หนึ่งเดือนต่อมา
ณ หุบเขาลึก เขตหวงห้ามที่ถูกรักษาโดยสมาคมการค้าจ้าวสมุทร หนานกงไห่อี้ผู้นำ3เผ่าพันธุ์ได้ส่งเทียบเชิญไปยังยอดฝีมือมากมาย อาทิเช่น เทพกระบี่ ราชันหมื่นพิษ ธิดาโลหิต หมอเทวดา ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำเผ่าอสูรเทพ อสูรคลั่ง และผู้นำเผ่าวิญญาณ ทูตมรณะ ยอดฝีมือมากมายจากแดนสวรรค์มารวมตัวกันที่นี่ เพียงเพราะต้องการสารต่อความปรารถนาของหนิงเทียนให้ลุด้วยผลสำเร็จ
หลังจากสงครามสามเผ่าพันธุ์ สมาคมการค้าจ้าวสมุทรก็ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอาคมมากมายหลากหลายแขนงเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูในมิติที่แตกต่าง และครั้งนี้พวกมันได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เก็บสะสมมาเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ให้สำเร็จ รูปปั้นสัตว์วิเศษทั้งสี่ถูกจัดตั้งประจำทิศทาง ตำแหน่งทิศเหนือปรากฏรูปปั้นมารฟ้า ทางตะวันตกตั้งตระหง่านด้วยรูปปั้นเต่ามังกร ทางตะวันออกรูปปั้นอินทรีทอง และทางทิศใต้คือรูปปั้นมังกรดำ
มหารูปปั้นทั้งสี่เป็นเสาอาคมที่แข็งแกร่ง พวกมันเกิดขึ้นจากการดูดซับพลังจากยอดฝีมือทั่วทั้งแดนสวรรค์ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เตรียมการไว้เพื่อป้องกันของเหลวสีแดงที่เป็นตัวการสำคัญให้การข้ามผ่านมิติของหนิงเทียนเกิดปัญหา
ชิงอิ๋งมองหน้าผู้เป็นสามี นางกล่าวย้ำด้วยเสียงหนักแน่น “ท่านพี่จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย รู้ใช่มั้ย??”
เสี่ยวซวงที่กำลังอุ้มทารกน้อยได้กล่าวเสริมออกไปว่า “พวกเราทุกคนจะรอคอยท่านพี่กลับมา”
ได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนส่งรอยยิ้มและกล่าวตอบ “เมื่อเสร็จธุระแล้ว ข้าจะรีบกลับมาหาพวกท่าน”
เมื่อหนิงเทียนได้บอกลากับทุกคนเสร็จเรียบร้อย สองคนสุดท้ายที่เข้ามาหาคือหนานกงไห่อี้ มันได้นำสิ่งของขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายกระดิ่งออกมา และกล่าวไปว่า “เนื่องจากม่านอาคมปฏิเสธทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลมปราณ ข้าจึงสร้างกระดิ่งทองคำขึ้นมา มองเผินๆ มันอาจยังใช้การไม่ได้ หากแต่สิ่งที่ท่านต้องทำคือมอบหลังหยินและหยางให้แก่มัน จำเอาไว้หยางที่ร้อนแรง หยินที่หนาวเย็น ใช้สองสิ่งกระตุ้นมันจากทางโลกนั้น อาคมที่ข้าเขียนเอาไว้จะฟื้นคืนกลับมา และเมื่อท่านทำลายมัน มิติระหว่างสองโลกจะเปิดออก ท่านจะสามารถกลับมายังที่นี่ได้ เพียงแต่ทว่า...”
หนิงเทียนรับรู้ถึงความหนักใจของอีกฝ่าย มันจึงเป็นฝ่ายกล่าวออกมาแทน “แต่ว่าทั้งหมดเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังขาดการปฏิบัติ อย่าห่วงไปเลยประมุขไห่ ตัวข้าเชื่อในความรู้ความสามารถของท่าน สิ่งนี้ข้าจะเก็บติดตัวไม่ห่างกาย”
คนสุดท้ายเป็นจินเหล่าต้าที่เดินเข้าหา บุรุษหนุ่มได้หยิบยื่นหีบเหล็กขนาดสองฝ่ามือให้แก่หนิงเทียนผู้เปรียบเสมือนพี่ชาย
หนิงเทียนได้เปิดหีบเหล็กออกมาพบว่าด้านในปรากฏสิ่งประดิษฐ์คล้ายกับปืนไฟ อีกทั้งข้างในยังมีก้อนเหล็กไร้แสงราวๆสิบก้อน มองๆไปสิ่งนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ไร้ลมปราณ ไม่มีพิษมีภัยใดๆ แต่เมื่อจินเหล่าต้ากระซิบบอกถึงวิธีใช้งาน ถึงกับทำให้มุมปากของหนิงเทียนเกิดเป็นรอยยิ้มเล็กๆขึ้นมา
“ไม่รู้ว่าที่โลกทางนั้นพี่ชายจะพบเจอกับอันตรายใดๆ แต่ข้าหวังว่า ปืนไฟกระบอกนี้จะช่วยท่านในยามวิกฤตได้ ทว่าน่าเสียดายไปหน่อย วัตถุดิบที่ผ่านมิติไปได้ สามารถสร้างมันได้เพียง10นัดเท่านั้นเอง”
หากบนโลกใบนี้มีคนที่สองนอกจากหนานกงไห่อี้ที่สามารถประดิษฐ์อุปกรณ์นำพาข้ามไปสู่โลกอีกใบหนึ่งได้ ก็คงหนีไม่พ้นประมุขใหญ่ของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรผู้นี้
หนิงเทียนกล่าวตอบจินเหล่าต้า “ข้าจะใช้มันอย่างดี” จากนั้นชายหนุ่มกล่าวอำลาทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยวาจา “แล้วพบกันใหม่” ก่อนจะกระโดดลงไปในหลุมมิติสีดำ
ทันทีที่ครึ่งร่างของหนิงเทียนข้ามผ่านประตูมิติไป สองมือจมลึกหายไปอย่างช้าๆ แต่แล้วเป็นเหมือนเช่นเดิม การปฏิเสธการคงอยู่ระหว่างสองโลกได้บังเกิดขึ้น แม้จะเป็นร่างกายที่ไร้ลมปราณ เหมือนเช่นปถุชนคนทั่วไป หรือแม้ครั้งหนึ่งจิตวิญญาณจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนั้น ทว่าในตอนนี้ตัวมันได้กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับอีกโลกหนึ่งไปแล้ว
ขณะที่ของเหลวสีแดงกำลังจะกลืนกินและปฏิเสธตัวตนของหนิงเทียน ชายหนุ่มคว้ากุมของสำคัญอย่างกระดิ่งมิติและหีบปืนไฟเอาไว้แน่น มันสนใจเพียงสิ่งของที่ติดตัวไป และปล่อยหน้าที่การผลักดันของเหลวสีแดงให้เป็นของพวกพ้องที่อยู่ด้านหลัง
หนานกงไห่อี้เปล่งเสียงอันทรงพลัง “เปิดใช้งาน” สิ้นวาจา ดวงตาทั้งสองข้างของรูปปั้นเหนือ ใต้ ออกและตก เปล่งแสงและฉายลงมาที่ม่านมิติ กลุ่มลมปราณหนานแน่นพุ่งเข้าปะทะกับของเหลวสีแดงเต็มกำลัง
เห็นเช่นนั้นยอดฝีมือมากมายเริ่มเคลื่อนไหว ปราณกระบี่โอบกอดร่างกายของหนิงเทียนเอาไว้มิปล่อยให้พลังใดเข้ามาย่างกราย ความหนาวเหน็บและความมืดหยุดยั้งของเหลวสีแดงจากรอบทิศทาง ทำให้ทุกๆย่างก้าวของหนิงเทียนไร้ซึ่งสิ่งใดกรีดขวางได้อีก
น้ำเสียงของเหล่าตัวตนที่อยู่ด้านหลังประสานออกมาเป็นทางเดียว “แล้วพบกันใหม่นะ” สิ้นเสียงเหล่านั้น ร่างกายของหนิงเทียนหายลับเข้าไปในม่านมิติ พื้นผิวมิติกระเพื่อมรุนแรงก่อนจะสงบนิ่งลงในที่สุด
..........
ข้ามผ่านความเย็นของผิวน้ำ หนิงเทียนสัมผัสได้กับแสงสว่างเจิดจ้ารุนแรงจนต้องปิดเปลือกตาลง ทันใดนั้นสายลมกรรโชกแรงพัดผ่านเข้ากระแทกกับใบหน้า ฟิ้ววววว....เมื่อเปลือกตาได้เปิดขึ้น มโนภาพทั้งหมดโอบล้อมไปด้วยสีคราม เพียงอึดใจเดียว สติรับรู้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
หนิงเทียนถึงกับต้องอุทานออกมาในใจ “เวรเอ้ย!!! เหตุใดการข้ามมิติถึงต้องตกลงจากที่สูงทุกครั้งไป”
ความสูงที่ชายหนุ่มกำลังเผชิญพอๆกับยอดผาลงสู่ก้นเหว เป็นระยะทางที่หนิงเทียนต้องเผชิญตอนนี้เพียงพอที่จะมอบความตายให้แก่ทุกชีวิตที่ไร้กำลังได้ หนิงเทียนไม่มีทางหลบหนี ทุกคนบนโลกใบนี้ไม่สามารถรอดพ้นไปจากแรงโน้มถ่วงของธรรมชาติได้แต่ด้วยประสบการณ์ต่อสู้และสัญชาตญาณที่ผ่านศึกร้อยพันครั้ง หนิงเทียนตอบรับการสถานการณ์ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี สายตากวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นมันเกร็งกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อบังคับร่างกายที่ยังลอยอยู่ในอากาศให้ตกลงเข้ากระแทกกับต้นไม้ใหญ่ หมายให้ลักษณะของกิ่งก้านและความอ่อนนุ่มของใบไม้ ลดแรงกระแทกบางส่วนลงไป แม้ต้องบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงชีวิตอย่างแน่นอน
ตูมมมม----
ร่างกายซีกขวากระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ แม้ไม่มีพลังผ่าสวรรค์ทำลายปฐพีได้เหมือนเช่นก่อน หากแต่ความจริงที่มันแข็งแกร่งที่สุดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หนิงเทียนสามารถเอาตัวรอดจากการตกลงจากที่สูงด้วยความเสียหายเพียงแค่ กระดูกแขนขวาหัก และกระดูกขาขวาเกิดเป็นรอยแตกร้าวเล็กน้อยเท่านั้นเอง
จากนั้นหนิงเทียนสำรวจกระดิ่งมิติและหีบเหล็กที่เก็บปืนไฟ พบว่าทุกอย่างยังอยู่ดี มันจึงพ่นลมหายใจออกยาวๆอย่างโล่งอก ก่อนจะสำรวจอาการบาดเจ็บของตัวเองคร่าวๆ ‘คงต้องรักษาแขนขวาสักระยะ ขาขวาแม้จะไม่ร้ายแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ แต่ยังยากลำบากหากต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว’
แต่แล้วความคิดทั้งหมดก็ได้ถูกลบเลื่อนจากสายตา หนิงเทียนมองประสานไปกับทุ่งหญ้าสีเขียวขจี กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กลิ่นสาบของม้าที่ลอยกระทบจางๆ และสัมผัสของสายลมที่แทบจะลืมเลือนไปแล้ว ดึงความคิดของหนิงเทียนออกจากภวังค์ให้จดจ่ออยู่กับโลกตรงหน้า ดวงตาของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความรู้สึกเปล่งประกายก่อนจะคลายลงและถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มมุมปาก “หากความจำของข้าไม่คลาดเคลื่อน ที่นี่คือแผ่นดินทางตอนใต้ ดินแดนของชาวทุ่งหญ้า กลับมาแล้ว...ตัวข้าได้กลับมาแล้ว กลับมาที่แผ่นดินฉินอีกครั้งหนึ่ง”