หลังจาก ‘เขาคนนั้น’ ที่จนป่านนี้ฉวนลี่ถิงก็ยังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามสั่งให้คนพาหญิงสาวกับหลานชายเข้าพักในเรือนหนึ่งสันติสุขผ่านมาได้ราวห้าวันโดยมีหมอมาตรวจอาการป่วยอาเฉินในทุกเช้ากระทั่งวันหนึ่งเด็กชายวัยขวบกว่าซึ่งสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว กำลังวิ่งลิ่วผ่านประตูเพื่อจะไปยังสวนที่น้าสาวเคยอุ้มเขาไปนั่งเล่นร่างเล็กชนโครมเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาในห้องโถง ฉวนลี่ถิงร้องเสียงหลงดีที่อาเฉินไม่ล้ม เพราะเขาคนนั้นคว้าตัวไว้ทัน
“เสวี่ย...” บ่าวชายคนหนึ่งร้องขึ้นด้วยความใ ก่อนรีบหุบปากทันควันที่นางเห็นสายตาคมกริบของเขาตวัดไป
เสวี่ย...ถ้านั่นคือชื่อของเขาก็สมกับตัวดีแท้...เ็า แลดูเข้าถึงยาก
“อาเฉิน มานี่มา”หญิงสาวดึงตัวหลานชายมาใกล้ แล้วรีบกล่าว ขอโทษเขา “ข้าขออภัยแทนอาเฉินเ้าค่ะ” นางกล่าววาจานอบน้อมอย่างน้อยก็ไม่ให้เขาหรือใครดูแคลนว่านางไร้มารยาทได้อีกเป็หนสอง
“ข้าก็ไม่ได้ถือโกรธนี่”
ไม่โกรธนางกับอาเฉินก็ดีแล้วฉวนลี่ถิงลอบถอนใจเบาๆ ก่อนเปิดคำถามเข้าเื่ในทันที
“เอ่อ...ท่านจะให้ข้าพบบิดาอาเฉินได้หรือยัง”ฉวนลี่ถิงเมื่อรู้ว่าตนเดินมาถูกทางแล้วก็อยากให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ
นางอยากรู้เหลือเกินว่าบิดาจะยอมรับบุตรชายหรือไม่และหากรับแล้วจะเป็เช่นไรต่อไป แม้ทำใจกล้าแต่เสียงที่เปล่งออกมาก็อดจะแ่เบาราวกระซิบไม่ได้ชายหนุ่มตรงหน้านางนี้แม้สวมใส่เสื้อผ้ารูปแบบธรรมดา สีทึมเทาทว่ากลับส่งเสริมร่างสูงใหญ่ให้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์ รัศมีรอบตัวราวกับเรืองรองแผ่อำนาจของขุนนางอย่างไรอย่างนั้น
“คงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงกระมัง”
นางถามเขาอยู่นะไฉนไม่ตอบกลับ ยังมาย้อนถามคืนเสียได้
“แล้วบิดาอา...”
“ยังไม่กินมื้อเที่ยงใช่ไหม”
คนผู้นี้นี่ทำไมชอบขัดเวลาคนอื่นพูดนัก ก็ได้...นางยอมถอยก่อนก็ได้
“ยังเ้าค่ะ”
“เจิ้งเฉา”
ชายสูงวัยปราดเข้ามาใกล้เพื่อรอรับคำสั่ง
“สั่งให้คนจัดสำรับที่ศาลาด้านนอก”แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวล หากแต่ทรงอำนาจ น่าคร้ามเกรง
“ขอรับ นายท่าน”เพราะรับสั่งให้ปฏิบัติต่อกันดังเช่นนายบ่าวทั่วไปเมื่ออยู่ต่อหน้าฉวนลี่ถิงแม้ไม่คุ้นชินกับคำขานรับเท่าใดนัก แต่เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างก็ตั้งสติอยู่ในอาการสำรวมสงบปากสงบคำยิ่ง
เจิ้งกงกงถอยกายนำขันทีอีกสองคนตามออกไประหว่างรอสำรับอาหาร เสวี่ยอ๋องแห่งิอานก็ทรงเอ่ย “เดินคุยกันก่อนมื้ออาหารเสียหน่อยเป็ไร”
“ได้เ้าค่ะ” นางไม่กล้าปฏิเสธเ้าของเรือน เขาคิดเห็นว่าดี ก็ดีตามนั้นเถอะ ก็คงจนกว่านางจะได้พบบิดาของอาเฉินนั่นละ
ขณะก้าวขาเดินตามนั่นเองเด็กชายจากสกุลฉวนก็ยื่นมือไปจับสายรัดเอวซึ่งประดับด้วยพู่ไหมห้อยหยกขาวส่องแสงวิบวับสร้างความใให้ฉวนลี่ถิงเป็อย่างมากที่หลานชายทำเื่เสียมารยาทนางกำลังจะดึงแขนของเขา ชายหนุ่มเ้าของพู่ไหมห้อยหยกก็ส่ายหน้าเสียก่อน
“ช่างเถอะวิสัยเด็กมักเป็เช่นนี้” ทรงปล่อยให้อาเฉินจับพู่หยกสะบัดไปมาจนพอใจเมื่อเด็กชายปล่อยมือ ไม่ได้ร้องไห้โยเยจะเอาเป็ของตนดั่งเช่นเด็กอื่นเ้าของร่างสูงจึงแย้มพระโอษฐ์ให้เขาเล็กน้อย ก่อนเสด็จนำหน้ามีหญิงสาวจูงมือหลานชายเดินตามติดๆ
“หลายวันที่ผ่านมามีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะขอบคุณท่านมากที่ส่งท่านหมอมาตรวจอาการของอาเฉินทุกวัน”
“เขาชื่ออาเฉินสั้นๆเพียงเท่านี้น่ะหรือ”
“เขาเกิดในสกุลฉวนมารดาเขาจึงตั้งชื่อว่าฉวนเฉิน”
“อืม...พี่สาวเ้าบอกว่าบิดาเขานามเจิ้งเจี๋ยรึ”ในครานั้นพระเชษฐาทรงมิได้บอกพระนามแท้จริงออกไปแต่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่นามจักรพรรดิกับโอรสกลับมีความหมายใกล้เคียงกัน[1]
เขาพูดอย่างกับว่าบิดาของอาเฉินมิได้ชื่อเจิ้งเจี๋ยจริงคนฟังนึกเอะใจขึ้นมา
“หรือเขามีอีกชื่อที่พี่สาวข้าไม่รู้”
ฉวนลี่ถิงยังไม่ได้คำตอบก็พอดีขันทีและนางกำนัลในตำหนักยกสำรับมาตั้งในศาลาเสียก่อน
“กินข้าวกันก่อนเถอะประเดี๋ยวอาเฉินของเ้าจะหิวเสียก่อน”
ตามมารยาทผู้มาอาศัยเมื่อเ้าบ้านเอ่ยชวนแล้วจะให้ยืนกรานเอาคำตอบอยู่ฝ่ายเดียวเห็นทีจะถูกตำหนิว่าไร้การอบรมอย่างหนักฉวนลี่ถิงจึงนำหลานชายนั่งในที่ทางของตนเอง ตลอดการกินไม่เปิดปากซักถามใดๆ อีกแต่สายตาลอบมองอีกฝ่ายอยู่เป็ระยะ
หลายครั้งหลายหนที่สีหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มอยู่หน่อยๆยามมองอาเฉิน แต่หญิงสาวก็ยังเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดนางนึกขอบคุณในใจที่เขาไม่ได้แสดงอาการรังเกียจหลานชายที่ยังเด็กการกินอยู่จึงไม่ค่อยน่าดูนัก นี่สินะจึงมีคำกล่าวว่าหิมะหนาวเหน็บนั้นสามารถหลอมละลายให้ความชุ่มฉ่ำได้ดั่งน้ำเย็นใสเช่นกัน
ฉวนลี่ถิงพำนักอยู่ในเรือนหนึ่งสันติสุขได้สิบวันแล้วทว่ามิได้ย่างกรายออกนอกเขตเรือนแต่อย่างใด ยิ่งอยู่นานความสงสัยอัดอั้นใจยิ่งมากนางอยากรู้ว่าเ้าของเรือนมีฐานะใดในถูหยาง ชื่อเสียงเรียงนามแท้จริงทั้งของเขาและพี่ชายคือนามใดจำเป็ด้วยหรือที่พวกเขาต้องทำตัวซับซ้อนให้นางต้องปวดหัวเสียเวลาคิดเพียงนี้หรือนี่เป็เื่ปรกติของคนเมืองหลวง
นางเห็นถึงระเบียบวินัยของบ่าวไพร่ในเรือนก็คาดว่าเขาน่าจะเป็ขุนนางมากกว่าพ่อค้าคหบดี หรือถ้าใช่ตระกูลพ่อค้าใหญ่ก็คงเป็ตระกูลที่ปกครองคนอย่างเคร่งครัดในระเบียบแบบแผนเป็อย่างมากทุกคนปิดปากเงียบ การเคลื่อนไหวรวดเร็ว ทำงานคล่องแคล่ว แต่ไร้สุ้มเสียง
ขณะครุ่นคิดลำพังอยู่นั้นสาวใช้ประจำเรือนสองนางก็เดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งถืออ่างน้ำล้างหน้ามาด้วย
“เสี่ยวลู่กับเสี่ยวหลิงใช่ไหม”มีครั้งหรือสองครั้งที่นางได้ยินทั้งสองเรียกชื่อกันตัวนางเองไม่เคยออกปากเรียกใช้พวกนางเลยสักครั้ง เพียงขยับกายต่างคนก็ต่างรู้จังหวะว่านางกับอาเฉินตื่นเมื่อไร จะกินจะนอนตอนไหนทุกอย่างล้วนปฏิบัติเป็ขั้นตอนไม่มีขาดตกบกพร่อง จนนางนึกเกรงอกเกรงใจยิ่งด้วยว่าแท้จริงแล้วนางก็ชาวบ้านธรรมดาไม่คุ้นเคยให้คนคอยรับใช้หรือพินอบพิเทาเช่นนี้มาก่อน
“เ้าค่ะ” ทั้งสองตอบพร้อมเพรียง วางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะหน้ากระจกทองเหลือง
นางเคยแต่‘เ้าคะ...เ้าค่ะ’ กับคนอื่นฟังแบบนี้แล้วก็รู้สึกจั๊กจี้เหมือนกัน “เอ่อ...ข้าถามอะไรสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
สองสาวมองหน้ากันไปมาดังเกรงคำถามจากนางจะเป็เื่ยากหาคำตอบกระนั้น
“ได้หรือไม่”
“เ้าค่ะ” เสี่ยวลู่ตอบรับ นางมีรูปร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวลและตัวสูงกว่าเสี่ยวหลิงเล็กน้อย
“ข้ามาอยู่นี่หลายวันแล้วป่านนี้ก็ยังไม่ทราบนามเ้าของเรือน พี่สาวทั้งสองพอจะบอกได้หรือไม่”
“อย่าเรียกพวกเราว่าพี่สาวเลยเ้าค่ะ” เสี่ยวหลิงโบกไม้โบกมือห้ามปราม“พวกเราเป็แค่บ่าว ขืนพ่อบ้านเจิ้งรู้ มีหวัง...” หญิงสาวทำคอย่น
[1]จักรพรรดิพระนามจริงคือเสียเจิ้ง เสีย คำนี้แปลว่าแสงเงินแสงทองในยามเช้า ยามอรุโณทัย ส่วนอาเฉิน เฉิน คำนี้แปลว่า รุ่งเช้ารุ่งอรุณ