ภายในเมืองจินหยาง ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ไป๋ชิงอวิ๋นในชุดสีขาวสง่างามเดินเข้ามาด้านในโรงเตี๊ยม เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์ หน้าเคาน์เตอร์มีพนักงานกำลังทำความสะอาดอยู่ เขากำลังเช็ดแจกันอยู่อย่างขะมักเขม้น
ก๊อก ก๊อก
ไป๋ชิงอวิ๋นเคาะเคาน์เตอร์เพื่อเรียกความสนใจจากพนักงานที่กำลังทำความสะอาดแจกันอยู่ เขากล่าวถามขึ้นว่า "ที่ชั้นสองห้องสุดท้ายตอนนี้คุณชายมู่ยังจองห้องนั้นไว้อยู่ไหม?"
พนักงานต้อนรับมองใบหน้าคนที่มา เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็จำคนผู้นี้ได้ ชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาและยังเป็คนของตระกูลสูงศักดิ์ เสียดายก็แต่ว่า เขาเป็คนไร้ประโยชน์และมีชื่อเสียงฉาวโฉ่
"ยังจองอยู่ขอรับ" พนักงานต้อนรับกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ถึงแม้กลุ่มคนที่พักอยู่ชั้นสองห้องสุดท้ายจะเป็กลุ่มคนไร้ประโยชน์ แต่พวกเขาก็จ่ายเงินตรงเวลาและยังเป็ลูกค้าขาประจำของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์
"แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่้าไหม" ไป๋ชิงอวิ๋นมองขึ้นไปที่ชั้นสอง
"ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ที่โรงเตี๊ยมขอรับ เห็นว่าจะไปตามหาคุณชายนะขอรับ พวกเขาบอกว่าคุณชายหายตัวไปพวกเขาเลยจะออกไปตามหาน่ะขอรับ ราวสิบวันก่อนคุณชายกู่หวงกลับไปที่บ้านของเขาเพื่อเอารถม้า" กล่าวถึงตรงนี้พนักงานต้อนรับก็มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เขาหวนนึกถึงภาพนั้นในอดีต
"คุณชายกู่หวงกลับไปที่บ้านแล้วได้รถม้ามาจริงๆขอรับ เพียงแต่พาหนะที่ใช้ลากรถม้ากลับไม่ใช่ม้าแต่เป็แม่วัวตัวหนึ่งขอรับ เื่นี้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในตอนนั้นเห็นหมดเลยนะขอรับ เห็นแบบนั้นแล้วมันตลกมากจริงๆขอรับ" พนักงานต้อนรับเล่าไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน
ปัง
กำปั้นของไป๋ชิงอวิ๋นฟาดทุบลงตรงเคาน์เตอร์เสียงดังสนั่น พนักงานต้อนรับใสะดุ้งจนตัวลอย เขาหันไปมองหน้าไป๋ชิงอวิ๋นจากนั้นก็ถลึงตาใส่อย่างน่ากลัว เพียงแต่ทันทีที่สายตาของทั้งสองคนสบกัน พนักงานต้อนรับก็หน้าซีดตัวสั่น ไม่รู้เพราะเหตุใดแต่เขาหวาดกลัวต่อสายตาของไป๋ชิงอวิ๋นยิ่งนัก
"ถ้าเ้ากล้าหัวเราะอีกข้าจะตัดลิ้นเ้า" เสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความเย็นะเื ดวงตาของเขาหมุ่นแสงลงสายตาเยือกเย็นจนน่ากลัว
"ถ้าข้าได้ยินเ้าเล่าเื่นี้อย่างสนุกสนานอีก วันพรุ่งนี้จะไม่มีอีกสำหรับเ้า" กล่าวจบทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ไป๋ชิงอวิ๋นก็หมุนตัวเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม เป้าหมายคือคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่
พนักงานต้อนรับพยักหน้าตอบรับรัวๆ เขาหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญแขวนไปหมด ไม่รู้เป็เพราะเหตุใดวันนี้คุณชายไป๋น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อก่อนเขาก็เคยพูดเช่นนี้แต่คุณชายไป๋กลับหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วปล่อยผ่านไป แต่พอมาดูวันนี้แล้วคุณชายไป๋ช่างแตกต่างไปจากเดิม คำพูดตลกเพียงแค่ไม่กี่คำกลับทำให้เขาโกรธจนน่ากลัวได้ขนาดนี้ คิดถึงสายตาที่เ็านั่นแล้วยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หายเลย
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินไม่ช้าไม่เร็วฝีเท้าราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่นานก็มาถึงคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่ หน้าประตูมียามเฝ้าอยู่สองคนพวกเขามีร่างกายแข็งแรงกำยำ ดูเผินๆแล้วน่าจะเป็จอมยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นไม่กล้าสบตา พวกเขาเดินก้มหน้าจากนั้นก็เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋ชิงอวิ๋นมือไพล่หลังเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของยามเฝ้าประตูทั้งสองคน "ข้ามาขอพบกู่หวง ท่านทั้งสองได้โปรดไปตามเขาให้ข้าด้วย"
ทหารยามทั้งสองมองหน้ากัน พวกเขาทำหูทวนลมเมินเฉยไม่สนใจต่อคำพูดของเด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวเบื้องหน้า
ไป๋ชิงอวิ๋นหลุบตาลงมองต่ำ เขาควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จากนั้นก็กล่าวขึ้นอีกหนึ่งคำรบว่า "ข้าบอกว่ามาขอพบกู่หวง ขอร้องท่านทั้งสองไปแจ้งเขาให้ข้าด้วย"
อันที่จริงไป๋ชิงอวิ๋นถามคำถามเหล่านี้ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากู่หวงไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เขาไม่มีเบาะแสอย่างอื่น ทำได้เพียงถามผู้ที่รู้เท่านั้นว่ากู่หวงไปที่ไหน
ยามเฝ้าประตูทางด้านซ้ายกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามและไม่พอใจ "ตอนนี้เ้าขยะกู่หวงไม่ได้อยู่ที่บ้าน เชิญเ้าไปตามหาเขาที่อื่น อย่าได้มารบกวนการทำหน้าที่ของพวกข้า มิเช่นนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน"
บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดัน อากาศรอบตัวของยามเฝ้าประตูทั้งสองสั่นไหว เหมือนว่าพวกเขาพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ ขอเพียงแค่ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงดื้อรั้นไม่ยอมจากไป เช่นนั้นก็ถือว่าไป๋ชิงอวิ๋นเข้ามาก่อกวนตระกูลกู่ และการที่เขาจะโดนทุบตีก็เป็เื่ที่สมเหตุสมผลแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงหลุบตาลงมองต่ำ อากาศรอบร่างกายของเขาก็สั่นไหวเช่นเดียวกัน กฎเกณฑ์รอบด้านเหมือนกับจะถูกบิดเบือน ไป๋ชิงอวิ๋นสายตาเย็นเยียบ เขาจ้องมองไปยังยามเฝ้าประตูทั้งสองคนด้วยสายตาเ็า จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
"เป็เพียงคนที่มาอาศัยตระกูลของคนอื่นอยู่ แต่กลับกล้ากำเริบเสิบสานนัก" เคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลเริ่มโคจรพลังจิติญญา ทำให้อากาศรอบด้านสั่นกระเพื่อมไปมา ด้วยอำนาจของพลังที่แผ่กระจายออกมาทำให้ยามเฝ้าประตูทั้งสองเริ่มเกิดความกดดัน
"เป็บ่าวรับใช้แต่กลับไม่รู้จักเคารพผู้เป็นาย ช่างเหิมเกริมและยิ่งผยองยิ่งนัก" ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือขวาออกไปจากนั้นก็ตวัดนิ้วชี้ชี้ลงเบื้องล่าง ขณะเดียวกันก็แผดเสียงร้องกัมปนาทออกมา "คุกเข่าลงไป"
ตึง
เข่าของยามเฝ้าประตูทรุดฮวบลงกับพื้นเสียงดังสนั่น บ่าของยามเฝ้าประตูทั้งสองคนเหมือนกับมีมหาบรรพตหนักหมื่นจั้งตกลงมาจากท้องฟ้ากดทับร่างกายของพวกเขาทั้งสองคน หัวเข่าแนบชิดติดกับพื้นจนทำให้แผ่นหินด้านล่างสั่นะเื เหมือนกับหัวเข่าของพวกเขาจะบดขยี้แผ่นดินให้แหลกลาญ
ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนหน้าซีด พวกเขาอยากจะขยับตัวแต่เหมือนกับมีพลังอันยิ่งใหญ่เข้ามาพันธนาการร่างของพวกเขาเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามใจชอบ ตอนนี้แม้แต่อยากจะเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาก็ยังไม่มีกำลังเพียงพอที่จะขัดขืนต่ออำนาจอันสูงส่งที่กดทับอยู่บนร่างของพวกเขาได้
"นี่สิระดับสายตาที่ควรจะเป็ ข้าเป็สหายกับนายน้อยของพวกเ้า ข้ามาขอพบเขาพวกเ้ามีหน้าที่ต้องไปรายงาน ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาคนทั้งเมืองมองกู่หวงยังไง และข้าก็รู้ว่าที่ผ่านมาพวกเขาซึ่งรวมถึงพวกเ้ามองพวกข้าสี่คนยังไง สี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยาง สมญานามนี้เป็สมญานามที่พวกข้าต้องแบกรับอย่างอัปยศ ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาทำได้เพียงแค่ต้องทนฟังขี้ปากของคนอื่น" ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นเปล่งประกายแสงสีทองเย็นะเื
"แต่หลังจากนี้ จะไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว พวกข้าจะทวงเอาเกียรติยศที่ควรจะเป็ของพวกข้ากลับคืนมา ข้าจะใช้ความสามารถที่ข้ามีอุดปากโสโครกของพวกเขาซะ ผ่านมาแล้วสิบแปดปี ข้าจะไม่สะกดพลังของตัวเองเอาไว้อีกแล้ว"
'ตอนนี้ใช้เซตติ้งแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน ถึงยังไงซะ เราก็บอกที่มาของพลังของเราไม่ได้' ไป๋ชิงอวิ๋นคิดในใจ
"จงเปิดทางให้ข้า"
ปัง
ร่างของยามเฝ้าประตูทั้งสองเหมือนกับถูกฟาดด้วยกระบองั์ ร่างของพวกเขาถูกพลังบางอย่างกระแทกโดยที่พวกเขาก็มองไม่เห็น ด้วยอำนาจของพลังที่แข็งแกร่งนี้ได้ซัดเอาร่างของยามเฝ้าประตูทั้งสองกระเด็นไปชนเข้ากับประตูใหญ่ตระกูลกู่ ทำให้ประตูใหญ่ถูกเปิดออก ประตูสองบานถูกร่างทั้งสองร่างกระแทกจนเปิดอ้าออกเต็มบาน
เสียงร่างกระแทกประตูดังสนั่นทำให้ผู้คนในตระกูลกู่ตื่นใ บ่าวรับใช้หลายคนวิ่งออกมาดูสถานการณ์ จากนั้นจอมยุทธ์ตระกูลกู่ก็เข้ามาออกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ทันที
พวกเขาเห็นร่างของยามเฝ้าประตูสองคนนอนกองอยู่กับพื้น บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวมีใบหน้าหล่อเหลาเอามือไพล่หลัง เขาก้าวเดินผ่านธรณีประตูคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่เข้ามาอย่างเนิบช้า พลังอำนาจที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาเต็มไปด้วยพลังสะกดข่ม มันกดขี่ทุกคนที่รายล้อมอยู่เบื้องหน้า
"ยามเฝ้าประตูสองคนนี้ไร้มารยาท ไม่รู้จักเคารพนายน้อยบ้านตัวเอง วันนี้ข้าไป๋ชิงอวิ๋นยินดีออกหน้าสั่งสอนพวกเขาให้เอง" ทุกคำพูดทำให้อากาศรอบด้านสั่นไหว กฎเกณฑ์โดยรอบตื่นตัวขึ้นพร้อมกับการย่างกรายเข้ามาของไป๋ชิงอวิ๋น
"เป็แค่เศษสวะจากตระกูลไป๋ เหตุใดจึงได้กล้ามาโอหังที่ตระกูลกู่ของข้า" เสียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจดังออกมาจากท่ามกลางฝูงชน คนที่พูดขึ้นมาคืออัจฉริยะของตระกูลกู่ กู่ซือหลง เขาเป็บุตรชายคนที่สองของผู้นำตระกูลกู่คนปัจจุบัน เขาเป็อัจฉริยะที่มีพลังฝึกตนสูงถึงระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด
ในตระกูลกู่และในบรรดาเหล่าลูกชายของผู้นำตระกูลกู่ เขาเป็รองเพียงแค่ลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลกู่เท่านั้น แน่นอนว่าต้องมีความหยิ่งผยองอยู่มาก
ไป๋ชิงอวิ๋นหรี่ตามอง ดวงตาที่เ็าของเขาจับจ้องไปยังร่างของกู่ซือหลง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็าว่า "ข้าแค่อยากรู้ว่ากู่หวงไปที่ไหน พวกเ้าหากมีใครตอบข้าได้ข้าจะออกไปจากตระกูลกู่ทันที"
"กล้าเข้ามาสร้างเื่ในตระกูลกู่แล้วยังคิดจะออกไปง่ายๆอย่างนั้นรึ เ้าเศษสวะจากตระกูลไป๋วันนี้ข้าจะหักขาเ้าแล้วจับโยนออกไป ถือซะว่านี่เป็ความปราณีจากข้า กู่ซือหลง" กู่ซือหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม เขาพุ่งทะยานร่างใส่ไป๋ชิงอวิ๋นอย่างไร้ความหวาดกลัว สำหรับตระกูลกู่การต่อสู้ระยะประชิดคือสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด
กู่ซือหลงพุ่งทะยานเข้ามาเหมือนกับพยัคฆ์ร้าย เขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมากจนยากที่จะมองด้วยตาเปล่า แสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากดวงตาด้านซ้ายของไป๋ชิงอวิ๋น เขามองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของกู่ซือหลง และรู้ว่าหากสู้กันในระยะประชิดด้วยร่างกายที่อ่อนแอของเขาในตอนนี้ไม่มีทางเอาชนะยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นจะสู้แบบซึ่งๆหน้าไม่ได้ ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงสงบนิ่งเขาจ้องมองกู่ซือหลงอย่างเ็า ไป๋ชิงอวิ๋นสะบัดมือขวากดลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยพลังอำนาจว่า
"จงคุกเข่าลงไป"
น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นดุดันเหี้ยมหาญ อากาศและกฎเกณฑ์รอบด้านสั่นะเื ร่างของกู่ซือหลงหยุดเคลื่อนไหวราวกับมีพันธนาการมาตึงอยู่บนร่าง จากนั้นเข่าทั้งสองข้างของเขาก็ทรุดลงกับพื้น
ตึง
เสียงเข่ากระทบพื้นดังสนั่น กู่ซือหลงตกตะลึงจนหน้าชา ดวงตาทั้งสองของเขาเบิกกว้างปากอ้าออกจนเป็รูปตัวโอ เขาจ้องมองร่างของไป๋ชิงอวิ๋นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
บ่าวรับใช้และจอมยุทธ์ตระกูลกู่หลายคนก็มองเห็นเหตุการณ์อย่างเด่นชัด ตอนนี้พวกเขาตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ร่างกายของพวกเขาแข่งทื่อไม่สามารถขยับได้เหมือนกับต้องมนต์สะกด
"อัจฉริยะของตระกูลกู่ มีน้ำยาแค่นี้เองเหรอ?" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเหยียบเย็นเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก
กู่ซือหลงที่ได้ยินคำพูดนี้ ทำให้พลังลมปราณภายในร่างของเขาสั่นไหว หน้าอกแน่นไปหมด ถึงอยากจะพูดแก้ตัวแต่ก็พูดไม่ออก เขาเอามือกุมที่หัวใจของตัวเองดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธแค้น