กู้หนิงมองดูชายชุดดำที่นอนหมดสติอยู่อย่างพอใจ นางรู้สึกขอบคุณอาจารย์ที่สอนความรู้เื่สมุนไพรให้นางกับน้องชายมาพอสมควร นางจึงสกัดยาสมุนไพรที่เตรียมไว้ใช้ในยามฉุกเฉินไว้บางส่วน และหนึ่งในนั้นก็คือยานอนหลับ
“เ้าเห็นหน้าข้าอยู่ฝ่ายเดียวก็ดูจะเอาเปรียบกันเกินไป ขอข้าดูใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำของเ้าหน่อยเป็ไร” กู้หนิงเดินไปปลดผ้าคลุมหน้าของชายชุดดำออก “โอ้โห...เ้าไปทำให้ใครโกรธแค้นมามากเท่าไหร่กันนี่ ทำไมรอยแผลเป็ถึงได้เยอะอย่างนี้เล่า”
กู้หนิงนั่งเท้าคางมองดูชายชุดดำคนนั้นอยู่นาน จากนั้นนางก็คลำไปบนใบหน้าของชายหนุ่มเรื่อยไปจนถึงคาง ก่อนจะลูบลงไปตามลำคอ “อืม...ก็ไม่เห็นว่าจะมีหน้ากากหนังมนุษย์สวมอยู่นี่นา หรือว่าหน้ากากหนังมนุษย์จะไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าเป็อย่างนั้นก็น่าเสียดายแย่ แผลเป็เยอะเต็มหน้าขนาดนี้ ต่อไปเ้าต้องได้ใช้ผ้าคลุมหน้าไปตลอดชีวิตแน่ เฮ้อ...ถ้าเป็ยุคที่พี่สาวจากมา รับรองว่าพี่สาวจะพาเ้าบินไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะพาเ้าไปแคสติงบทพระเอกกำลังภายใน เ้าคงดังะเิไปเลยล่ะ”
ชายชุดดำที่แสร้งหมดสติอยู่ก็อยากจะลุกขึ้นมาถามว่านางกำลังพูดพล่ามอะไร ภาษาที่พูดออกมามันใช่ภาษามนุษย์รึ แต่ก็เอาเถอะ นางอยากพูดอยากทำอะไรก็ทำไป ตอนนี้วรยุทธ์ของเขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาได้แค่สองส่วน อีกหลายชั่วยามกว่าที่ยาระงับวรยุทธ์จะหมดไป ขอแค่นางพาเขาขึ้นรถม้าไปถึงเมืองหลวงได้ก็พอ คิดได้อย่างนั้นชายชุดดำก็แสร้งหมดสติต่อ
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือนางพาเขาหลุดเข้าไปอยู่ในสถานที่ใด จากห้องพักในโรงเตี๊ยม ทำไมเขาถึงมาอยู่ในบ้านพักกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ยังมีอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้กระจกเป็ผนังทั้งแถบนั่นอีก ชายชุดดำตื่นเต้นจนเผลอขยับตัว
แต่กู้หนิงกลับคิดว่ายานอนหลับที่นางให้ชายชุดดำดื่มคงใกล้จะหมดฤทธิ์ นางเอายานอนหลับป้อนให้เขาดื่มไปอีกหนึ่งช้อน แต่ชายชุดดำก็ยังแอบอมยาไว้ในปากโดยไม่กลืน เขาอยากรู้ว่าสถานที่พิสดารแห่งนี้มันคือที่ไหน และนางเป็ใครกันแน่
“ในเมื่อข้ารับปากว่าจะพาเ้ากลับเมืองหลวงอย่างปลอดภัย ข้าก็ต้องรักษาคำพูด ดังนั้นข้าจำเป็ต้องวางยานอนหลับแล้วพาเ้าเข้ามาในมิติ ไม่อย่างนั้นเ้าจะรอดพ้นจากการตรวจค้นของเ้าหน้าที่ได้อย่างไร เ้านอนอยู่ในนี้ดีๆ ล่ะ พอใกล้จะถึงเมืองหลวง ข้าจะมาพาเ้าออกไปเอง” กู้หนิงพาชายชุดดำมานอนอยู่ในบ้านพักกลางไร่ปศุสัตว์ เมื่อจัดให้ชายหนุ่มนอนบนเตียงอย่างเรียบร้อย “สัญชาตญาณของข้าบอกว่าเ้าเป็คนดี หวังว่าข้าคงช่วยคนไม่ผิดหรอกนะ”
รอจนไม่ได้ยินเสียงของหญิงสาว ชายชุดดำจึงลืมตาแล้วลุกไปบ้วนน้ำที่หญิงสาวป้อนให้เขาดื่มออกจนหมด จากนั้นเขาก็เดินออกไปนอกบ้านพัก นี่มันคือทุ่งหญ้าสีเขียวขจีกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เขามองเห็นม้าหลากหลายสายพันธุ์ ม้าเหล่านี้เป็ม้าศึกอย่างแน่นอน แต่มันไม่ใช่ม้าศึกหรือม้าป่าอย่างที่เขาเคยเห็น หากเขาได้เป็เ้าของม้าพันธุ์ดีเช่นนี้สักตัวมันคงจะดีไม่น้อย และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งที่สุดคงเป็อาคารกระจกที่มีความสูงถึงเจ็ดชั้น กระจกที่เอามาทำเป็ผนังดูขาวใสและคุณภาพดีกว่ากระจกที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียเคยเอามาขายเสียอีก ตกลงแล้วสถานที่แห่งนี้มันคือที่ใดกัน
“เมื่อกี้นางบอกว่าที่นี่คือมิติ หรือว่านางจะเป็ผู้ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาเหมือนกับอาจารย์” ชายชุดดำทำท่าคิด “แม่นางน้อย เ้าเป็ใครกันแน่ แล้วเ้าเดินทางมาจากที่ไหน เ้าจะใช่เนื้อคู่ของข้าเหมือนที่อาจารย์ได้ทำนายไว้ก่อนที่ท่านจะหายไปหรือไม่”
กู้หนิงบอกเื่ที่นางพาชายชุดดำเข้าไปในมิติให้น้องชายฟัง
“เสี่ยวอัน เ้าโทษที่ข้าไม่ปรึกษากับเ้าก่อนหรือไม่”
“ข้าไม่โกรธและไม่มีความเห็นอะไรทั้งนั้นขอรับ แต่ไหนแต่ไรสัญชาตญาณของท่านก็ถูกต้องมาตลอด อีกอย่างเมื่อคืนเขาก็ไม่ได้ทำร้ายท่าน เพราะฉะนั้นเขาก็อาจจะเป็คนดีเหมือนที่ท่านคิดก็ได้” กู้อันบอกอย่างไม่คิดมาก
กู้หนิงรู้ว่าน้องชายไม่ใช่คนคิดมาก อีกอย่างเขาก็ตามใจนางมาตลอด กู้หนิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ความจริงแล้วนางก็เกรงใจน้องชายมากเหมือนกัน เพิ่งเชื่อมมิติเสร็จแท้ๆ แต่นางกลับถือวิสาสะพาคนแปลกหน้าเข้าไปหลบในมิติก่อนที่จะปรึกษาน้องชาย “มีเ้าเป็น้องชายก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าเป็คนอื่น ป่านนี้เราคงได้ตีกันตาย ขอบใจนะเสี่ยวอัน”
“พี่หญิงขอรับ” กู้อันมองหน้าพี่สาว “ที่ข้าเป็น้องชายที่ดีก็เพราะข้าไม่อยากถูกท่านตีตายนั่นล่ะ”
“ข้าโหดกับเ้าขนาดนั้นเลยหรือไร”
“ท่านอยากฟังคำตอบจริงๆ หรือไม่เล่า” กู้อันตั้งท่าจะเล่า
กู้หนิงรีบยกมือห้าม “หยุด! ไม่ต้องพูดแล้ว จำไว้ว่าที่ข้าเข้มงวดกับเ้าก็เพราะข้าต้องทำหน้าที่สั่งสอนเ้าแทนท่านแม่”
“ท่านกำลังจะบอกว่าพี่สาวก็เหมือนมารดาใช่หรือไม่ขอรับ เช่นนั้นข้าอยากขอ...” กู้อันยิ้มมุมปาก
“อยากขออะไร?” กู้หนิงเริ่มระแวง น้องชายคงไม่ขอให้นางทำอะไรแปลกๆ ให้เขาอีกหรอกนะ นางยังจำได้ดีว่าครั้งสุดท้ายที่น้องชายโกรธ นางต้องง้อเขาอยู่หลายวัน ทั้งยังสัญญาว่าจะทำตามคำขอของเขาโดยไม่ปฏิเสธเลยหนึ่งข้อ ตอนนั้นน้องชายบอกให้นางทานอาหารให้เหมือนกุลสตรี ต้องบอกว่าเวลาหนึ่งชั่วยามนั้นนางแทบจะอึดอัดตาย ต้องกินข้าวคำเล็กๆ แล้วต้องเคี้ยวอาหารให้ครบยี่สิบครั้งแล้วค่อยกลืน ทั้งๆ ที่น้องชายให้ท่านแม่ทำของโปรดของนางขึ้นโต๊ะ บังคับให้นางกินข้าวคำเท่ามดแค่นั้นสู้ให้นางอดข้าวไปเลยดีกว่า
“พี่หญิงระแวงว่าข้าจะขออะไรแปลกๆ อีกใช่หรือไม่” กู้อันรีบยิ้มกว้างแล้วโบกมือ “ข้าไม่ขออะไรแบบนั้นแล้ว ข้าแค่อยากกินอาหารฝีมือท่าน นะพี่หญิงนะ ชาติที่แล้วตอนที่เราอยู่เมืองนอก ข้าก็กินอาหารฝีมือท่านทุกวัน ติดที่ตอนที่เราทะลุมิติมา หมู่บ้านป่าหมอกไม่มีวัตถุดิบอะไรเลย แต่ตอนนี้ในมิติของเรามีห้างสรรพสินค้า ท่านช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินสักมื้อได้หรือไม่ขอรับ”
กู้หนิงยิ้มแล้วนึกไปถึงอดีตเมื่อชาติที่แล้ว นางกับน้องชายถูกคุณพ่อส่งไปเรียนที่ต่างประเทศั้แ่เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถม ถึงแม้จะมีแม่บ้านและคนสวน แต่กู้หนิงกับกู้อันก็รู้จักที่จะทำงานบ้านด้วยตัวเอง อีกทั้งคุณพ่อก็ยื่นคำขาดว่าหลังจากที่พวกเขาขึ้นเรียนในชั้นมัธยม คุณพ่อจะให้พวกเขาสองคนใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แม่บ้านและคนสวนจะถูกเลิกจ้าง
กู้หนิงมีพร์ทางด้านการทำอาหารมากกว่า ส่วนกู้อันถนัดเื่งานใช้แรง งานสวนทั้งหมดจึงเป็หน้าที่ของกู้อัน กู้หนิงก็รับหน้าที่ทำอาหาร
“เ้าอยากกินอะไรเป็พิเศษล่ะ” กู้หนิงยิ้มให้น้องชาย
“สเต็ก สลัดมันฝรั่ง แล้วก็มะกะโรนีอบชีส”
“ถ้างั้นคืนนี้เดี๋ยวข้าทำให้เ้ากิน เพราะเช้านี้เราต้องพาเสี่ยวหู่ออกไปหาข้าวทานข้างนอกกันก่อน”
“ได้ขอรับ” กู้อันตอบรับอย่างง่าย
กู้หนิงมองน้องชายอย่างเอ็นดู นางกับน้องชายใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอด ความจริงแล้วเขาจะดื้อกับนางบ้างก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำเพราะไม่อยากให้นางเสียใจและเป็กังวล “เสี่ยวอัน ขอบใจนะ”
“พี่หญิงขอรับ ความสุขของท่านก็คือความสุขของข้า”
จากนั้นสองพี่น้องก็ออกไปถามความ้าของเสี่ยวหู่ว่าเขาอยากทานอะไรเป็มื้อเช้า และเสี่ยวหู่ก็เลือกที่จะทานเกี๊ยว
“พี่หญิงหนิง ข้าถามคนที่โรงเตี๊ยมมาแล้ว พวกเขาบอกว่าร้านเกี๊ยวของท่านลุงเป่าอร่อยและปริมาณเยอะ แถมยังราคาถูกมากด้วย ข้าอยากไปลองกินเกี๊ยวร้านนั้นดูขอรับ” เสี่ยวหู่พูดยิ้ม
“เมื่อวานเ้ายังบอกว่าอยากไปลองกินอาหารที่ภัตตาคารอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้เปลี่ยนเป็อยากกินเกี๊ยวเสียแล้วเล่า หรือว่าเ้าอยากประหยัดเงินช่วยข้า” กู้หนิงถาม
“นั่นมันก็เหตุผลหนึ่งขอรับ แต่ข้าอยากกินเกี๊ยวของร้านท่านลุงเป่าจริงๆ” เสี่ยวหู่เริ่มอธิบายเมื่อเห็นกู้หนิงกับกู้อันมองมาที่เขาด้วยสายตาคาดคั้น “ความจริงแล้วคนดูแลม้าของโรงเตี๊ยมเป็ลูกชายของท่านลุงเป่าขอรับ ข้าเห็นว่าเป่าจงเป็คนดีและมีน้ำใจ ข้าจึงอยากไปอุดหนุนกิจการของครอบครัวเขาสักครั้ง พี่หญิง...เป่าจงเสียมารดาไปั้แ่ยังเล็ก ข้าคิดว่าข้ากับเขามีชีวิตคล้ายกัน”
“เ้าอยากกินเกี๊ยวก็แค่ไปกิน จะมาพูดเื่เศร้าทำไมกัน” กู้อันเดินไปกอดคอเสี่ยวหู่เพราะกลัวเสี่ยวหู่จะเศร้าที่พูดถึงบิดามารดา “วันนี้ไม่ต้องถึงมือพี่หญิง เดี๋ยวข้าจะเป็เ้ามือเลี้ยงเ้าเอง ถ้าเ้ากินเกี๊ยวได้ไม่ถึงสิบชาม คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเ้ายังไง”
“สิบชาม!” เสี่ยวหู่แสร้งปฏิเสธเพราะรู้ว่าพี่ใหญ่อันแค่ล้อเขาเล่นเพื่อช่วยให้เขาสบายใจ “เช่นนั้นเราไปกินที่อื่นเถิดขอรับ ข้าไม่อยากเลือกระหว่างต้องท้องแตกตายกับถูกท่านต่อยจนตาย”
ทั้งสามเดินออกจากโรงเตี๊ยมแล้วมุ่งหน้าไปร้านเกี๊ยว แต่พอไปถึงพวกเขากลับพบว่าท่านลุงเป่ากับเป่าจงกำลังถูกนักเลงหลายคนก่อกวนเพื่อเรียกเก็บค่าคุ้มครอง
“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าถ้าพวกเ้าไม่จ่ายค่าคุ้มครอง ข้าจะพังร้านของพวกเ้าให้หมด” นักเลงตัวโตมองดูลูกน้องกำลังตั้งท่าเตรียมจะทุบข้าวของในร้าน “ข้าใจดีเก็บค่าคุ้มครองพวกเ้าแค่วันละหนึ่งตำลึงก็ดีเท่าไหร่แล้ว ร้านอื่นข้ายังเรียกเก็บแพงกว่านี้อีก”
“แต่วันละหนึ่งตำลึงมันมากเกินไป ข้าจ่ายให้ท่านได้แค่วันละยี่สิบเหวินเท่านั้น หากต้องจ่ายมากกว่านี้ พวกข้าก็คงไม่เหลือเงินใช้ในแต่ละเดือนแล้ว” ลุงเป่ารีบบอก
“ลูกชายของเ้าทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยมฝั่งตะวันตกไม่ใช่หรือ ก็ไปใช้เงินจำนวนนั้นดำรงชีพเสียสิ”
“นายท่าน เงินเดือนของข้าได้แค่เดือนละหนึ่งตำลึงเท่านั้นขอรับ” เป่าจงรีบพูดต่อ “แต่ท่านมาเรียกเก็บค่าคุ้มครองวันหนึ่งสูงถึงหนึ่งตำลึง ข้ากับท่านพ่อไม่มีปัญญาจ่ายไหวหรอกขอรับ เราจ่ายได้แค่วันละยี่สิบเหวินจริงๆ”
“ดูท่าว่าพวกเ้าจะยังไม่เข้าใจสินะ” นักเลงตัวโตหันไปสั่งลูกน้อง “ทุบโต๊ะกับเก้าอี้พวกมันหนึ่งชุด!”
นักเลงคนที่เหลือได้ยินก็ยกท่อนเหล็กขึ้นเพื่อจะฟาดลงบนโต๊ะและเก้าอี้ แต่นักเลงคนหนึ่งกลับร้องขึ้นเสียงดัง “โอ๊ย! ขาของข้าหักแล้วขอรับพี่ใหญ่”
นักเลงสองคนที่เหลือรีบเข้าไปดูอาการของสหาย ส่วนนักเลงตัวโตรีบมองไปรอบๆ “ใครมันบังอาจทำร้ายลูกน้องของข้า!”
“ข้าเอง” กู้อันเดินเข้ามาในร้านอย่างสบายๆ “ข้าทำลูกน้องเ้าขาหักเอง ไม่ใช่ว่าพวกเ้ากำลังจะทุบโต๊ะกับเก้าอี้ของท่านลุงเป่าอยู่หรือ ข้าจะบอกให้นะ โต๊ะกับเก้าอี้ก็มีความรู้สึก มันก็ตั้งอยู่ของมันดีๆ แต่พวกเ้ากลับจะไปทำให้มันเจ็บ เช่นนั้นข้าก็จะให้พวกเ้าได้ลองเจ็บดูก่อน พวกเ้าจะได้รู้ว่าโต๊ะกับเก้าอี้พวกนั้นมันรู้สึกยังไง”
“ไร้สาระ โต๊ะกับเก้าอี้จะมีความรู้สึกไปได้ยังไง” นักเลงตัวโตชี้หน้ากู้อัน “ไอ้เด็กน้อยไม่รู้จักที่ตาย! ไม่รู้เสียแล้วว่าข้าเป็ผู้ใด กล้ามาทำให้ลูกน้องข้าขาหัก ข้าก็จะจับขาเล็กๆ ของเ้ามาหักเดี๋ยวนี้”