ผู้กล้าเดินเล่นภายในกรุงเรม เมืองนี้เป็เมืองเก่าแก่ แต่อาคารข้าวของหลายอย่างจากพันปีที่แล้วกลับยังอยู่ดีกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง ราวกับเป็พิพิธภัณฑ์ขนาดั์ แม้แต่ถนนที่เธอเดินอยู่ก็สร้างมาแล้วอย่างน้อยๆก็หนึ่งพันหนึ่งร้อยปี เธอเดินดูรูปปั้นเด็กสองคนใต้สุนัขป่าตัวโต
“Remulus eRomus” ฮันนาพูดด้วยภาษาที่ใช้แต่กำเนิด “I fondatori diquesta città.”
หญิงสาวผู้ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ฟังเื่เล่าจากผู้คอยรับใช้ตนเองเป็เื่เล่าแปลกๆ ของพี่น้องคู่หนึ่งที่ตีกันตายอย่างที่เธอไม่ค่อยเข้าใจนักเธอนั้นฟังภาษาของเมืองนี้ออกคล่องดีแล้ว แต่เื่ราวประวัติศาสตร์และตำนานเมืองแปลกๆที่เธอกำลังฟังอยู่นั้นไม่ใช่ของที่เธอถนัดเสียเท่าไหร่
เธอเดินต่อกับเพื่อนสาวผมดำข้างๆเธอ ชาวเมืองที่ผ่านไปมานั้นทราบหน้าตาเธอดีว่าเป็ใครเสียงนินทาจากชาวเมืองระงมรอบหูเธอ
“นั่นไง ท่านผู้กล้าที่จะมาช่วยเราจากปีศาจร้าย”
“เหอะแม่นั่นจะช่วยได้จริงเรอะ เทียบกับเทวทูตชั้นโทข้างๆ นั่นยังไม่ได้เลย”
“นี่ๆได้ยินเื่จากในโบสถ์มามั้ย ฉันได้ยินว่าผู้กล้าเราได้พรมาเป็ ล่ามพันลิ้นน่ะ”
“ฮ่า ฮ่าฮ่า จะใช้คุยให้ปีศาจมันเปลี่ยนใจหรือไง”
“จะบ้าหรือไงพวกมารมันมีหัวจิตหัวใจให้เปลี่ยนที่ไหนล่ะ”
“นี่อย่าดังไปนางฟังเราออกแล้วนะ ด้วย ‘พร’ ไง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ฮันนาหันไปทางผู้ล้อเลียนทั้งหลายด้วยสีหน้าจริงจังวงแหวนทั้งสองงอกออกมาจากเหนือหูช้าๆ เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็พลันเงียบกันทันที
“ใจเย็นน่า ฮันนา”ผู้กล้ายิ้มให้ฮันนา ด้วยรอยยิ้มที่ใครก็รู้ว่าฝืน “เราไม่เป็ไรพวกเขาก็พูดความจริงนิ”
“มันไม่ถูกที่จะล้อเลียนพรของใครโดยอย่างยิ่งตัวท่านค่ะ” ฮันนาพูดจริงจัง “ดิฉันบอกแล้วเราอย่ามาเดินข้างนอกกันกลับไปอยู่ในโบสถ์กันดีกว่าค่ะ”
ย้อนไปเมื่อสิบวันที่แล้ว
ั้แ่หลังอาหารเช้าเอมิเลียก็เริ่มฝึกการเรียกใช้พลังเวทของตัวเองอย่างหนักตามการชี้นำของฮันนาในตอนเย็นนั้นเอง ฮันนาที่จับมือเอมิเลียอยู่ก็เริ่มััได้ถึงแรงดันจากเวทอย่างอ่อนๆ
“เราทำได้แล้ว” เอมิเลียตื่นเต้น“เราทำได้แล้ว”
“ยินดีด้วยค่ะ ท่านผู้กล้า”ฮันนาแสดงความยินดีกับลูกศิษย์ของตน “แม้แต่คนทั่วไปที่นี่ ยังต้องฝึกกันทั้งวัน ต่อเนื่องเกือบๆเดือนถึงจะััได้นะ ท่านสมแล้วที่เป็ผู้กล้า” ฮันนาคำนับ
“แหม เรายังได้แค่อ่อนๆ เอง” เอมิเลียปฏิเสธที่จะรับคำชม
“แค่นี้ก็เพิ่มประสิทธิภาพในด้านร่างกายและจิตใจไปอีกระดับแล้วค่ะ”ฮันนาบอก “เมื่อเราเริ่มทราบการไหลเวียนของิญญาตนเองแล้วร่างกายจะเจ็บป่วยยากขึ้นาแก็จะสมานเร็วขึ้นค่ะ”
“แล้วการที่เราจะได้พรน่ะมันทำยังไงต่อเหรอ” เอมิเลียถามต่อ “ต้องไปอธิษฐานกลางโบสถ์ ให้หมวกวิเศษเลือกให้หรือเก็บเอ็กซ์พีไปแลกแต้มหรือเปล่า”เอมิเลียตื่นเต้น
“มันก็แค่ตื่นขึ้นมาตามลำดับเมื่อเรารู้จักเวทตนเองเพียงพอแล้วนั่นแหละค่ะ” ฮันนาตอบโดยไม่มองหน้าคนถาม “แต่หนึ่งในห้าของคนฝึกเวทจนคล่องนั้นไม่มีพรตื่นขึ้นมาเลยหนึ่งในแปดสิบจะมีพรสองข้อ หนึ่งใจเจ็ดพันจะมีพรได้สามข้อคนที่ได้มากกว่านี้น้อยจนบันทึกนับได้เรียงคนเลย”
“งั้นฉันมีโอกาสที่จะไม่มีพรเลยเหรอ”เอมิเลียเสียงละห้อย
“ไม่มีค่ะ” ฮันนาพูดด้วยเสียงหนักแน่น“ค่าเ่าั้เก็บมาจากมนุษย์ อย่างเทวทูตไม่มีใครที่ไม่มีพรเลย พรสองข้อก็มีกันถึงหนึ่งในสิบสามข้อก็มีตั้งสามองค์จาก ๙๙๙ องค์” ฮันนาอธิบาย“ส่วนที่การเรียกผู้กล้าเป็เื่ใหญ่นัก สาเหตุหนึ่งก็เพราะผู้กล้าจะมีองค์ประกอบของพร๕ ประการอย่างแน่นอนค่ะ”
หลังจากนั้นไม่นานพรแรกที่ตื่นขึ้นมาคือ ล่ามพันลิ้น พลังที่เร่งการเข้าใจความหมายของแต่ละคำในภาษาที่ไม่รู้จักผ่านความรู้สึกที่สื่อมาจากิญญาคนสื่อสาร เป็พลังที่ก็สะดวกอยู่ในการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแม้แต่ตอนนี้เอง เธอก็สื่อสารกับคนทั่วไปในเมืองนี้ได้แล้ว
แต่พรนี้ก็ไม่ช่วยในด้านการต่อสู้เลยแม้แต่น้อยเมื่อข่าวเื่พรนี้แพร่ไปถึงหูชาวเมืองก็ทำผู้คนหวั่นไหว ว่าการเรียกผู้กล้ามาในครั้งนี้จะเป็ประโยชน์ต่อสถานการณ์ตอนนี้บ้างหรือไม่เพราะสิ่งที่ต้องทำเพื่อเรียกตัวเธอมายังโลกนี้ ดูท่าจะใช้ขั้นตอน งบประมาณและความร่วมมือมากมาย การที่เธอได้เห็นกษัตริย์สี่ดินแดนในห้องเดียวกันตอนเธอตื่นมาก็น่าจะเป็หลักฐานถึงเื่นั้นได้พอสมควร
“Guten Tag, Heldin” ทหารรับจ้างเชื้อสายเอลฟ์ที่มาฝึกวิชาหอกให้เธอในบ่ายนี้ทักทายเธอ
พวกเอลฟ์เองก็พูดภาษาเดียวกับภาษาบ้านเกิดของเธอทำเธอยิ่งสงสัยในประโยชน์ของพรที่เธอได้มา
“อย่าได้แคลงใจไปเลยค่ะท่านผู้กล้า”ฮันนาปลอบเอมิเลีย ขณะค่อยๆ เทน้ำทำความสะอาดผมยาวสลวยสีทอง ขณะสาวรับใช้คนอื่นนำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเช็ดเหงื่อไคลสาวน้อยผู้ทรงเกียรติหลังการซ้อมที่ต้องใช้กำลังมาก“์มอบพรที่เหมาะสมให้ทุกท่านอยู่แล้วแหละค่ะ”
“นั่นสินะ เรายังมีอีกตั้งสี่พรต้องแกร่งกว่านี้อีกได้แน่” หลังจากนี้ทุกๆบ่าย เธอยังคงต้องซ้อมทั้งหอก ดาบ ธนูดาบยาว และอื่นๆ มากกว่านี้อีก ในขณะทุกเช้าก็ยังคงฝึกเวทกับคนที่สระผมเธอให้อยู่ตอนนี้
หลังอาบน้ำเสร็จ เอมิเลียแต่งตัวในชุดเดรสแล้วรับประทานอาหารกับฮันนาแม้ว่าเ้าตัวอยากจะกินกับสาวใช้ทุกคนก็ตาม เพราะอาหารชุดใหญ่เต็มโต๊ะมานั่งกินเพียงคนเดียวก็เหงาไม่ใช่น้อย แต่ทุกคนก็ปฏิเสธด้วยตำแหน่งหน้าที่ตนเองมีเพียงฮันนาผู้เดียวเท่านั้นที่หลังตื๊ออยู่สองสามวันก็ยอมนั่งกินด้วยแม้จะเฉพาะอาหารค่ำก็ตาม
ฮันนานั่งรอผู้กล้าเปิดประเดิมคำแรกก่อนจะค่อยๆ กินตามอย่างเรียบร้อย ผู้กล้าเปิดขวดไวน์ รินออกมาเต็มแก้ว เธอดื่มเป็มาั้แ่อยู่โลกเก่าแล้วแม้จะเคยแต่เบียร์หมักก็ตาม เธอดื่มไวน์บางส่วน ก่อนจะใช้ส้อมพันพาสต้าขึ้นมากินต่อ
เอมิเลียคุยกับฮันนาพลางกินอาหารเย็นแม้จะค่อนข้างเป็การคุยอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่อีกฝ่ายค่อยๆ กินอาหารของตนอย่างตั้งใจโดยไม่ตอบกลับนอกจากสายตาเย็นๆของเธอ
“อย่างนี้เองเหรอเธอเพิ่งได้เลื่อนขั้นมาเป็ระดับอิทธิเทวาไม่นานนี้เหรอ เป็หัวหน้าคณะของเหล่าศักดิเทวาด้วย”เธอตื่นเต้นกับเื่ราวที่ฮันนาเริ่มบอกเล่าหลังจากรับประทานอาหารมาจนพอ
“อย่างที่บอก เทวทูตมีสามชั้น เอกโท ตรี ชั้นละสามคณะ คณะอิทธิเทวาของฉันคือคณะต่ำสุดของชั้นโท สูงกว่านี้คือคณะธรรมเทวาและสูงสุดชั้นโทคือคณะขัตติยเทวา” ฮันนาเล่าต่อ “ฉันเองเป็หนึ่งในสองหัวหน้าของคณะศักดิเทวาคณะสูงสุดของชั้นตรี เทวทูตชั้นตรีอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ใต้ท่านเทวทูตเน็ทซ์ ออกไปรับภารกิจอื่นๆอยู่บ่อยครั้ง”
“แต่ภารกิจต่างๆของเทวทูตนั้นอันตรายมากสำหรับชั้นตรี หากจะอยู่เป็สายบุ๋นให้ปลอดภัยก็คือในคณะฝั่งดิฉันนี่แหละค่ะ”ฮันนาบอกต่อ “พวกเด็กๆ เหล่านี้ก็เทวทูตทั้งนั้น”ฮันนาหันหลังกลับไปหาเหล่าคนรับใช้วัยแรกรุ่นที่กำลังยืนรอเก็บจาน
“อ๊ะ พวกเธอก็เทวทูตงั้นเหรอ” เอมิเลียหันกลับไปหาพวกเธอก็ยิ้มเขินๆ แล้วคำนับให้ “อย่างนี้นี่เอง” เอมิเลียจิบไวน์อีกคำ เธอเริ่มรู้สึกมึนงงเอมิเลียคิดว่าตัวเองเพลียจากการซ้อม หรือว่าไวน์นี้มันเข้มเกินไปหรือเปล่า แต่เธอกลับเริ่มพูดไม่เป็คำหายใจลำบาก ฮันนาและเหล่าเทวทูตเข้ามาพยุงไว้ทันที
“โฟกัสเวทไว้นะคะท่านครีเกอร์”ฮันนาบอก ก่อนขึ้นไปสังเกตสารพันอาหารที่เอมิเลียกินเธอเริ่มชิมอาหารที่เธอเองไม่ได้กินทีละคำ ก่อนจะจิบไวน์
“ไวน์นี้ใครเอามา” เธอหันมาถามสาวใช้สองคนที่กำลังพยุงเอมิเลียลงนอนกับพื้น
ทั้งคู่หันหน้าหากันเพื่อยืนยันความจำว่าตรงกันก่อนหันกลับมาบอกเ้านายตนเอง“เอมี่ค่ะ”
ฮันนาพุ่งออกนอกห้อง เรียกหาเอมี่ สั่งเหล่าคนรับใช้ที่เป็มนุษย์ทั้งหลายรอบข้างไปหา
“จะลงทะเบียนประกาศให้เอมี่เป็ ‘ฟอลเลน’ เลยไหม ฮันนาเอล” ชายตัวใหญ่กำยำสูงเกือบเท่าประตูหน้าเหลี่ยม ตัวเต็มไปตัวแผลเป็ เดินออกมาจากห้องข้างๆ
“ท่านคามาเอล” ฮันนาคุกเข่าคำนับ“เรายังไม่ได้สืบสวน ดิฉันคงยังปรักปรำเธอไม่ได้” ฮันนาตอบกลับด้วยเสียงสั่นๆ
“แต่ถ้าท่านผู้กล้าเป็อะไรไปเธอเองจะซวยเอานา” ชายตัวโตลูบท้ายทอยตนเอง “ในฐานะหัวหน้าฉันเองก็ไม่อยากขึ้นทะเบียนว่าเธอเป็ผู้ร่วงหล่นกะเขาด้วย”
เสียงเก้าอี้ไถกับพื้นเอี๊ยดอ๊าดเสียงระงมของเมดสาวสองคน ตามด้วยเสียงมือกดลงกับโต๊ะอาหารดังขึ้นมาจากในห้อง
“ฉันไม่เป็ไรหรอกค่ะ”เอมิเลียพูดขึ้นพลางพยุงตัวยืนขึ้น “เหมือนพรข้อสองฉันจะล้างพิษได้นะคะ”ผู้กล้ายิ้มให้ทั้งสองผ่านช่องประตู เหงื่อท่วมตัว สีหน้ายังค่อนข้างซีด แต่อาการดูทรงตัวแล้ว
ผู้กล้าตื่นมาพร้อมพรข้อสอง ‘efficientanatomy’ (กายวิภาคทรงสมรรถ)
“โอ้ ยินดีด้วย ท่านผู้กล้า”ชายตัวโตแสดงท่าทียิ้มแย้ม “กับเธอด้วยนะ” เขาหันลงมาหาฮันนา
เขาเดินเข้ามาโค้งให้เอมิเลีย “ฉันเทวทูต ชั้นโท คณะขัตติยเทวา คามาเอล เป็หัวหน้าเทวทูตคณะอิทธิเทวารวมถึงฮันนาเอลด้วย”
กลางค่ำคืนที่มืดมิด ข้างนอกเมืองเงาเทวทูตสาวผู้ร่วงหล่นกำลังวิ่งออกมาห่างจากเมือง เธอพบกับเงาประหลาดอีกเงาหนึ่ง
“ฉันวางยาไว้ตามสั่งแล้วค่ะ คงทำตามที่สัญญาสินะคะ”เธอพูดพลางหอบ
“เธอได้ดูมันกินยาเขาไปไหม”เงาปริศนาถามกลับ “กินไปครบโด๊สไหม ลงไปหมดลมหายใจหรือยัง”
“ถ้าอยู่ดูขนาดนั้นฉันก็โดนปลดประจำการสิคะ” เทวทูตสาวเถียงกลับ
“นี่ฉันจ้างคนที่แม้แต่แสร้งทำเป็บริสุทธิ์ไม่ได้เหรอวะเนี่ย”เงาปริศนาอารมณ์เสีย เขาหลับตานิ่งไปสักพักก่อนสะบัดมือไปทางเมดสาวจนล้มลงของเหลวไม่ทราบสีไหลทะลักออกมาจากตัวนาง
“มันยังมีชีวิตอยู่” เงาปริศนาบ่น“แล้วพรใหม่เ้าปัญหายังตื่นขึ้นมาอีก”