หลังจากที่นางได้แจ้งข่าวให้ปราบพิชัยได้ทราบถึงการมีอยู่ของกุญแจลึกลับที่สามารถไขเข้าห้องปิดผนึกในกรมไสยเวทได้ ตอนนี้เองที่แผนการแก้แค้นของนางก็ได้เริ่มต้นขึ้น
หลังจากปราบพิชัยได้ส่งให้เมฆหมอกได้เข้าออกสำนักวิมานสวรรค์เป็นว่าเล่นเพื่อตามหากุญแจที่ว่า ในระหว่างนี้ดรุณได้ว่าจ้างให้หมอผีเฒ่าหลังวัดโบสถ์ลงมือปลิดชีพท่านพ่อของฐานฟ้าซึ่งก็คือเจ้าสำนักวิมานสวรรค์คนก่อนและยังเป็นน้องชายแท้ ๆ ของปราบพิชัย เพื่อหวังว่าการตายของ ‘ศักดิ์สวรรค์’ จะนำไปสู่การจับกุมปราบพิชัย และยังสามารถเปิดทางสะดวกให้แก่นางในการค้นหากุญแจเพื่อเอาไว้ไขเข้าสู่ห้องลับในกรมไสยเวทหลังจากนี้
ด้วยความแค้นที่เคยมีมานานบวกกับเงินก้อนโตที่ดรุณเสนอให้หมอผีเฒ่าผู้นั้นจึงตามราวีศักดิ์สวรรค์ไม่เลิกรา โดยลงมือส่งวิชาคุณไสยไปประลองฝีมือจนกระทั่งอีกฝ่ายได้อ่อนแอลงในที่สุด และเมื่อศักดิ์สวรรค์กำลังพลั้งเผลอเขาจึงถือโอกาสเปิดไพ่ลับส่ง ‘โหงพราย’ ไปกำจัดลงมือฆ่าศักดิ์สวรรค์ได้สำเร็จ ในตอนนี้เอง เมื่อปราบพิชัยได้รู้ข่าวการตายของน้องชาย เขาจึงรีบสั่งการให้ เมฆหมอกหนีออกมาเพราะเกรงว่าตนจะมีส่วนเกี่ยวข้องในรูปคดี
ในเวลานั้นเมฆหมอกจึงต้องจำใจละทิ้งฐานฟ้าจากมาและเป็นช่วงจังหวะพอดีที่เขาได้แยกตัวออกจากปราบพิชัยเพื่อก่อตั้งสำนักสาขา สำนักตาคลี
ทว่าในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ ฐานฟ้ากลับก่อตั้งสำนักวิมานสวรรค์ขึ้นมาใหม่ จึงทำให้แผนการของปราบพิชัยได้สะดุดลงอีกครั้งเขากำลังรอจังหวะดี ๆ เพื่อไปเยี่ยมเยียนฐานฟ้าเพื่อค้นหากุญแจที่ว่า ทว่าในเมื่อฐานฟ้าได้ก่อตั้งสำนักขึ้นมาใหม่อีกครั้งเขาจึงไม่สามารถดำเนินแผนการตามที่คิดเอาไว้ได้อีกต่อไป
นี่จึงเป็นเหตุให้เขาสั่งการไปยังเมฆหมอกเพื่อให้อีกฝ่ายหาโอกาสกระทำการทุกอย่างแทนตน และการที่ฐานฟ้าได้ก่อตั้งสำนักวิมานสวรรค์ขึ้นมาใหม่นี้จึงทำให้แผนการของเมฆหมอกพังทลายลงอีกเช่นกัน
เดิมทีเมฆหมอกกำลังคิดว่าจะไปหาฐานฟ้าแล้วจัดการให้อีกฝ่ายเป็นลูกสวาทของตนเพื่อที่จะได้ครองรักกันอย่างเปิดเผยได้ในอนาคต แต่ใครจะคาดคิดว่าฐานฟ้าได้ตัดสินใจร่ำเรียนคาถาอีกทั้งยังมากด้วยฝีมือ ในเมื่อทุกอย่างผิดแผนไปเช่นนี้เมฆหมอกจึงทำได้เพียงส่งเจ้ามั่นออกไป เพื่อตามหากุญแจที่ว่าแทนตน…
ต่อมา เมื่อดรุณได้รู้ว่าวิญญาณและกระดูกของท่านพ่อที่โดนขุดเอาไปได้กลายไปเป็นเครื่องมือรับใช้ให้กับปราบพิชัยในท้ายที่สุด ด้วยการกระทำอันอุกอาจของปราบพิชัยยิ่งช่วยเพิ่มความแค้นเคืองให้แก่ดรุณมากขึ้นไปอีก…
แน่นอนว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฐานฟ้ากับเมฆหมอก ไม่อาจปิดบังสายตานางได้ จากที่นางเคยแอบสังเกตมาโดยตลอดเมื่อครั้งที่ทั้งสองออกเที่ยวด้วยกันในอดีต นางจึงมั่นใจได้ว่าเมฆหมอกมีความคิดลึกซึ้งบางอย่างที่เกินกว่าคำว่าสหายกับฐานฟ้า หลังจากไตร่ตรองเรื่องนี้ดีแล้วนางจึงได้ทำข้อตกลงกับเมฆหมอกโดยบอกว่านางจะเป็นคนอาสาไปล้างวิชาให้ฐานฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนกับกระดูกและวิญญาณของพ่อของนาง
หลังจากเมฆหมอกอนุญาต นางจึงได้ดำเนินแผนการครั้งนี้ด้วยตัวของนางเอง…
ต้องบอกว่าก่อนหน้าที่ดรุณกับเมฆหมอกจะทำข้อตกลงกัน ดรุณ รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีทางที่ปราบพิชัยจะคืนกระดูกให้นางได้ ไม่แน่ว่า…ข้อตกลงที่นางได้ทำกับเมฆหมอกปราบพิชัยเองก็คงไม่ล่วงรู้ ทว่านางยังคงแสร้งไหลไปตามน้ำเพื่อหาโอกาสฆ่าฐานฟ้าเพื่อ แก้แค้นเมฆหมอกแล้วชิงเอากุญแจออกมา
เมื่อครั้งที่ดรุณได้เดินทางไปยังสำนักวิมานสวรรค์เพื่อเข้าหา ฐานฟ้า ต้องยอมรับว่านางต้องการฆ่าฐานฟ้าเพื่อแก้แค้นเมฆหมอก ทว่าด้วยความคิดอันแยบยลของนาง นางจึงไม่อาจลงมือด้วยตัวเองได้เพื่อไม่ให้เมฆหมอกระแคะระคาย ก่อนหน้าที่นางจะเดินทางไปนางจึงได้วางแผนกับหมอผีเฒ่าหลังวัดโบสถ์เพื่อให้สั่งการผีร้ายสามตนนั้นให้เป็นคนลงมือจัดการแทน
และแล้วแผนการทุกอย่างก็ดำเนินไปตามขั้นตอนของมัน…
ฐานฟ้าได้เดินเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว หลังจากที่เขาได้เดินทางไปปราบผีร้ายถึงหัวเมืองพิษณุโลกในครั้งนั้นด้วยการกระทำที่ประมาทของเขาจึงทำให้เขานำผีร้ายสามตนนั้นติดมือมาด้วย และเมื่อดรุณได้จัดการล้างวิชาฐานฟ้าได้แล้ว หลังจากนั้นนางจึงปล่อยให้ผีร้ายทั้งสามได้ลงมือต่อจากนั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าฐานฟ้าจะรอดมาได้ ดังนั้นแผนการแก้แค้นเมฆหมอกจึงได้ล้มเหลวลงไม่เป็นท่า
ถ้าหากฐานฟ้าตาย เมฆหมอกคงได้ทุกข์ทรมานเจียนตาย ดรุณตระหนักถึงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี…
ส่วนทางด้านปราบพิชัย ด้วยความโลภเขาจึงไม่รู้ตัวเลยว่าข่าวลือเรื่องกุญแจที่ดรุณโยนให้เขาจะเป็นแผนการแก้แค้นอย่างเจ็บแสบสาหัส
เมื่อเรื่องราวตึงเครียดดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ในที่สุดเขาจึงต้องลงมือด้วยตัวเอง ดังนั้น หลังจากสำนักวิมานสวรรค์ได้ล่มสลายลงอีกครั้งนี้จึงเป็นเหตุให้ปราบพิชัยต้องพบเข้ากับการปราบปรามจาก แสนหวานในท้ายที่สุด
แน่นอนว่าการที่แสนหวานบุกค้นสำนักตาคลีและสำนักพิชัยศัตรูไม่ได้อยู่ในแผนการแก้แค้นของดรุณอย่างแท้จริง แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในการคาดเดาของนางมาก่อนหน้านี้แล้วเพียงแต่ว่ามันเกินคาดการณ์ของนางอยู่บ้าง
อีกทั้งในเวลานั้นดวงชะตาของปราบพิชัยกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ เจ้ามั่นที่เป็นเหมือนเจ้ากรรมนายเวรเก่าก็เกิดความคิดอย่างฆ่าผู้มีพระคุณขึ้นมาหลังจากที่ยืดเวลาออกมายาวนาน หลังจากที่ได้โดนยาสั่งของหมอผีเฒ่าไป ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าเจ้ามั่นไม่ได้ดำเนินการตามคำสั่งของหมอผีเฒ่าในทันที เพราะเขายังรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างต่อปราบพิชัย แต่ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ อีกฝ่ายอยากจะฉุดรั้งเจ้ามั่นเอาไว้จนเป็นเหตุให้เจ้ามั่นต้องดำเนินแผนการของหมอผีเฒ่าในที่สุด
และเมื่อเรื่องทุกอย่างดำเนินมาถึงตรงนี้ กลับกลายเป็นดรุณเองที่ได้กุญแจที่ว่าไป ต้องรู้ว่าข่าวที่นางบอกปราบพิชัยไปหาใช่ความจริงทั้งหมด ปราบพิชัยไม่รู้ว่ากุญแจที่แท้จริงนั้นก็คือ ‘วิญญาณอารักษ์’ ถ้าหากอีกฝ่ายได้เดินทางไปกรมไสยเวทและใช้กุญแจในกระบอกไม้ไผ่ไขเข้าไปในนั้นโดยไม่มีวิญญาณอารักษ์ สามารถจินตนาการได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับปราบพิชัยหลังจากนั้น
“ต้องโทษพวกเจ้าที่ทำให้ข้ากลายเป็นคนเช่นนี้! แต่ก็ช่างมัน ปะไร การที่ข้ามีอาคมไสยเวทติดตัวข้าจึงไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีกต่อไป และถ้าหากข้าได้ตำราลับที่ว่ามา… ต่อจากนี้ไปใครจะรู้ได้ว่าข้าจะไปถึงจุดไหนในด้านไสยเวทวิชา…” ดรุณพร่ำบ่นกับตนเอง จินตนาการของนางกำลังถลำลึกไปไกลโดยไม่อาจเลี้ยวกลับมาได้อีกต่อไป แน่นอนว่าเป็นเพราะความโลภความโกรธที่ทำให้นางมาถึงจุดนี้ได้
จากหญิงสาวผู้อ่อนแอในวันนั้น… ตอนนี้เองที่นางได้กลายร่างมาเป็นปีศาจร้ายในคราบของหญิงงาม ไม่มีใครสามารถคาดคิดได้แม้นกระทั่งแสนหวาน
ถ้าหากแสนหวานจำได้ว่าก่อนหน้านั้นเขาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สองคนได้ติดตามดรุณขึ้นไปบนเรือนไม้ของปราบพิชัย เพื่อเข้าไปเอากระดูก และตอนนั้นเองที่เจ้าหน้าที่สองคนได้โดนดรุณเล่นงานโดยไม่รู้ตัว จะโทษแสนหวานก็คงไม่ถูก ใครเล่าจะรู้ว่าภายใต้มารยาเสแสร้งแกล้งทำของนางจะมีมารร้ายในคราบของหญิงสาวแฝงตัวอยู่ นางตีบทผู้ถูกกระทำมาโดยตลอดเพื่อตบตาคนอื่น ๆ ได้อย่างแนบเนียน มีเพียงเจ้าอินเท่านั้นที่เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง แต่เขาก็ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้อีกเช่นกัน
…
ในขณะที่ขบวนรถม้าเร่งรีบเดินทางเพื่อไปให้ถึงกรมไสยเวทให้ไวที่สุด และแล้วชายหนุ่มสองคนที่พวกเขาพยายามยื้อสุดชีวิตท้ายที่สุดก็ได้เสียชีวิตลง และนั่นก็เป็นเหตุให้แสนหวานต้องจำใจปิดภารกิจนี้เอาไว้ชั่วคราว
นั่นเพราะว่าเขากำลังจะมีงานมงคลเกิดขึ้นกับเขาอีกสองงานนับจากนี้ไปอีกไม่กี่เดือน
“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องมันจะเลยเถิดมาถึงขั้นนี้!” แสนหวานพร่ำบ่นกับตนเอง อารมณ์ของเขากำลังจมดิ่งลง
เรื่องที่มีผู้อยู่เบื้องหลังคอยบงการสิ่งต่าง ๆ นั่นยังพอว่า แต่การที่คนของพวกเขาต้องเสียชีวิตในภารกิจครั้งนี้มันใหญ่หลวงยิ่งนัก นี่เองจึงทำให้แสนหวานกินนอนไม่ได้ไปหลายวัน ถึงแม้นว่าเขาจะไม่โดนเกษมสุขตำหนิ แต่นั่นมันชีวิตคนหลายชีวิต แสนหวานผู้มีจิตใจอ่อนโยนย่อมต้องคิดมากเป็นธรรมดา
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ พวกเขาเหล่านั้นยอมรับความเสี่ยงกับงานเช่นนี้มาก่อนแล้ว เราคงทำได้เพียงตอบแทนครอบครัวของพวกเขาให้เหมาะสมก็พอ” ตรีเกษมพยายามพูดปลอบใจ “เจ็ดคนเชียวนะที่เสียชีวิตไปจะไม่ให้ผมคิดมาก…” ขณะที่สติของแสนหวานกำลังจะเตลิดอีกครั้ง จู่ ๆ คำพูดของเขาก็หยุดชะงักลงนั่นก็เพราะตรีเกษมดึงร่างน้อย ๆ ของเขาเข้าไปกอดอย่างแนบแน่นเพื่อเป็นการปลอบใจ
เมื่อได้รับความอบอุ่นเข้ามาปลอบประโลม อารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้ของแสนหวานจึงค่อย ๆ จางหายไป มันกำลังถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากอีกฝ่ายที่ส่งผ่านเข้ามาทางอ้อมกอดของเขา ตรีเกษมโอบรัดร่างของแสนหวานไว้แน่นพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้แผ่นหลังเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ
“เลิกคิดได้แล้ว อีกไม่กี่เดือนคุณยังมีงานมงคลรออยู่อีกสองงานเชียวนะ” ตรีเกษมพูดขึ้นมาในระหว่างที่พวกเขาทั้งสองกำลังรู้สึกถึงความสุขที่มีให้ต่อกัน ซึ่งคำพูดที่ไม่ทันยั้งคิดของเขานี่เองจึงทำให้ แสนหวานเกิดอารมณ์จมดิ่งอีกครั้ง…
พรึบ! มือน้อย ๆ ผลักไปที่แผ่นอกหนาตรงหน้าจนทำให้ร่างของตรีเกษมเซถลาถอยหลัง จากนั้นแสนหวานก็สบถออกมาประโยคหนึ่งอย่างฉุนเฉียว “งานมงคลอะไร? ผมไม่เอาทั้งนั้น!” แสนหวานจ้องไปที่ใบหน้าซีดเซียวของตรีเกษมแล้วเดินจากไปทันที
“ผม… ผมขอโทษ!” ตรีเกษมรู้ดีว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น ใช่แล้ว! งานมงคลที่ว่านั่นก็คืองานหมั่นหมายระหว่างแสนหวานกับรัศมีน้องสาวของเขา ส่วนอีกงานหนึ่งก็คือพิธีแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการอย่างเป็นทางการ งานมงคลทั้งสองงานจะถูกจัดขึ้นในวันเดียวกัน
เพียงแค่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ตรีเกษมก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก…
กอดเมื่อครู่นี้มันคือกอดแรกที่เขาได้มอบมันให้กับอีกฝ่าย สำหรับตรีเกษมแล้วความรู้สึกแบบนั้นมันช่างรู้สึกดีไม่น้อย ความรู้สึกที่เกิดเมื่อครู่นั้นมันดีมากจนสามารถทำให้เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้…
…
เดิมทีงานหมั้นหมายจะถูกจัดแยกกับพิธีแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการอย่างเป็นทางการ ทว่าแสนหวานกลับมองว่ามันสิ้นเปลืองจนเกินไปดังนั้นเขาจึงขอรวบรัดให้งานทั้งสองได้มาอยู่ในวันเดียวกัน อย่างน้อยแขกเหรื่อที่พวกเขาเชิญมาจะได้ไม่ต้องไปมาซ้ำถึงสองครั้ง แน่นอน แขกเหรื่อที่ว่าก็คือพ่อแม่ของเขาที่อยู่แดนไกลรวมถึงฐานฟ้าแล้วก็เจ้าอินอีกด้วย
“ท่านอาจารย์ ในจดหมายบอกว่าอีกห้าเดือนเจ้าแสนจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการรวมทั้งการหมั้นหมายกับหญิงสาวที่เป็นน้องสาวของเจ้าบ้านั่น… ท่านคิดเห็นเช่นไร? พวกเราต้องเดินทางไปบางกอกจริง ๆ หรือไม่ ข้าเกรงว่าการเดินทางครั้งนี้จะลำบากไม่น้อย”
แม้นว่าเจ้าอินจะพร่ำบ่นถึงการต้องเดินทางไกล ทว่าใบหน้าของเขากลับแสดงออกถึงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด แน่นอนว่าการได้ไปเมืองหลวงอันใหญ่โตมันคือความฝันครั้งหนึ่งของคนธรรมดาเช่นเขา เจ้าอินไม่คิดฝันจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแต่ขอแค่ได้เห็นสักครั้งก็ยังดี ในระหว่างที่จินตนาการของเขากำลังเตลิดไปไกลหน้าผากเรียบเนียนของเขาก็โดนข้อนิ้วของฐานฟ้าดีดเข้าอย่างจังจนเกิดเสียงต่ำทึบ
“โอ๊ย!เมียจ๋าทำไมทำรุนแรงกับข้าอีกแล้ว ไม่พอใจข้าตรงไหนก็บอกกันดี ๆ ไม่ได้หรือ?” ถึงแม้นว่าจะเจ็บแต่เจ้าอินยังมีอารมณ์พูดเย้าแหย่ออกไป แน่นอนว่าคำพูดเมื่อครู่ของเขากำลังทำให้ฐานฟ้าโมโหขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่ฐานฟ้ากำลังชูแขนเพื่อจะทุบตีอีกรอบ ทว่าร่างสูงโปร่งนั้นกลับเผ่นหนีไปไกลเสียแล้ว
จากประสบการณ์ที่เขาอยู่กับฐานฟ้ามานานเจ้าอินจึงรู้จังหวะเช่นนี้เป็นอย่างดีจนจับทางฐานฟ้าได้ถูก
“ลองพูดว่าเมียจ๋าอีกรอบข้าจะไล่เจ้าออกจากห้องนอน!” ฐานฟ้าตะโกนไปทางร่างนั้นที่ยืนอยู่ไกลออกไปพร้อมกับค้อนควักลูกตาใส่อย่างแค้นเคือง ถึงแม้นว่าจะโมโหทว่าใบหน้าของเขากับแดงขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “โถ่ถัง… ท่านอาจารย์ก็… ข้าก็แค่พูดความจริงท่านไม่เชื่อข้าเอง” เจ้าอินเดินกลับเข้ามาแล้วบ่นอุบอิบในลำคอ
“เจ้าอย่าเอาแต่ดีใจที่ได้เดินทางไปเมืองหลวง เจ้าไม่คิดหรือว่าสหายของตนจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้? เท่าที่ข้าสังเกตเห็นสองคนนั้นเหมือนจะมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง อีกทั้งเจ้าตรีเกษมนั่นก็ด้วย รักเขาชอบเขาแต่กลับไม่พูดออกไปแถมยังใจกล้ายกน้องสาวของตนให้กับเจ้าแสนโดยไม่คัดค้านสักคำ ข้าล่ะปวดหัวกับสองคนนั้นเสียจริง…” ฐานฟ้าร่ายยาวจนเจ้าอินที่ได้ฟังทำสีหน้าตกตะลึง
“ใช่! ข้าลืมนึกข้อนี้ไปเสียสนิท เดิมที่เจ้าแสนก็ชอบบุรุษด้วยกันอยู่แล้วตอนนั้นที่ท่านและข้าแล้วก็เจ้าคงไปช่วยเจ้านั่นมา สาเหตุก็เป็นเพราะว่าเจ้านั่นปฏิเสธการแต่งงานที่ถูกคลุมถุงชนกับหญิงสาว การที่เจ้านั่นชอบบุรุษเพศด้วยกันจึงไม่อาจป่าวประกาศออกไปได้จึงทำให้ต้องเลือกปลิดชีพตนเองด้วยการทรมานร่างกายจนกว่าจะตายไป…”
เมื่อเจ้าอินเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พวกเขาไปช่วยแสนหวานออกจากความตาย ความทรงจำบางส่วนในตอนนั้นก็เริ่มแวบเข้ามาในหัวของฐานฟ้าโดยไม่รู้ตัว ภาพที่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลัง ใช้ปากให้เขา… ก็ผุดขึ้นตามมาด้วย จู่ ๆ ฐานฟ้าก็หน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง เขาสับสนตัวเองยิ่งกว่าใคร ๆ ‘ข้าทำอะไรลงไปในตอนนั้น’
“ท่านอาจารย์ เอาเช่นนี้… เรารีบเดินทางจะดีกว่า ข้ากลัวว่าเจ้านั่นจะคิดทำร้ายตนเองอีกครั้ง” จู่ ๆ เจ้าอินก็รู้สึกเป็นห่วงแสนหวานขึ้นมาจับใจ อย่างน้อยในฐานะสหายคนหนึ่งเขาไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายคิดสั้นได้จึงได้เอ่ยปากเร่งเร้าออกไป
“ไม่ได้! เจ้าไม่ได้อ่านข้อความในจดหมายหรืออย่างไร? เจ้าแสนอธิบายไว้ว่าให้เรารอขบวนรถม้าที่ทางกรมไสยเวทส่งขึ้นไปเมืองตากเพื่อรับครอบครัวของเจ้านั่นลงมา เมื่อขบวนนั้นผ่านหัวเมืองสุโขทัย เมื่อถึงตอนนั้นเราจึงสามารถออกเดินทางได้ อย่าลืมว่าเมื่อถึงหัวเมืองนครสวรรค์เราต้องลงเรือลำเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ทางกรมไสยเวทจัดหาเอาไว้ให้…” ฐานฟ้าร่ายยาวอีกครั้ง
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจเดินทางก่อนกำหนดได้จึงทำได้เพียงแค่รอต่อไปเท่านั้น…
…
สองเดือนต่อมา
เรือนไม้สีขาวทรงปั้นหยา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“ทำไมคุณไม่รีบเข้านอน อย่าลืมว่าพรุ่งนี้จะต้องเข้าในเมืองเพื่อวัดตัวตัดชุดพิธีการแล้วก็ชุดที่จะต้องเอาไว้ใส่ในพิธีหมั้น… อ้อ! คุณไม่ต้องเป็นกังวลไป พรุ่งนี้ผมลางานเอาไว้แล้วเดี๋ยวผมจะเป็นคนพาคุณไปเอง” ทันทีที่ได้เห็นแสงไฟริบหรี่ลอดออกมาจากช่องประตู ตรีเกษมที่ยังนอนไม่หลับจึงเดินไปหน้าห้องของแสนหวานเพื่อกล่าวประโยคเมื่อครู่
ไม่รู้ว่าเขาโง่เกินไปหรือใสซื่อจนเคยชิน เขาไม่รู้เลยว่ายิ่งเขาพูดออกไปเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้แสนหวานรู้สึกโมโหจนถึงกับต้องเอาผ้าที่ห่มอยู่บนตัวมาม้วนเป็นปั้นเพื่ออุดปากน้อย ๆ แล้วส่งเสียงตะโกนออกมาเพื่อระบายความอัดอั้นที่มีอยู่ภายในใจ
“ชายคนนี้เขาแสนดีเกินไปจริง ๆ ถ้าหากข้าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนเมื่อถึงตอนนั้นข้าก็จะหวนกลับคืนไม่ได้อีกต่อไป…” แสนหวานบอกกับตัวเองว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกระตุ้นตรีเกษม ที่ผ่านมาเขาหวังว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยคำทักท้วงคัดค้านกับเกษมสุข ทว่าจนแล้วจนรอดตรีเกษมกลับนิ่งเฉยไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยทั้ง ๆ ที่สีหน้าของเขาบ่งบอกได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงำเอาไว้ภายในใจ
ในมุมมืดมุมหนึ่ง เจ้าจันทร์ที่คุ้นชินกับเรือนไม้หลังนี้เป็นอย่างดี เขากำลังแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ แน่นอนว่าตั้งแต่สองเดือนที่แล้วเขายังคงทำตัวเรียบร้อยมาโดยตลอดแม้นว่าจะพยายามเข้าหาตรีเกษมบ้างเป็นบางครั้งแต่กลับโดนอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเมื่อแสนหวานไม่อยู่บ้านตรีเกษมก็จะมักจะหาเรื่องออกไปข้างนอก ดังนั้นเจ้าจันทร์จึงแทบไม่มีโอกาสได้ทำตามแผนการของเขาเลยสักครั้ง
เช้าวันต่อมา
ชายหนุ่มสองคนในชุดลำลองสุภาพสีขาวครีมที่ดูคล้ายคลึงกันต่างพากันเดินออกมาจากเรือนไม้ทรงปั้นหยา ถัดจากนั้นตรีเกษมจึงโบกมือเพื่อเรียกรถลากที่วิ่งผ่านไปมา แล้วจากนั้นพวกเขาก็นั่งรถลากคันหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ใจกลางเมืองใหญ่
ทั้งคู่กำลังพากันไปร้านตัดชุดร้านประจำที่ครอบครัวของตรีเกษมใช้บริการมานานหลายปี ทว่าสิ่งที่ตรีเกษมและแสนหวานไม่คาดคิดว่าจะพบเจอในวันนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อพวกเขามาถึงหน้าร้านตัดชุดกลับเห็นรัศมีในชุดเรียบหรูยืนรออยู่นานแล้ว เมื่อพวกเขาลงจากรถลากหญิงสาวที่มีใบหน้าแดงก่ำก็รีบวิ่งเข้ามาเพื่อทักทายพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะพี่ตรี! สวัสดีค่ะพี่แสน! เหตุใดต้องทำหน้าตกใจเช่นนั้นด้วย ที่รัศมีมาในวันนี้ก็เพราะต้องการมาวัดตัวเหมือนกัน คิ! คิ! บังเอิญเสียจริงที่ได้มาตัดชุดวันเดียวกันกับพี่แสน” สาวน้อยพูดพร้อมกับหัวเราะด้วยความดีใจพลางบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย
“บังเอิญจริง ๆ บังเอิญเกินไปล่ะไม่ว่า…" ตรีเกษมพูดหยอกเย้าน้องสาวของตนอย่างเอ็นดู เขาไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายไปรู้ข้อมูลมาได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังจะออกจากบ้านเพื่อมาตัดชุดในวันนี้ ตรีเกษมผู้ซื่อตรงหาได้ใส่ใจเรื่องที่ว่า ทว่าแสนหวานกลับขมวดคิ้วมุ่นแล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“น้องรัศมีรู้ได้อย่างไรว่าพวกพี่จะมาวันนี้ หรือว่าเจ้าจันทร์เป็นคนส่งข่าว?” แม้นว่าเขาจะทำเสียงเข้มแต่เสียงละมุนของเขากลับทำให้รัศมีรู้สึกได้ถึงความเคร่งขรึมที่หาได้ยากในตัวของแสนหวาน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เธอหลงใหลในน้ำเสียงเช่นนี้ของอีกฝ่ายจนหัวใจเต้นโครมคราม
อาจกล่าวได้ว่ารัศมีชอบแสนหวานในทุกด้านอย่างโงหัวไม่ขึ้น
“พี่แสนอย่าได้ตำหนิพี่จันทร์เลยค่ะ เหตุผลที่พี่จันทร์ส่งข่าวมาให้ก็เป็นเพราะรัศมีเองที่ส่งคนไปสืบข่าวถึงเรือนแล้วเจอพี่จันทร์เข้าจึงได้ข่าวนี้กลับมา คิ! คิ! ดูสิพวกท่านสองคนแต่งตัวคล้ายกันเสียด้วยเหมือนกับนัดแนะกันมาแน่ะ” รัศมีรีบเปลี่ยนเรื่องแล้วยกเรื่องการแต่งตัวของพวกเขาออกมาแทน
ทว่าเมื่ออีกฝ่ายทักท้วงเช่นนั้น แสนหวานกับตรีเกษมจึงรีบสำรวจร่างกายของพวกเขาอย่างเร่งด่วน แล้วจึงได้พบว่าพวกเขาแต่งตัวคล้ายคลึงกันจริง สิ่งนี้ได้ทำให้พวกเขาทั้งคู่รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แสนหวานที่พยายามอธิบายเหตุผลให้อีกฝ่ายได้ฟังทว่าตรีเกษมกับพูดตัดบทเสียก่อนนี่จึงทำให้เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ผ่านพ้นไป
“ไปกันเถอะ รีบเข้าไปในร้านกัน” ตรีเกษมพูดแทรกแล้วจูงมือน้องสาวของตนให้เดินตามไป
“เฮ้อ… รอดตัวไปที…” แสนหวานถอนหายใจออกมาดัง ๆ ก่อนจะเดินตามสองคนนั้นเข้าไป