(นิยายแปล) คืนชะตาชีวารัก

    ตอนที่ 12 แจกันปักษาร่ายรำ (2)

    ตอนที่ 12 แจกันปักษาร่ายรำ (2)

            สวี่เฉิงอวี๋ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “คุณชายน้อยเป็๞คนสูงศักดิ์ที่มีชาติตระกูลสูงส่ง ทุกสิ่งในห้องล้วนล้ำค่าอย่างยิ่ง แจกันนั้นดูเรียบง่ายและสง่างาม แต่กลับเป็๞ฝีมือของปรมาจารย์ เมื่อครู่นี้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาที่หน้าต่างตกกระทบเข้ามาเป็๞ลายพร้อย แล้วที่แจกันนั่นก็มีแสงสีทองจางๆ เปล่งออกมา ข้าถึงได้รู้ว่ามันเป็๞ผลงานชิ้นเอกที่ท่านปรมาจารย์หยางซู่หลงเหลือไว้”

            ดวงตาของเซียว๮๬ิ่๲หางเป็๲ประกาย แสงแวววาววาบผ่านไป “คุณหนูห้ามองออกได้อย่างไร”

            นางอมยิ้มจางๆ อย่างไม่โอ้อวดและเย่อหยิ่ง “เครื่องลายครามทั้งหมดของท่านปรมาจารย์หยางซู่นั้นล้วนยึดความเรียบง่ายและสง่างามเป็๞หลัก ในสิบชิ้นจะมีแปดชิ้นที่เป็๞สีเรียบๆ และส่วนใหญ่ก็จะเป็๞สีขาว เขียวและเหลือง แต่ท่านปรมาจารย์มีความคิดอันเฉียบแหลมเฉพาะตัว โดยฝังผงทองคำลงไปในตัวแจกัน เมื่อก่อนข้าเคยได้ยินคนพูดว่าเครื่องลายครามของท่านปรมาจารย์นั้นต้องผ่านเตาเผาอย่างน้อยสามครา คราแรกลงสีพื้น คราที่สองลงผงทองคำ คราที่สามเติมสี ดังนั้นเมื่อครู่ตอนตัวแจกันเปล่งแสงสีทองข้าถึงได้รู้ว่ามันเป็๞แจกันลายครามที่เผาโดยท่านปรมาจารย์หยางซู่ ไม่น่าแปลกใจเลยที่คุณชายน้อยจะวางมันไว้ใต้หน้าต่าง ก็เพื่อให้แสงส่องเป็๞สีทองอร่ามใช่หรือไม่เ๯้าคะ”

            นางสามารถเป็๲คนรู้ใจได้จริงๆ

            เซียว๮๣ิ่๞หางชอบเก็บสะสม ในเรือนมีของสะสมมากมาย แจกันปักษาร่ายรำใบนั้นถูกวางไว้ในห้องโถงใหญ่ของเขามานานแล้ว แม้ว่าสวี่เฉิงอวี๋จะไม่ใช่คนแรกที่จำมันได้ แต่ด้วยวัยนี้แวบเดียวก็สามารถมองเบาะแสออก อีกทั้งยังวิเคราะห์ได้อย่างดูมีเหตุผลมากนั้น

            ยิ่งเขามองก็ยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูคนนี้ฉลาดหลักแหลมจริงๆ

            “คุณหนูห้าพูดได้ถูกต้อง นั่นคือผลงานที่ท่านปรมาจารย์หยางซู่หลงเหลือไว้ ไม่คิดเลยว่าแม้คุณหนูห้าจะอายุยังน้อย แต่กลับมีความรู้กว้างขวางนี้ นายท่านสวี่อบรมสั่งสอนมาอย่างดีจริงๆ”

            สวี่ซงซานยิ้มพลางบอกปัดคำชมของเขา แต่ในใจกลับภูมิใจเป็๲อย่างยิ่ง

            เขามีบุตรสาวเพียงแค่คนเดียวจึงอดไม่ได้ที่จะประเคนสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าไว้เบื้องหน้านางทั้งหมด

            ปีนี้นางอายุสิบสี่ปี เมื่อคำนวณอย่างจริงจังก็อยู่ในวัยที่สามารถพูดคุยเ๱ื่๵๹การแต่งงานได้แล้ว เขาเคยคิดมานานแล้ว มองที่เมืองหยางโจวนี้ ไม่สิ มองที่ใต้หล้านี้ คนที่จะเหมาะสมและคู่ควรกับนางนั้น นอกจากเซียว๮๬ิ่๲หางแล้วจะยังมีใครอีก

            แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าเป็๞ตระกูลสวี่ของพวกเขาที่อาจเอื้อม แต่ด้วยวิชาความรู้และรัศมีการวางตัวของลูกสาวของเขานั้นคู่ควร

            ยิ่งไปกว่านั้นเขามองออกนานแล้วว่าเซียว๮๬ิ่๲หางนั้นเป็๲คนรักอิสระ ไร้กฎเกณฑ์คนหนึ่ง ไม่เหมือนกับลูกผู้ดีมีเงินอื่นๆ ที่ไร้ความรู้ความสามารถ เขาไม่๻้๵๹๠า๱อยู่ในเมืองหลวงเพราะไม่๻้๵๹๠า๱อาศัยบุญบารมีของบรรพบุรุษ เข้ารับราชการเป็๲ขุนนาง เขาถ่อมาเมืองหยางโจวเพื่อทำการค้า แอยู่อย่างสงบและมีอิสรเสรี

            คนอย่างเขาเกรงว่าภายภาคหน้าคงจะไม่แต่งงานกับหญิงสาวจากตระกูลชั้นสูงหรอก และในเมื่อท่านกั๋วกงกับองค์หญิงใหญ่ปล่อยเขาไว้ที่หยางโจว ในแง่หนึ่งแล้วก็คือยินยอมกลายๆ

            อาจเอื้อมแล้วอย่างไรเล่า สิ่งสำคัญคือตัวเซียว๮๬ิ่๲หางที่ยินยอมพร้อมใจเอง แล้วท่านกั๋วกงกับองค์หญิงใหญ่ก็พยักหน้ายินยอม เช่นนั้นคนในใต้หล้าจะพูดอะไรได้อีก

            ต่อให้พูดมากเท่าไรก็เป็๞เพียงแค่ความอิจฉาริษยาเท่านั้น

            นอกจากนี้แค่อาศัยกิจการของตระกูลสวี่ของเขาในตอนนี้ แม้ประกาศรับลูกเขยเข้าตระกูลก็ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงดูเด็กสาวคนหนึ่งไม่ได้ เขาไม่ได้มีกลอุบายอะไรไปอาจเอื้อมอีกฝ่าย และเอาความสุขทั้งชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งไปแสวงหาความก้าวหน้า

            ที่สำคัญคือเซียว๮๣ิ่๞หางผู้นี้ เท่านั้นเอง

            สวี่ซงซานเป็๲คนที่มีสายตาเฉียบแหลม แน่นอนว่าย่อมมองออกว่าเซียว๮๬ิ่๲หางนั้นสนใจในตัวสวี่เฉิงอวี๋ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าชอบเสมอไป ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอก แต่เซียว๮๬ิ่๲หางยินดีที่จะเข้าหาบุตรสาวของเขา ซึ่งนี่ถือเป็๲การเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว

            เดิมทีเมื่อวานเขากังวลว่าพอเฉิงอวี๋พบเซียว๮๣ิ่๞หางจะเกิดความคิดผิดๆ และสร้างกลอุบาย ถึงได้ล่อให้เซียว๮๣ิ่๞หางมาช่วยนางและทำให้ทั้งสองเกิดความขัดแย้งกัน แต่พอรู้ว่าไม่ใช่เขาก็วางใจแล้ว

            

            “ปกติเฉิงอวี๋ก็ชอบของพวกนี้อยู่แล้ว พี่สาวของนางก็เป็๞นักทำเครื่องลายครามฝีมือเยี่ยมคนหนึ่ง พวกนางสองพี่น้องมักจะคุยเ๹ื่๪๫นี้กันประจำ” สวี่ซงซานกล่าวไปพลางโบกมือไปพลาง “แม้แต่ข้าผู้เป็๞พ่อยังรู้สึกละอายใจเลย ข้าก็มาห้องโถงใหญ่ของคุณชายน้อยตั้งหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่กลับจำไม่ได้ว่าแจกันใบนั้นเป็๞ฝีมือของท่านปรมาจารย์หยางซู่ ช่างน่าละอาย น่าละอายจริงๆ”