***นักรบสมองกล้าม เอรีส
ฉันปล่อยขวานหินที่ติดคาเขี้ยวของมนุษย์มดตรงหน้าทิ้งไป
เสียงที่กรีดร้อง ผู้คนที่อลม่าน ถึงจะมีจำนวนมากกว่า แต่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากฝูงลิงแม้แต่น้อย
ฉันเองก็ไม่อยากจะถูกเ้ามดตรงหน้าฉีกออกเป็ชิ้น ๆ เช่นกัน เพราะดูแล้วคงจะเจ็บน่าดู
มนุษย์มดที่มีลายสีเหลืองคล้ายสายฟ้าตรงปล่องก้นได้บดขยี้ท่อนกระดูกที่เป็ด้ามขวานหินออกเป็สองส่วน ก่อนที่จะหันหน้ามาทางฉัน
จากนั้นมันก็ใช้แขนทั้งสี่ข้างหยิบเอาเขี้ยวของตัวอะไรบางอย่างขึ้นมา
มันดูคล้ายกับมีดที่มาจากเขี้ยวสัตว์ที่แหลมคม
แต่ที่น่ากลัวกว่าคือพวกมันใช้อาวุธเป็ ดังนั้นให้คิดว่าพวกมันมีวิชายุทธการต่อสู้ด้วย น่าจะเป็การฉลาดกว่า
ฉันรู้สึกลังเลชั่วขณะว่าพลังกล้ามเนื้อกับวิชามวยไทยที่เรียนมาแบบงู ๆ ปลา ๆ จากท่านแม่ จะสามารถเอาชนะอาวุธของมันได้มั้ย
มนุษย์มดตรงหน้าใช้ขาหลังของมันพุ่งตัวเข้าประชิดฉันอย่างรวดเร็ว
เขี้ยวสัตว์ในมือขวาของมันได้เหวี่ยงลงมาจาก้าและด้านข้างพร้อมกัน
แต่ถ้าจะโยกตัวหลบไปทางซ้าย ก็จะเจอกับอีกเขี้ยวที่พุ่งมาในลักษณะเดียวกันจากทางด้านซ้าย
ฉันรีบเอนตัวไปข้างหลังเพื่อหลบให้พ้นรัศมีการโจมตีของมัน
และนั่นทำให้ฉันเสียสมดุล
เ้ามดตรงหน้าไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้ามาซ้ำในทันที
แบบนี้คงต้องแลกเืแล้ว
ฉันรีบวางขาเหยียดตรงให้ท่าร่างมั่นคง
ตั้งท่าจดมวย วางเข่าและมือให้ตรงต่ำแหน่ง
แขนซ้ายขนานลำตัว ส่วนแขนขวาชิดคาง
ดั่งภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ปลายมีดทั้งสี่ของศัตรูได้พุ่งเข้ามาจากทั้งสี่ทิศทางรอบตัวอีกครั้ง
ฉันโค้มตัว และเบียงตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ใช้ปลายแขนทั้งซ้ายและขวาปกป้องหัวใจและหัวของตัวเองเอาไว้
ถีบขาลงพื้นอย่างรุนแรง แล้วพุ่งส่วนเข้าช่องว่างที่อยู่ตรงกลาง
ปลายมีดทั้งสี่ได้เฉือนลงไปที่แขนทั้งสองข้าง
แต่เป็เพราะการเคลื่อนไหวฉับพลันที่สวนกลับไป เลยทให้ฉันคลุกวงในได้สำเร็จ
กำหมัดขวาด้วยการพับนิ้วทั้งสี่ที่เรียงชิดกันเข้าหาอุ้งมือ
กระชับหมัดให้แน่นด้วยหัวแม่โป้งที่กดทับลงมาในลักษณะปลายเฉียงทับนิ้วชี้และนิ้วกลาง
หันกระดูกข้อพับของหมัดออกไปในลักษณะหัวลิ่ม
แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีกระแทกลงไปที่หน้าอกของมันโดยตรง
ร่างของมนุษย์มดตรงหน้ากระเด็นลอยออกไปไกล
ฉันเห็นผิวตรงหน้าอกของมันยุบลงไปเป็รอยหมัดแลดูน่ากลัว
มันจ้องหน้ามาที่ฉันด้วยดวงตาของมดที่น่ากลัว
“@! #%^%$ [สเลบ] ”
มันพูดอะไรบางอย่างออกมา พร้อมกับชี้ปลายมีดเล่มหนึ่งมีที่ฉันด้วยมือขวาของมัน
สเลบ? อะไรบางอย่างของฉัน ได้บอกว่านี่คือชื่อของมัน
งั้นคงเป็การเสียมารยาท ถ้าหากฉันไม่พูดชื่อของตัวเองออกไปบ้างสินะ
“เอรีส”
ฉันเอยชื่อของตัวเองออกไป แล้วตั้งท่าจดมวยอีกครั้ง
ส่วนมันเองก็วางท่าร่างแปลก ๆ โดยมีแขนทั้งสี่ยืนมีดออกมาตรงหน้า
ไม่มีช่องว่างเลยแฮะ
เหงื่อที่เย็นเฉียบได้ไหลย้อยลงมาตามลำคอของตัวเอง
ในตอนนั้นเองที่มีมดอีกตัวพุ่งจากทางด้านขวาของฉัน
มันมีผิวสีเขียว และเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าสเลบ
ฉันสวนมันด้วยการแตะตัดเข้าไปที่ข้อปล้องล่างของมัน
ลำตัวของมันขาดครึ่งเลยแฮะ
นี่ละพลังกล้ามเนื้อ พวกเ้าจงบูชาพลังกล้ามเนื้อซะเถอะ
สเลบพุ่งเข้ามาจากทางด้านหน้าของฉันใน่ที่แตะตัดไปที่ตัวสีเขียวเมื่อกี้
แต่แล้วมันก็ถูกขวางโดยพรรคพวกของฉัน
โดยแอร์บาส์ร ชายชาวแอฟริกาที่อยู่ในกลุ่มป้องกันทีมเดียวกับฉัน
เขาใช้อาวุธที่ทำจากโครงกระดูกส่วนท่อนขาที่ยาวเรียวต่างไม้พลอง
แล้วพาดลงไปเต็มแรงที่บริเวณหัวของมันจากทาง้า
แต่สเลบก็ว่องไวกว่า มันใช้แขนซ้ายของมันรับเอาไว้ได้ทัน
พลองกระดูกของแอร์บาส์รได้เบี่ยงลงไปกระแทกที่พื้น
“กรี๊ด!? มันยังไม่ตายอีกหรือเนี่ย!? ”
ในตอนที่ฉันกำลังมองดูการต่อสู้ของแอร์บาส์รกับสเลบ ความเ็ปตรง่เอวก้ได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
เ้ามดสีเขียวตัวเมื่อกี้ ทั้งที่ถูกแตะแยกร่างเป็สวงส่วนแล้ว มันยังกลับสามารถใช้แขนทั้งสี่ที่เหลือแทนขา แล้วลุกขึ้นวิ่งเข้ามาโจมตีฉันได้อยู่
เขี้ยวที่น่ากลัวของมันกำลังฝั่งลงไปที่เอวของฉัน
ฉันใช้ปลายศอกทุบลงไปที่กระหม่อมของมันอย่างรุนแรง
หัวของมันบุบลงไปอย่างน่ากลัว
แรงจากเขี้ยวได้เบาลง จนกระทั้งยอมปล่อยลงมา
“ระวังด้วย ต่อให้แยกร่างมันได้ แต่พวกมันก็ยังสู้ต่อได้อยู่! ”
“? ”
แอร์บาส์รทำสีหน้างุนงงออกมาให้เห็น
รวมถึงคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
จะมีก็แค่พวกที่เป็คนตะวันออก ที่ดูจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด
อะไร พวกนี้ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้อย่างงั้นหรอกหรือเนี่ย?
มิน่า เวลาคุยกับฉันถึงได้มีแต่คำสั้น ๆ อย่าง “ใช่” “เออ” อะไรแค่นี้
กระแสคลื่นของพวกมนุษย์มดเริ่มรุนแรงขึ้น
สเลบที่กำลังติดพันกับแอร์บาส์รอยู่ จู่ ๆ มันก็ล่าถอยกลับไปเอง
ราวกับว่ายังไม่อยากมาเสียเวลาเสียงชีวิตกับพวกเราตรงนี้
“ถอย! -- คำสั่ง --- กัง”
แอร์บาส์ระโออกมาเช่นนั้น
ในที่สุดคำสั่งถอยทัพก็ได้ปรากฏออกมาเสียทีนะ
ว่าแล้วฉันก็ถีบพวกมนุษย์มดที่อยู่ตรงหน้าไปพลาง แล้ววิ่งหนีตามคนอื่นไปพลาง
ฉันหวังว่าพวกมันจะไม่ไล่ตามพวกเราที่หันหลังหนีหรอกนะ
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“เอสเทอ เ้านะฉลาด ดังนั้นช่วยออกไปลาดตระเวนพร้อมกับหน่วยตรวจสอบทรัพยากรณ์ของพวกเราทีสิดิก~”
ในคืนที่สามของการมาโลกใบนี้ พวกเรา ชนเผ่าภูติ ในที่สุดก็ได้พบกับสถานที่ซ่อนตัวชั้นดีปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
หลังจากย้ายถิ่นออกมาจากทุ่งหญ้า ขึ้นมาทางสามสิบองค์แม่เหล็ก พวกเราก็ได้พบกับแม่น้ำขนาดใหญ่ และผืนป่าที่กว้างขวาง
ที่นี่มีสัตว์น้ำและสัตว์บกจำนวนมากอาศัยอยู่ มีทั้งที่คุ้นตาซึ่งมาจากโลกเดิมของพวกเรา และยังมีสัตว์หน้าตาประหลาด ที่น่าจะมาจากโลกอื่น ๆ
บางทีพวกตัวตนชั้นสูงที่เรียกว่า [เทพเ้า] พวกนั้น คงจะสรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็ทรัพยากรณ์ใช้สอยของพวกเรา
ตอนนี้กลุ่มของพวกเราได้แบ่งออกเป็จำนวนมาก
กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีราวเก้าแสนเก้าหมื่นคน ซึ่งกำลังรวมตัวกันถางป่า และเริ่มสร้างเมืองขึ้นมา
ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นคน จะแบ่งออกเป็กลุ่มย่อย โดยมีกลุ่มละสิบคนบินกระจายออกไปรอบทิศทางเพื่อสำรวจและทำแผนที่
และกลุ่มที่ฉันต้องติดตามไปด้วย ก็คือกลุ่มของ [ดีลอนนิก] เพื่อนอ่านหนังสือของฉันเอง
มันสูงร้อยห้าสิบเิเ มีผมสีทองตัดสั้นหวีเข้ารูปเรียบร้อย
ฉันเองก็พึ่งรู้ ว่ามันตายใน่เวลาเดียวกับที่ฉันตาย
เห็นว่าควบคุมการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลผิดพลาด เลยทำให้เกิดเป็ะเิเพลิงอัดใส่ปีกตัวเองตาย
“แต่ทำไมแกถึงเลือกเส้นทางที่พวกเราพึ่งจะบินผ่านมากันละดอง~”
ฉันถามมัน
ทิศทางที่พวกเราเลือกสำรวจนั้น ก็คือทิศทางเดิมที่พวกเราอพยบหนีกันมา
หรือก็คือ พวกเรากำลังบินกลับไปในจุดเริ่มต้นที่พวกเราได้มาเกิดในโลกใบนี้นั่นเอง
“จะได้รู้ไง ว่าพวกสิ่งมีชีวิตทรงภูมิที่เป็คู่แข่งพวกเรา มันยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่านะดิก~”
ฉันว่ามันกำลังโกหก
ปีกที่ส่องแสงจากร่างกายอันเล็กจ้อยของพวกเราทั้งสิบดวงได้บินตัดทุ่งหญ้าที่มืดมิด
ผ้าคลุมสีเขียวที่สร้างการดัดแปลงโมเลกุลหญ้าให้เป็เส้นใยอย่างหยาบ กำลังโบกสะบัดไปตามสายลม
หลังจากบินข้ามทุ่งมาได้สัก่หนึ่ง จนกระทั้งแสงสว่างของวันที่สี่ได้กลับมาเฉิดฉาย
พวกเราก็ได้เห็นาระหว่างพวกสองขาสองแขน กับพวกสี่แขนสองขาปรากฏอยู่ตรงหน้า
จากที่ดูแล้ว พวกสองขากำลังเสียเปรียบอยู่
จากบนฟ้านี้ ฉันเห็นพวกสองขาแตกฮือราวกับฝูงสัตว์ไปคนละทิศละทางอย่างไร้ระเบียบ
ผิดกับอีกฝ่ายที่มีจำนวนน้อยกว่า แต่ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
พวกสี่แขนสองขามันแบ่งออกเป็สิบกองทัพย่อย
และใช้สิบกองทัพย่อยนั้นตีโอบล้อมจากวงนอก คอยไล่ต้อนบีบให้พวกสองขาวิ่งไปในทิศทางที่พวกมัน้า
จากที่ดูแล้ว พวกสองขาสองแขนคงคิดว่ากำลังตีฝ่าวงล้อมของศัตรูที่ล้อมตัวเองอยู่
แต่มุมมองจากบนฟ้าที่ชัดเจนนี้ ทำให้พวกเรารู้กับลังค่อย ๆ ถูกบีบบังคับให้วิ่งวนไปทางฐานบัญชาการของศัตรู
ซึ่งมีแนวหลุมบ่อคล้ายกับดักมากมายวางรออยู่
“ไม่เห็นพวกสองขาสองแขนมีเขาเลยดอง~ ถูกฆ่าตายไปหมดแล้วหรือไงดอง~? ”
ฉันจำได้ว่าในวันแรกนั้น เป็เ้าสี่แขนกับพวกมีเขาที่ต่อสู้กันอยู่
“คงไม่ใช่สินะดอง~”
ฉันพิจารณาจากร่องรอยบนพื้นที่ถูกลากเป็ทางยาว
พวกมีเขาคงสามารถหนีไปได้
“นี่ เอสเทอ ดิก~”
“ดอง~? ”
“ไปตบพวกสี่ขาเล่นมั้ยดิก~”
“...”
ฉันมองไปที่ไอบ้าดีลอนนิกด้วยแววตาคมดั่งมีด
“อย่าจ้องด้วยสายตาแบบนั้นสิดิก~ ถึงตายก็เกิดใหม่ได้นะดิก~ ไม่เสียหายอะไรหรอก แถมตอนนี้พวกมันก็สนใจพวกสองแขนอยู่ เลยไม่สนพวกเราเลยดิก~ เอสเทอฉลาดออกดิก~ ช่วยวางแผนให้หน่อยสิดิก~”
“... ก็ได้ ฉันจะวางแผนให้เอง แค่คนลงมือมีแค่เอ็งนะดอง~”
จริงอยู่ว่าเกิดใหม่ได้ แต่การตายมันเ็ปนะดอง~
ฉันไม่ขอเอาตัวเองกับชีวิตคนอื่นในทีมไปเสี่ยงโง่ ๆ กับเอ็งหรอกนะ
“แผนการก็ แกบินให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ แล้วจากนั้นก็ไปทิ้งบอมใส่คริสตั้นพวกมันด้วยไฟที่แกแสนจะภูมิใจได้เลย ยังไงตอนนี้ก็พึ่งเช้า แถมพวกมันก็ดูท่าจะไม่ได้สนใจรอบข้างมากนัก น่าจะลอบเข้าโจมตีได้ง่าย อยู่แล้วดอง~”
ฉันตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลย
นี่ไม่ใช่แผนการ แต่เป็การหลอกให้มันวิ่งเข้าไปตาย
เหตุผลที่ทำแบบนี้ นั่นก็เพราะฉันไม่อยากเสี่ยงชีวิตตัวเอง และมันคงไม่โง่พอทำ---
“โอ้อออ แผนใช้ได้เลยดิก~! ”
---ทำตาม…
โอเค ฉันผิดเอง ไอโง่นี่ดันเสือกเชื่อเป็จริงเป็จังซะงั้น
อยากตบมุขจริง ๆ แต่คงต้องเงียบเอาไว้ก่อน
ฉันมองดูมันบินทะยานสูงขึ้นฟ้า
พวกเรานั้นถ้าเอาจริง จะสามารถบินได้ถึงแปดพันฟุตเลยละ
เ้าดีลอนนิกได้บินขึ้นไปที่เหนือรังของพวกสี่แขน
ผมสีทองของมันดูแตะตามาก ฉันเห็นพวกที่เหมือนกับทหารเฝ้ายามอยู่โดยรอบเริ่มขี้มือขึ้นฟ้าพร้อมเสียงร้องโวยวายแล้ว
พวกมันใช้อุปกรณ์บางอย่างเพื่อขว้างปาหินขึ้นท้องฟ้า
แต่ของแค่นั้นมีระยะโจมตีไม่พอหรอกนะ พวกนี้ช่างล้าหลังกันเสียจริง
แล้วดีลอนิกก็เริ่มทำการสร้าง [ลูกไฟ] ที่มันแสนจะภูมิใจขึ้นมาบนท้องฟ้า
พวกเราเผ่าภูตินั้น มีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ได้รับความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลที่อยู่รอบตัวได้
ใช้ภาษาให้ง่ายหน่อยก็คือการเล่นแร่แปรธาตุนั่นละ
แต่คนที่จะทำได้อย่างเชี่ยวชาญนั้น จะต้องมีความเข้าใจในระดับโครงสร้างของธรรมชาติ
เข้าใจในระดับโมเลกุลเลยละ
ถ้าหากไม่เข้าใจ การแทรกแทรงโครงสร้างสสารต่าง ๆ จะไม่สามารถทำได้ และอาจเกิดเป็ความผิดพลาดได้
เหมือนอย่างเ้าดีลอนิกที่ะเิตัวตายไปนั่นละ
และอวัยวะที่ทำหน้าที่นั้น ก็คือปีกที่โปร่งแสงคู่นี้ของพวกเรา
ปีกนี้จะทำหน้าที่ในการสะสมพลังงานด้วยการอาบแสงหรือการทานอาหาร และเอาพลังงานที่ว่านั้นมาใช้แทรกแทรงโมเลกุลสสารที่อยู่รอบตัว
อีกทั้งมันยังมีหน้าที่ขับเืไปหล่อเลี้ยงและแลกเปลี่ยนพลังงานทั่วทั้งร่างกายอีกด้วย
ถ้าหากจ้องให้ดี จะสามารถเห็นเส้นเืจำนวนมากที่กำลังไหลผ่านปีกคู่นี้อยู่
ดังนั้นถ้าหากถูกเด็ดปีกออกไป พวกเราก็จะตาย
เพราะไม่มีอวัยวะซึ่งทำหน้าที่แลกเปลี่ยนพลังงาน กับถ่ายเืให้หมุนเวียนภายในร่างกาย
จบเื่โครงสร้างของพวกเราเอาไว้แค่นี้ก่อน ตอนนี้มาดูเ้าบ้านั้นทิ้งบอมลงไปดีกว่า
จากที่ดูแล้ว มันคงทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของโมเลกุลอากาศรอบตัวให้เป็แก๊สที่ติดไฟได้
แล้วเสริมด้วยแก๊สออกซิเจนโดยรอบเพื่อเพิ่มการสันดาป
ถ้าหากชำนาญมาก ก็จะสามารถควบคุมทิศของแรงดันะเิให้พวยพุ่งตรงไปที่ศัตรูได้
ซึ่งปกติไม่มีใครทำได้หรอก ถ้าหากไม่ใช้เครื่องมือเสริมช่วย
ใช่ ต้องมีเครื่องมือเสริม…
*บรึ้มม! *
แล้วไอบ้านั่นก็ะเิตัวเองเป็พลุสวยงามอยู่เหนือฐานของพวกสี่แขน
ก้อนเพลิงสีแดงช่างสวยงามยิ่งนักดอง~
“...กลับฐานกันเถอะพวกเรา”
ฉันที่เป็รองหัวหน้ากลุ่มเลยต้องทำหน้าที่ออกคำสั่งแทน
เพราะไอบ้านั่นคงะเิตัวตายเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เอาละ ได้เวลากลับฐานกันแล้วละ
***นักรบไร้นินทรา สเลบ
“ศัตรูบุกรัง! รีบกลับรังด่วน! ทุกหน่วยเลย!! ”
เสียงกรีดร้องอย่างตื่นใขององค์ราชินีได้ดังก้องอยู่ภายในหัวของกระผม
ผมเองก็ใเช่นกันที่อยู่ ๆ ก็มีะเิไฟขนาดใหญ่เกิดขึ้นที่เหนือรังของพวกเรา
โดยไม่จำเป็ต้องทวนคำสั่งซ้ำ พวกเราต่างได้ถอยทัพทันที
เพราะการปกป้องรังต้องมาก่อน
แต่กระผมเองก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน เพราะถ้าสามารถไล่ต้อนไปต่ออีกสักชั่วโมง พวกปีศาจน้อยตรงหน้าก็จะถูกตีขนาบหน้าหลัง จนเข้าสู่กับดักของพวกเราได้แล้ว
ช่างน่าเสียดายจริง ๆ
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
ะเิที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้านั้น ทำให้ทุกคนต่างรีบกลับหลังหันวิ่งไปที่ทิศฝั่งตรงข้ามทันที
ฉันเองก็ด้วย
พอได้เห็นลูกไฟนั้นแล้ว ทุกคนเลยรู้ตัวโดยสัญชาตญาณ ว่าไอทางที่กำลังมุ่งหน้ามานั้น คงไม่มีเื่ดี ๆ รออยู่แน่นอน
แต่มันทำให้ทุกคนตื่นตระหนก
เอาจริง ๆ คือตื่นตระหนกมาั้แ่แรกแล้ว
ถูกมนุษย์มดไล่ต้อน ทั้งจากทางด้านซ้าย ขวา และหลัง ทางข้างหน้าเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะตีฝ่าแนวรบของพวกมันออกไปได้
ส่วนฉันเองที่อยู่หน้าสุดก็รับภาระหนักหน่อย เพราะต้องพยายามตีฝ่าออกไปให้ได้เนี่ยแหละ
แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว
จากหน้าสุดได้กลายเป็ท้ายแถว
แถมพวกมนุษย์มดเองก็พากันถอนทัพโดยไม่สนใจพวกเราอย่างไม่ทราบสาเหตุ
แต่คิดถึงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของพวกมันแล้วปวดหัวเปล่า
ฉันเลยปัดความคิดเ่าั้ทิ้งไป แล้วเริ่มหันหลังวิ่งหนีไปพร้อมกับทุกคน
โดยมีคริสตั้นแสงที่สูงโดดเด่นเป็เครื่องชี้นำทาง
ถึงจะไม่รู้ว่ากำลังวิ่งไปที่ไหน แต่ถ้ากลุ่มผู้นำพาไปไหน ฉันก็ตามไปทางนั้นนั่นละ
“จะว่าไปแล้ว...เ้ามดที่ชื่อว่าสเลบมันเก่งใช้ได้เลยนะเนี่ย”
หลังจากเหตุการณ์นั้น ฉันก็ไม่พบกับเ้ามดที่มีลายสีเหลืองรูปสายฟ้าตัวนั้นอีกเลย
ส่วนมนุษย์มดคนอื่น ๆ ที่ต่อสู้ด้วยนั้น ฉันรู้สึกว่าไม่มีใครเก่งเกาจเท่าเ้าตัวนั้นอีกแล้ว
บางทีในอนาคตคงอาจจะได้พบกันอีก
“อย่างน้อยอยากมีปืนใช้จัง”
ฉันคิดว่าถ้าหากโลกใบนี้มีดินปืนอยู่ด้วยก็คงจะดี
อย่างโอกาศรอดชีวิตของพวกเราก็น่าจะสูงขึ้น
“คงตั้งความหวังมากไม่ได้สินะ…”
ฉันคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกพวกมันพังขวานหินที่ทำจากกระดูกทิ้งไปต่อหน้า
บางทีตอนนี้ควรหวังหาอาวุธที่แข็งแกร่งกว่านี้มาก่อนจะคิดถึงปืน
ใช่...ฉันอยากใช้ไม้พลองเหล็กแข็ง ๆ จัง
เอาอันยาว ๆ ใหญ่ ๆ ทำจากเหล็กแบบนั้น
“เป็เื่ของอนาคตละนะ”
ฉันคิดเช่นนั้นแล้วเริ่มออกตัววิ่งตามทุกคน
ชายเสื้อคลุมขนนกสีแดงสลับขาวได้พริ้วไปตามแรงลม
รอยเืที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้เกาะอยู่ตามชายเสื้อคลุมอย่างไม่น่าดู
ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงดูไม่ได้
ผิวที่เคยเนียนขาวเองก็เต็มไปด้วยรอยแผลยาวทั่วทั้งร่าง
ช่างเป็สภาพที่เหมาะสมกับพวกที่แพ้าเสียจริง