนำผ้าคลุมให้นะเ้าค่ะ” อี้หยู่รีบไปนำมา
ดวงตาท้อทอดมองไปยังต้นหลิวใหญ่ริมบึงกว้าง นับวันรอผู้เป็สามีเดินทางกลับเมืองหลวง
ด้านเมืองฉางหลิง เรือนพักชั่วคราวผู้พิพากษา
“ข้าขอร้องท่าน ถือว่าเห็นแก่ผู้เป็บิดาเช่นข้าเถอะ ช่วยรับบุตรสาวของข้าเป็ภรรยา ดูแลนางแทนข้าด้วยเถอะขอรับถือว่าข้าขอร้องท่าน”
ไป๋เหอคุกเข่าวิงวอน “ได้โปรด.. ข้ายอมแลกกับการสารภาพความจริงผู้อยู่เื้ัการยักยอกสินค้าในครั้งนี้”
หลีโหยวเหิงรู้สึกลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ตัวเขาเป็ถึงผู้ตัดสินคดี อีกทั้งตัวเขาเองก็แต่งฮูหยินอยู่ก่อนแล้ว
“อย่าทำเยี่ยงนี้เลยเ้าค่ะ ท่านพ่อ ใต้เท้าจะลำบากใจเอาได้” ไป๋เซียงหลันพยุงบิดาตนให้ลุกขึ้น หากผู้เป็บิดาอย่างไป๋เหอกลับไม่ไหวติงคุกเข่าโขกศีรษะอยู่เช่นนั้น
เวิ่นเปิ่งขมวดคิ้วมุ่น เขามองไปยังใบหน้าของสตรีตรงหน้าคับคล้ายคับคลาว่าจะเคยเห็นที่ใดมาก่อน กระทั่งจู่ๆ ชายวัยกลางคนที่โขกศีรษะบนพื้นเบื้องหน้าเกิดลุกขึ้นหมุนตัวพุ่งเข้าไปยังเสาด้านหลัง
ปึ้ง!! ไป๋เหอเอาหัวกระแทกชนกับเสาอย่างรุนแรง
ทั้งหมดยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบรับใด ไป๋เหอก็ทรุดตัวลงเืย้อมศีรษะ
“ท่านพ่อ” ไป๋เซียงหลันะโเรียกผู้เป็บิดาด้วยความตื่นตระหนก นางพุ่งตัวไปยังร่างของบิดาในทันที เสียงร้องไห้ราวกับบาดลึกลงในใจของคนเื้ั สร้างความรู้สึกผิดให้เขาไม่น้อย
หลีโหยวเหิงยืนอยู่เื้ันาง มองพ่อค้าไป๋ในอ้อมกอดของบุตรสาว
ไป๋เหอที่ยังมีสติอยู่เล็กน้อยเอ่ยเรียกเขา “ใต้เท้า ได้โปรดรับปากข้า ระ รับ บุตรสาวขะ ของ ข้า ปะ เป็ภรรยา” เสียงขาดห้วงของเขาอ้อนวอนยังชายหนุ่มในชุดสีต้นสนเบื้องหน้า
“ท่านพ่อ” นางกล่าวเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสอง
โหยวเหิงแม้ลำบากใจหากเวลานี้เบาะแสสำคัญกำลังจะหายไปต่อหน้าจึงจำตกปากรับคำไป “ได้ ข้ารับปาก”
ไป๋เหอยกมือขึ้นเล็กน้อยให้เขาโน้มตัวลงมา เบาะแสหนึ่งเดียวที่เกี่ยวโยงถูกถ่ายทอดออกมา จนกระทั่งมือเหี่ยวย่นนั้นตกลงข้างลำตัวหมดลมหายใจ
สีหน้าของโหยวเหิงปรากฏความมืดครึมเล็กน้อย
ไป๋เซียงหลันที่เห็นผู้เป็บิดาจากไปเช่นนี้ก็ให้ร่ำไห้อย่างหนักภายใต้สายตาของพวกเขา
เวิ่นเปิ่งที่อยู่ด้านข้างก็คล้ายจะนึกขึ้นได้ก่อนก้มกระซิบกระซาบข้างหูของผู้เป็นาย ดวงตาของโหยวเหิงมีประกายของความเห็นใจให้เห็น ตัดสินใจเอ่ยเรียก “แม่นางไป๋” หากจู่ๆ นางก็หันมากอดเขาราวกับหาที่พิง
หลีโหยวเหิงไม่ได้พลักนางออกไปด้วยความสงสารและครั้นรับรู้ว่านางเป็สหายของฮูหยินตนจึงปล่อยให้นางร่ำไห้อยู่เช่นนั้นจนสลบไป เขาทำเพียงส่งสายตาให้ผู้ติดตามจัดการศพของไป๋เหอแทนตน เมื่อมือของนางยังคงยึดชายเสื้อเขาไว้แน่นก่อนจะอุ้มหญิงสาวไปยังตัวเรือนด้านใน
แผงขนตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำใส เปลือกตาอันปิดสนิทยามอยู่บนเตียง ทว่าครั้นเสียงฝีเท้าผู้เป็เ้าของเรือนออกไปมีเพียงนาง
ดวงตาเมล็ดซิ่งคู่นั้นจู่ๆ ก็เผยออกมาให้เห็น เสียงสะอื้นไห้ที่มีในคราแรกราวกับภาพลวงตาไปในทันที เมื่อมุมปากของนางค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น