.....
"ให้พ่อกับแม่ตามไปด้วยได้ไหมคิน?" มาเรียพูดขึ้นมาทันที เมื่อเธอได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูดออกมา
"แม่ครับผมไม่ใช่เด็กอายุ10ขวบแล้วนะครับ แล้วอีกอย่างผมก็มีพลังที่เหนืุ์ด้วย การเดินทางครั้งนี้ผมตั้งใจจะไปฝึกฝน จริงๆเพราะหากผมยังไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ เราก็อย่าหวังเลยครับว่าจะมีโอกาศกลับไปยังโลกของเรา"
ภาคินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง และแน่วแน่เพราะเขาไม่อยากจมอยู่ในเมืองนี้และขายของตลอดไปแน่ ส่วนเื่ที่มาเรียเป็ห่วงเขาก็เข้าใจ ไม่ใช่เื่แปลกอะไรเพราะที่แห่งนี้มันเป็โลกที่เธอไม่รู้จัก ดังนั้นการที่จะปล่อยให้ลูกชายเพียงคนเดียวออกไปผจญภัยในโลกกว้างนี้ มันจึงทำให้เธอรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
"อย่าทำให้ลูกลำบากใจสิมาเรีย หากพวกเราตามไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเหรอก แถมยังจะกลายเป็ภาระให้ลูกอีกดูตอนนี้สิขนาดลูกของเราเพิ่งจะมาถึงก่อนเราแค่ไม่กี่วัน เขายังสามารถเปิดร้านที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้ เื่นี้อย่าว่าแต่เด็กคนอื่นเลยแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราก็ทำไม่ได้ และหากเกิดอันตรายอะไรกับลูกของเราจริงๆ เขาก็ยังมีลูกกลมๆสีฟ้านั่นอยู่นะอย่าลืมสิ..."
ตอนนี้ภูมิกำลังช่วยพูดให้ภาคินอยู่ เพราะภูมิเข้าใจความคิดของลูกชายตัวเองดี เพราะจากคำใบ้ที่ให้มาดูเหมือนคนที่อยู่เื้ัของพลนั้น จะเป็บุคคลระดับสูงของประเทศด้วย ดังนั้นนี้จึงเป็ทางเดียวที่พวกเขาพอจะทำได้ในตอนนี้
หลังจากที่คิดหาทางออกและถกเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดมาเรียก็ยอมให้ลูกชายของเธอออกไปฝึกฝนในเมืองใหญ่ระดับ2เพราะนี้คือทางเดียวที่พอจะช่วยพวกเขาได้จริงๆ ส่วนพวกเขาที่อยู่เมืองนอริชนี้ก็จะคอยฝึกฝนตัวเองและหาเงินทุนไปด้วยเนื่องจากในอานาคตพวกเขาจำเป็ต้องได้ ใช้มันแน่ๆ
แล้วเ้าเมืองนอริชยังกำชับนักหนาว่าไม่ต้องเป็ห่วง เพราะเขาได้ร่างจดหมายรับรองให้แล้ว และเมืองใหญ่ระดับ2ก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองนอริชด้วย ดังนั้นภาคินจึงสามารถกลับมาเยี่มพวกเขาได้ทุกเมื่อที่้า
5 วันผ่านไป..
และแล้ววันเวลาก็เลยผ่านไปอีกราวๆ5วัน รวมเป็12วันแล้วหลังจากที่ภาคินพาครอบครัวมาอยู่ในต่างโลกแห่งนี้และวันนี้ก็เป็วันที่ภาคินจะต้องเดิน ทางออกจากเมืองนอริชเพื่อไปยังเมืองใหญ่ระดับ2 ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรโดยการเดินทางครั้งนี้เ้าเมืองนอริชได้เตรียมรถม้า พร้อมคนขับให้เป็การส่วนตัว
ซึ่งภาคินก็รับเอาไว้ด้วยความยินดี เพราะเขานั้นยังไม่รู้จักเส้นทางในการเดินทางไปยังเมืองใหญ่ระดับ2 แต่ก่อนจะจากไปภาคินได้ย้ำกับทาง เ้าเมืองว่าให้หาคนมาช่วยสอนเวทย์มนตร์ให้พ่อและแม่ของเขาด้วย ซึ่งเ้าเมืองนอริชก็รับปากไว้อย่างดีว่าจะหาคนมาสอนพวกเขาทั้งสี่คน อย่างแน่นอน
"ผมจะพยายามกลับมาเยี่ยมบ่อยๆนะครับ คุณพ่อคุณแม่เองก็พยายามเรียนเวทมนตร์ให้ได้เร็วๆละ เพราะอีกไม่นานเราจะกลับไปโลกปัจจุบันกัน"
หลังจากกล่าวคำร่ำลาและเตรียมของทุกอย่างพร้อมแล้วจึงออกเดินทางทันที การเดินทางของภาคินนั้นไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนัก เพราะรถม้าที่เ้าเมืองนอริชให้มานี้เป็ม้าพันธุ์ดีที่แข็งแรง พวกมันสามารถวิ่งได้ทั้งวันโดยไม่หยุดพักเลย ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้จึงสะดวก และรวดเร็วกว่าการเดินทางของคนทั่วไปมาก
อีก10วันต่อมา
ณ ประตูทิศใต้ของเมืองมันติคอร์
"หยุด!!! บอกนามของพวกเ้าออกมา!!! พวกเ้าเป็ใครถึงได้กลัาขับรถม้าเข้ามาภายในเมือง!!"
เสียงของทหารเฝ้าประตูะโออกมาอย่างห้าวหาญ และไม่พอใจ เพราะเมืองใหญ่ระดับ2นี้มีกฏที่เข้มงวดว่าห้ามนำรถม้าหรือพาหนะทุกชนิดไม่ว่าจะเป็แบบไหนก็ตาม วิ่งเข้าไปภายในเมืองเด็ดขาด นอกจากบุคคลที่ได้รับการยกเว้นเท่านั้น
เพราะเมืองใหญ่ระดับ2แห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย ดังนั้นหากไม่มีกฏข้อนี้ ภายในเมืองก็คงจะเต็มไปด้วยรถม้าและพหานะอย่างแน่นอน เพราะผู้คนในเมืองนี้ส่วนมาล้วนร่ำรวยกันทั้งสิ้น
"นี้คือจดหมายรับรอง ของบุคคลที่อยู่ภายในรถม้าคันนี้.." คนขับรถม้ายื่นจดหมายรับรองที่เ้าเมืองนอริช ได้เตรียมเอาไว้ให้อีกหนึ่งฉบับ ไปยังทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูเมืองทิศใต้ ของเมืองมันติคอร์
หลังจากทหารพวกคนนั้นรับจดหมายรับรองมาอ่าน สิ่งแรกที่พวกมันเห็นก็คือ ตราประทับสีแดงสด ตราประทับแบบนี้เป็สิ่งที่บ่งบอกถึงพลังและอำนาจของคนๆนั้น ตราประทับที่แนบมาพร้อมจดหมายรับรองฉบับนี้คือ ตราประทับขุนนางระดับสูงที่ประทับนามอย่างชัดเจนเอาไว้ว่า ลอร์ดซาฟาราซ หรือชื่อเต็มก็คือ ซาฟาราซ โฮราเทียส ขุนนางระดับบารอน
เมื่อเหล่าทหารเห็นใบรับรอง พวกมันก็ตกตะลึงทันทีเพราะบุคคลที่กำลังอยู่ในรถม้าคันนี้ช่างสูงส่งนัก พวกมันรีบกล่าวคำขอโทษออกมาอย่าง รวดเร็วพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือก เพราะถึงแม้คนที่นั่งในรถม้าจะมาจากเมืองใหญ่ระดับ3 แต่ฐานะของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันสมควรจะล่วงเกินได้
ดังนั้นพวกมันจึงขอโทษออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุดก็ปล่อยให้รถม้าคันใหญ่ที่มีธงสีแดง วิ่งเข้าเมืองไปอย่างง่ายดายเพราะธงสีแดงที่ติดอยู่กับรถม้าของภาคินในตอนนี้ มันคือสิ่งที่บ่งบอกว่ารถม้าคันนี้ได้รับการอนุญาติให้วิ่งในเมืองได้แล้ว
และในขณะที่รถม้ากำลังวิ่งไปนั้น ภาคินกลับสงสัยมากว่าคนขับรถม้าของเขายื่นใบอะไรให้ทหารพวกนั้นดูกันแน่? พวกมันถึงได้ใกลัวขนาดนั้น แต่เขาก็ได้แค่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเงียบๆ ในขณะที่รถม้ากำลังวิ่งตรงไปยังโรงเรียนของเหล่าจอมเวทย์อยู่นั้น
ภายในห้องผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์
"ว่าไงนะ!!?? เ้าพูดจริงๆเหรอ!!?" น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ ดังออกมาจากร่างของชายชราคนหนึ่งที่มีอายุประมาณ 80-90 ปี และชายชราคนนี้คือผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์ประจำเมืองมันติคอร์นั่นเอง
"ข้าพูดจริงท่านผู้อำนวยการ เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะได้รับการติดต่อระยะไกล จากหัวหน้าทหารที่ประจำการอยู่ทางทิศใต้ของเมือง"
ชายที่พูดขึ้นมานี้คือรองผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์แห่งนี้ เื่ที่พวกเขากำลังใอยู่ในตอนนี้ก็คือเมื่อครู่พวกเขาเพิ่งได้รับข่าวด่วนจากหัวหน้าทหาร ที่ประจำการอยู่ทางทิศใต้ของเมืองมันติคอร์ว่า
ตอนนี้ได้มีบุคคลสำคัญของเมืองนอริชเมืองใหญ่ระดับ3 กำลังมุ่งหน้ามายังโรงเรียนจอมเวทย์ของพวกเขา แต่เื่นี้ก็ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาใ แต่เื่ที่พวกเขาใคือฐานะของคนๆนั้นมากกว่า
การที่คนพวกนี้จะใก็ไม่แปลก เพราะในจดหมายรับรองนั้น เ้าเมืองนอริชได้แต่งตั้งให้ภาคินเป็ถึงผู้พิทักษ์ของเมืองนอริชไปแล้ว ซึ่งผู้พิทักษ์นั้นมีอำนาจเป็รองเพียงเ้าเมืองเท่านั้น
และการที่เ้าเมืองนอริชตัดสินใจมอบตำแหน่งนี้ให้ภาคินก็เพราะว่า เ้าเมืองนอริชรู้ดีว่าด้วยความสามารถของภาคินในวันข้างหน้าเขาจะต้อง ประสบความสำเร็จอย่างมากแน่นอน ดังนั้นเ้าเมืองนอริชจึง้าที่จะเชื่อมความสัมพันกับภาคินั้แ่เนิ่นๆ โดยการแต่งตั้งภาคินให้เป็ผู้พิทักษ์ของเมืองนอริช ั้แ่ตอนนี้
"ปะไปเรียกอาจารย์ที่กำลังสอนมาให้หมด!! และเตรียมตัวต้อนรับคนๆนี้ให้ดีอย่าให้มีอะไรผิดพลาด การที่ผู้พิทักษ์ของเมืองใหญ่ระดับ3เดินทางมาที่โรงเรียนของเรานั้น จะต้องมีเื่สำคัญแน่ๆ เร็วเข้า!!"
ตอนนี้เหล่าอาจารย์ของโรงเรียนจอมเวทย์ ต่างสับสนและวุ่นวายไปหมด พวกเขาเริ่มรู้สึกเกรงและกังวลอยู่เล็กน้อยเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมคนระดับนั้นถึงเดินทางมาที่โรงเรียนของพวกเขา หรือว่าคนๆนั้นจะพาลูกหลานของตัวเองมาสมัครเข้าโรงเรียนแห่งนี้กันแน่?
หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง การเตรียมงานต้อนรับแบบฉับพลันก็เสร็จสิ้น ถึงโรงเรียนจอมเวทย์จะเป็โรงเรียนหลักของเมืองนี้แต่พวกเขาก็เป็เพียงคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นการที่พวกเขาเกรง และกลัวผู้พิทักษ์มันจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไร เพราะผู้พิทักษ์นั้นมีอำนาจมากมายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะนึกฝันอยู่ในกำมือ ดังนั้นไม่ว่าผู้พิทักษ์คนนั้นจะมาจากเมืองใหญ่ระดับไหน สุดท้ายแล้วคนๆนั้นก็มีพลังอำนาจมาก และไม่สมควรเข้าไปล่วงเกินได้อยู่ดี
"มะมาแล้วๆ มาแล้วขอรับผู้อำนวยการ!!!"
รองผู้อำนวยการพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้ด้านหน้าของโรงเรียนจอมเวทย์ปรากฏรถเป็ม้าคันใหญ่ ที่มีธงสีแดงติดเอาไว้อย่างชัดเจน กำลังวิ่งเข้ามาภายในโรงเรียนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นเต้นของเหล่าอาจารย์และนักเรียนของโรงเรียนจอมเวทย์
รถม้าค่อยๆวิ่งเข้ามาอย่างช้าๆ จนในที่สุดเมื่อมาถึงด้านหน้าของเหล่าอาจาร์ยโรงเรียนจอมเวทย์ มันจึงได้หยุดลง..
"พวกเราเหล่าอาจาร์ยของโรงเรียนจอมเวทย์ ขอต้อนรับการมาเยือนของท่านผู้พิทักษ์!!!"
"พวกเราเหล่าอาจาร์ยของโรงเรียนจอมเวทย์ ขอต้อนรับการมาเยือนของท่านผู้พิทักษ์!!!"
ผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์ และอาจารย์คนอื่นๆกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม และเมื่อเสียงของพวกเขาเงียบลง ประตูรถม้าที่ถูกปิดสนิทมานานก็ค่อยๆถูกแง้ม…และเปิดออกอีกครั้งอย่างช้าๆ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ระดับขุนนางในเื่
ดยุก (Duke)
มาควิส (Marquess)
เอิร์ล (Earl)
ไวเคานต์ (Viscount)
บารอน (Baron)
****ผู้พิทักษ์ คือตำแหน่งที่ขุนนางมอบให้ คล้ายๆกับตำรวจทหารที่มีตำแหน่งสูงสุดในเมืองที่ประจำการอยู่
แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็ขุนนาง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เป็บุคคลที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจล่วงเกินได้อยู่ดี เพราะบุคคลเหล่านี้มีทั้งพลัง และอำนาจอยู่ในมือมากเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าไปตอแยได้ ****
เมืองใหญ่ในเื่จะถูกแบ่งออกตามขนาดและความแข็งแกร่งของเมืองๆนั้น โดยมีทั้งหมด 6 ระดับ
1. เมืองหลวง เมืองที่พระาาของอาณาจักรเพนดราก้อนอาศัยอยู่
2.เมืองใหญ่ระดับ1 เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า10ล้านคนขึ้นไป
3.เมืองใหญ่ระดับ2 เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า7ล้านคนขึ้นไป
4.เมืองใหญ่ระดับ3 เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า4ล้านคนขึ้นไป
5.เมืองใหญ่ระดับ4 เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า1ล้านคนขึ้นไป
6.เมืองเล็กๆน้อยๆ และพื้นที่ๆยังไม่ถูกโดยขุนนาง พื้นที่แห่งนี้พระาาของอาณาจักรเพนดราก้อน จะใช้เป็รางวัลเพื่อมอบมันให้กับขุนนางที่ทำความดีความชอบ และจงรักภักดี