เออิจิค่อยๆเดินจากชั้นบนสุดของสำนักงานกิลด์ลงมาที่ชั้นล่าง สายตาหลายร้อยคู่จับจ้องมาที่ตัวของเขาเป็ตาเดียว
'ช่างเป็ความรู้สึกที่คุ้นเคยเสียจริง' เออิจิเหลือบมองผู้คนที่กำลังจับจ้องมาที่เขา 'สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็คงจะเหมือนเดิมสินะ'
"คุยกันจบแล้วเหรอ" เสียงของจอมเวทย์แมทธิวดังขึ้นมาจากทางด้านข้าง
เออิจิหยุดฝีเท้าของเขาลงก่อนจะหันหน้าไปมองทางต้นเสียง "อืม" เออิจิพยักหน้าตอบรับ
"แล้วกิลด์มาสเตอร์ได้พูดอะไรอีกไหม เขาได้บอกอะไรกับเ้าอีกหรือเปล่า"
"อยากรู้เ้าก็ไปถามเขาด้วยตัวเองสิ ข้าไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาตอบคำถามเ้า" กล่าวจบเออิจิก็หมุนตัวแล้วเดินผ่านหน้าจอมเวทย์แมทธิวไปอย่างไร้เยื่อใย
ทำเอาสายตาที่จับจ้องอยู่หลายคู่ถึงกับตกตะลึง ทันใดนั้นห้องโถงที่เคยเงียบสงบก็ะเิเสียงพูดคุยกันออกมาอย่างเซ็งแซ่
"เด็กคนนั้นเป็ใครกัน! ทำไมถึงกล้าพูดแบบนั้นกับจอมเวทย์เก้าวงแหวนอย่างท่านแมทธิวล่ะ เขาไม่กลัวตายเลยรึยังไงกัน"
"นั้นสิ! ข้าว่าสมองของเขาต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ กล้าพูดแบบนั้นกับจอมเวทย์เก้าวงแหวน ดูท่าจะจบศพไม่สวยซะแล้ว"
"แต่ทุกคนอย่าลืมสิ ก่อนหน้านี้เด็กนั่นเพิ่งจะเดินตามกิลล์มาสเตอร์เข้าไปในห้องทำงานของเขานะ ไม่แน่ว่าเด็กนั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุความวุ่นวายเมื่อสักครู่นี้ก็ได้"
"จริงด้วย!" หลายคนในห้องโถงกล่าวขึ้นอย่างเห็นชอบ
"ว่าแต่เด็กนั่นเป็ใครกันแน่นะ สามารถทำให้กิลล์มาสเตอร์ต้องลงมาเชิญด้วยตัวเองแบบนั้นได้ เขาต้องไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาแน่"
"หรือเป็เพราะแบบนี้ เลยทำให้เขากล้าพูดจาสามหาวกับจอมเวทย์เก้าวงแหวนอย่างท่านแมทธิว อืม?...ข้าว่ามีความเป็ไปได้นะ"
"ก็จริงนะ! ไม่อย่างงััั้นเขาคงไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองแบบนั้นกับท่านแมทธิวแน่"
ในระหว่างที่ห้องโถงกำลังอื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยถกเถียงกันของเหล่านักผจญภัย จู่ๆชัั้นบนสุดของสำนักงานกิลด์ก็มีเสียงที่น่าเกรงขามของกิลด์มาสเตอร์ดังลอยลงมา
"เงียบกันได้แล้ว เอะอะเสียงดังอะไรกันขนาดนั้น" น้ำเสียงของกิลด์มาสเตอร์เต็มไปด้วยความเหี้ยมหาญดุดัน "จำเอาไว้ให้ดี เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปภายนอกอย่างเด็ดขาด และคนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง กล้าปล่อยให้เื่ราวในวันนี้เล็ดลอดออกไปถึงหูผู้คนด้านนอก จนเกิดเป็ข่าวลือแปลกๆขึ้นมาล่ะก็ ข้าสัญญาด้วยนามของนักรบทมิฬ ว่าจะตามล่าและสังหารมันผู้นั้นอย่างสุดความสามารถของข้า"
ภายในห้องโถงกิลด์มีนักผจญภัยมากกว่าร้อยคน บัดนี้ทุกคนยืนตัวตรงอยู่กับที่ เงียบกริบไม่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมาอีก เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจเมื่อครู่นี้ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลััวและตรึงเครียด พวกเขาตระหนักรู้ได้ในใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน
แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามและไม่กล้าสนทนาเื่นี้ต่อในอนาคต นั่นเพราะชื่อเสียงของนักรบทมิฬที่เป็สมญานามของกิลด์มาสเตอร์เป็ที่รู้จักกันดีในเื่ของความโเี้ มีข่าวลือแว่วๆตามลุ่มแม่น้ำมาว่า กิลด์มาสเตอร์เคยเอาชนะสัตว์อสูรสายเืโบราณได้ด้วยตัวคนเดียว ด้วยสีของชุดเกราะและดาบทมิฬที่อาบเืของสัตว์อสูรสายเืโบราณตนนั้นไปทั่วทั้งตัว ทำให้กิลด์มาสเตอร์ถูกขนานนามว่านักรบทมิฬั้แ่นั้นเป็ต้นมา
และยังมีคนกล่าวอีกว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นกิลด์มาสเตอร์โกรธแค้นและบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด ออร่าดาบพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างก็ตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง และด้วยความดุดันเหี้ยมเกรียมของการต่อสู้ในครั้งนั้น ได้เกิดเป็เื่ราวมากมายตามมาในภายหลัง
"ยืนมุงอะไรกันอยู่ แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองกันได้แล้ว" น้ำเสียงที่เคร่งขรึมของกิลด์มาสเตอร์ดังลอยมาอีกหนึ่งคำรบ "ผู้บริหารกิลด์ทั้งหมดขึ้นมาประชุมที่ห้องทำงานของข้า ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง และจงจำไว้ให้ดีอย่าได้คิดจะเล่นตลกกับข้า หากเื่ในวันนี้หลุดรอดออกไปยังภายนอก ข้าจะทำให้พวกเ้ารู้สำนึกถึงการกระทำเพียงชั่ววูบของตนเอง"
นักผจญภัยทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องโถงแห่งนี้ ทำได้เพียงสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นของตนเองเอาไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงมีปัญหากับกิลด์มาสเตอร์อย่างแน่นอน
ทุกคนเริ่มกระจายตัวออกไปทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนพนักงานกิลด์ก็เข้าประจำตำแหน่งและทำงานเอกสารของตนเองต่อไป พวกเขาปรับตัวกับเื่ราวที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นั่นอาจจะเป็เพราะเื่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทำให้พวกเขาต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพราะหากต้องเก็บทุกเื่มาใส่ใจทั้งหมด เช่นนั้นพวกเขาคงยากที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้
เออิจิเดินออกไปจากสำนักงานกิลนักผจญภัยโดยมีสายตาหลายร้อยคู่จับจ้อง แน่นอนว่าไม่มีนักผจญภัยคนไหนกล้าเข้ามาทักทายเออิจิเลยแม้แต่คนเดียว
"ความมั่งคั่งชื่อเสียงและอำนาจ นี่คือสิ่งที่ผู้คนบนโลกไม่สามารถขาดมันได้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของผู้แข็งแกร่งก็สามารถกำหนดชะตากรรมของผู้อ่อนแอได้แล้ว สัจธรรมความจริงอย่างปลาใหญ่กินปลาเล็ก นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย" เออิจิจ้องมองหลังมือทั้งสองข้างของตนเอง ขณะเดียวกันก็นึกถึงภาพที่เกิดขึ้นในสำนักงานกิลด์เมื่อครู่นี้
"ข้าเองก็ต้องรีบทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น เพราะความแข็งแกร่งที่มีในปัจจุบันมันยังไม่เพียงพอ" เออิจิแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "แต่ถ้าหากข้าทำทุกอย่างเหมือนกับในชาติที่หนึ่ง แน่นอนว่าข้าต้องเป็ผู้ใช้ดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่ต่างไปจากเดิม เพราะฉะนั้นในชาตินี้ข้าจะฝึกฝนอาวุธหอกเป็หลัก ในขณะเดียวกันก็ฝึกฝนพลังเวทย์และขัดกับวิชาดาบที่มีให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น หากว่าทำถึงขนาดนี้แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าชะตากรรมที่ได้จะออกมาเหมือนเดิม มันต้องแตกต่างออกไป ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม"
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเออิจิก็เดินมุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันออกของป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า ไม่นานเขาก็มาถึงประตูป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่าฝั่งตะวันออก ซึ่งด้านหน้าคือสถานที่ที่ผู้คนเพียงน้อยนิดจะกล้าเหยียบย่างเข้าไป ป่าขนาดใหญ่ที่มีูเาสูงทะยานเยี่ยมเมฆสูงซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ ณ เส้นขอบฟ้า มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากมายเพ่นพ่านอยู่ทัั่วทุกพื้นที่ สถานที่แห่งนี้ก็คือแดนรกร้างซึ่งถูกขนานนามว่าหนึ่งในแปดพื้นที่ต้องห้ามของเหล่ามวลมนุษย์
"ช้าก่อนน้องชาย" เสียงของทหารยามคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง "นี่เ้าจะเข้าไปในป่าแห่งนั้นอีกแล้วเหรอ"
"ใช่" เออิจิตอบรับโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง
"ข้าขอเตือนเ้าด้วยความหวังดีนะ อย่าเข้าไปในป่านั้นอีกเลย ข้าไม่อยากบอกลากับคนหนุ่มอย่างเ้า" ทหารยามคนนั้นกล่าวขึ้นมาอย่างเป็ห่วง "ถึงแม้ว่ามันจะสิ้นหวัง แต่พยายามใช้ชีวิตต่อไปในป้อมปราการแห่งนี้ไม่ดีเหรอ"
"..." เออิจิไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด เขาเอามือไพร่หลังยืนสงบนิ่งแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "บนโลกใบนี้มีสิ่งที่บุรุษควรทำอยู่ ไม่ว่ามันจะยากลำบากสักแค่ไหนก็ตาม" กล่าวจบร่างของเออิจิก็หายวับไปจากตรงนั้น
ทหารยามคนนั้นจ้องมองร่างเงาของเด็กหนุ่มที่หายไปด้วยความตกตะลึง และทหารยามคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่น แต่เป็หนึ่งในสองทหารยามที่เคยพูดคุยกับเด็กหนุ่มเมื่อคืนวานนี้เอง