หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 ห้วงนทีลึกล้ำ

    บทที่ 73 ห้วงนทีลึกล้ำ[1]

            อารมณ์ของโม่เต้าจื่อเริ่มจมดิ่งลง บรรยากาศพลอยนิ่งเงียบตาม หลิงหยุนจื่อจึงต้องออกคำสั่งแทน เขาสั่งให้คนจากหออาณัติสองสามคนไปคอยจับตามองจงฮั่นกับซูซานเหอ

            อันที่จริงทุกคนรู้ดีว่ามีใครบ้างที่เข้าข่ายบ่อนทำลายภายในสำนัก เพียงแต่ทุกคนไม่อยากพูดก็เท่านั้น ราชวงศ์เฉียนไม่มีทางส่งเฉียนชิงมาที่สำนักชิงหยุนโดยไร้เป้าหมายอย่างแน่นอน ตอนที่ยังไม่มีภัยคุกคามจากภายนอก ทุกคนยังพอเพิกเฉยได้ แต่ในช่วงเวลาอันตรายเช่นนี้ จำเป็นต้องจับตาดูเป็นพิเศษ

            หารือกันอีกสักพัก พวกลู่หยวนกับหลัวเจินก็จากไป หลิงหยุนจื่อก็ออกจากจวนพำนักของโม่เต้าจื่อไปเช่นกัน

            “มีแต่คนฉลาด แต่ผลประโยชน์ด้านหน้าสามารถบดบังสายตาคนเราได้” โม่เต้าจื่ออุทานอย่างสลดใจ

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ พวกเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้วขอรับ ไม่จำเป็นต้องวิ่งเต้นตามพวกจงฮั่นกับซูซานเหอ”ฉินชูพูดขึ้น

            “ไม่ใช่แค่จงฮั่นกับซูซานเหอ แต่พวกสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ล้วนแต่เขลาปัญญาพอๆ กัน ทั้งสามกองกำลังมหาอำนาจผนึกกำลังกันโจมตีบุกถล่มสำนักชิงหยุนได้ก็จริง แต่ผลที่ตามมาเป็นเยี่ยงไร ต่อให้พวกเขาถล่มสำนักชิงหยุนได้ ฝั่งของตัวเองก็ต้องเสียหายไปมากเช่นกัน ถึงตอนนั้น ทางฝั่งราชวงศ์เฉียนจะลงมือ เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือกำจัดสำนักมหาอำนาจใดๆ ภายในอาณาจักรการปกครอง เพราะการมีอยู่ของพวกเรามันค้านกับอำนาจราชวงศ์ ทำให้พวกเขาควบคุมทั้งอาณาจักรได้ไม่เต็มที่” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            “ผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์กลายเป็นคนโง่ไปกันหมดแล้วหรือ ไฉนถึงมองสถานการณ์เช่นนี้ไม่ออก อย่าบอกนะว่าราชวงศ์เฉียนส่งคนเข้าไปแทรกซึมตามสำนักต่างๆ ภายในอาณาจักร” พูดไปพูดมา ฉินชูก็รู้สึกทึ่งใจ เพราะสิ่งที่เขาเพิ่งสันนิษฐานขึ้นมามีความเป็นไปได้สูง

            โม่เต้าจื่อหันมามองหน้าฉินชู “สิ่งที่เจ้าพูดมามีเหตุผลพอสมควร หากสำนักชิงหยุนของพวกเรามีม้าพยศ กองกำลังอื่นๆ ก็ต้องมีเช่นกัน มีความเป็นไปได้ว่าราชวงศ์เฉียนดำเนินแผนการนี้มาตั้งนานแล้ว”

            ฉินชูนวดขมับ ห้วงนทีลึกล้ำ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้

            “เจ้าอย่ากังวลมากเกินไป มีมหาตราเวทย์คุ้มกันอยู่ ศัตรูไม่มีทางบุกเข้ามาได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกนั้นไม่มีทางทะลวงการป้องกันที่แน่นหนาใจกลางมหาตราเวทย์อย่างที่นี่ได้” โม่เต้าจื่อมองดูฉินชูที่กำลังขยี้ผมตัวเองพร้อมกับพูดขึ้น เพราะเห็นว่าฉินชูกำลังคิดมากเกินไป

            “ท่านผู้เฒ่าโม่หมายความว่าจวนพำนักของท่านคือใจกลางมหาตราเวทย์คุ้มครองบรรพตศิขรหรือขอรับ” ฉินชูขมวดคิ้ว เพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ

            “ใช่แล้ว ดังนั้นศัตรูไม่มีทางบุกเข้ามาได้” โม่เต้าจื่อพยักหน้า

            และแล้วฉินชูก็เคาะศีรษะตัวเอง เขาจับประเด็นสำคัญบางอย่างได้แล้ว “บุกจากภายนอกไม่ได้ แต่ถ้าเป็นจากภายในละขอรับ หากอีกฝ่ายมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่ในสำนักชิงหยุนจริงๆ จะต้องบุกมาทำลายใจกลางมหาตราเวทย์แน่นอน หากเป็นเช่นนั้น พวกเราอาจมีโอกาสแพ้ก็เป็นได้”

            โม่เต้าจื่อยื่นมือออกมาเขกกะโหลกฉินชู “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว แต่ที่พูดมาก็มีเหตุผล จงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้และเฉียนชิงจะมาไม้ไหน พวกเราไม่มีทางรู้ได้ หากพวกเขาอาศัยช่วงที่คนอื่นๆ ไปต่อสู้ด้านนอกบุกเข้ามาที่นี่จริงๆ แบบนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่”

            ฉินชูยกมือกุมศีรษะตรงจุดที่ถูกเขก หากตัวเองพูดผิดแล้วถูกเขกกะโหลกก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ตัวเองพูดถูก แต่ไฉนถึงถูกเขก โม่เต้าจื่อคือพวกหัวรุนแรงตัวจริง

            “ต้องจัดแจงคนมาเฝ้าระวังคนที่มีพิรุธรอบๆ” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            อีกสักพัก โม่เต้าจื่อก็เรียกหลิงหยุนจื่อกับลู่หยวนมาหาที่จวนพำนัก 

            หลังจากหลิงหยุนจื่อกับลู่หยวนมาถึง โม่เต้าจื่อก็พูดคุยกับพวกเขาทั้งสอง

            ไม่มีเรื่องอะไรมาก ก็แค่เล่าให้พวกเขาทั้งสองฟังว่าฉินชูบรรลุตบะขั้นเจินหยวนระดับหกแล้ว หากเทียบกับลูกศิษย์สายในถือว่าไม่เลว มิหนำซ้ำยังเหนือกว่าพวกเขาหลายเท่า แต่ศึกระหว่างสำนักระดับนี้ พลังของเขายังไม่เพียงพอ จึงทำได้แค่ต้มชารินชาให้โม่เต้าจื่อและทุ่มเทเวลาที่เหลือไปกับการฝึกตน

            กองกำลังจากสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกกับศาลาดาวฤกษ์ ผนึกกำลังกันจู่โจมประตูหลักสำนักชิงหยุนจากภายนอกอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล เพราะมหาตราเวทย์ป้องกันของสำนักทรงพลังมาก พวกเขาไม่มีทางทะลวงเข้ามาได้

            วันนี้หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน ลู่หยวน เหลยอินและปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาลูกอื่นได้มาประจำตำแหน่งอยู่บริเวณขอบมหาตราเวทย์

            “พวกเจ้าคิดจะทำลายสำนักชิงหยุนของข้าหรือ เช่นนั้นก็จงเสียหายไปด้วยกัน ถ้าพวกเจ้าทำลายมหาตราเวทย์ของพวกเราไม่ได้ เช่นนั้นก็จงรอให้สำนักของพวกเจ้าถูกทำลายแล้วกัน” หลังจากสิ้นสุดเสียงตะโกน หลิงหยุนจื่อก็นำกองกำลังถอยกลับไปรวมตัวกันที่ยอดเขาชิงจู๋

            ไม่นาน กองกำลังของศัตรูก็เคลื่อนตัวออกจากสำนักชิงหยุน

            ณ ยอดเขาหลัก ซูซานเหอ จางจี้และเฉียนชิงได้มารวมตัวกันภายในจวนพำนักของจงฮั่น

            “ท่านเจ้าสำนัก คนจากหออาณัติและยอดเขาทั้งเขาส่วนใหญ่ไม่อยู่ภายในสำนักแล้ว” จางจี้พูดขึ้น

            จงฮั่นพยักหน้า “ข้าบอกกับพวกเจ้าไว้อย่างชัดเจนแล้ว พวกเราไม่มีที่ยืนในสำนักแล้ว ดังนั้นการเข้าร่วมกับราชวงศ์เฉียนเป็นทางเลือกเดียวที่พวกเราเหลืออยู่ตอนนี้ หลังจากศึกครั้งนี้ผ่านพ้นไป สำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์จะถูกเก็บกวาดไปอย่างเงียบๆ และราชวงศ์เฉียนจะรวมทั้งอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียว”

            “เข้าใจแล้ว” ซูซานเหอกับจางจี้พยักหน้า

            “จงไปเตรียมตัวได้ ห้ามแจ้งเว่ยหยวน ถึงแม้เขาจะเข้าข้างข้า แต่เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา เรื่องบางเรื่อง ปล่อยให้เขาไม่รู้จะดีที่สุด ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นของพวกเรายอดเขาหลักก็พอ” หลังจากสั่งเสียเสร็จ จงฮั่นก็พูดเตือนขึ้น

            ต่อมาซูซานเหอกับจางจี้ก็พากันออกมาจากจวนพำนักของจงฮั่น

            “องค์ชายชิง หากครั้งนี้สำเร็จ ราชวงศ์เฉียนของพวกเราก็สามารถปกครองใต้หล้านี้ได้อย่างเสถียรภาพเสียที” จงฮั่นพูดกับเฉียนชิง

            “ลำบากแม่ทัพจงแล้ว” เฉียนชิงประสานมือให้จงฮั่น

            สถานะที่แท้จริงของจงฮั่นคือใคร...สถานะที่แท้จริงของเขาก็คือหนึ่งในแม่ทัพแห่งราชวงศ์เฉียน เขาจากราชวงศ์เฉียนเข้ามาแฝงตัวในสำนักชิงหยุนตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากความสามารถโดดเด่น จึงถูกเจ้าสำนักรุ่นก่อนรับเป็นลูกศิษย์ จนกระทั่งได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป สาเหตุที่เขาเลื่อนตำแหน่งให้ซูซานเหอ ก็เพราะเขารู้ดีว่าซูซานเหอเป็นคนเยี่ยงไร และนี่ก็เป็นเหตุผลทั้งหมดที่เขารับเฉียนชิงเข้าเป็นศิษย์และพยายามช่วยเหลือเฉียนชิงมาโดยตลอด

            เฉียนชิงไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น เพื่อสะดวกต่อการควบคุมสถานการณ์ จงฮั่นจะยอมเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของตัวเองกับเฉียนชิง

            “เป้าหมายของพวกเราในครั้งนี้ก็คือการทำลายมหาตราเวทย์ของสำนักชิงหยุน เปิดทางให้ทั้งสามสำนักนั้นบุกเข้ามาและเข่นฆ่ากันเอง ด้วยพลังของสำนักมหาอำนาจทั้งสี่คงสร้างความเสียหายให้กันและกันได้ไม่น้อย ผนวกกับคนของราชวงศ์เฉียนที่ถูกส่งเข้าไปคอยชักใยทั้งสามสำนักที่เหลือ เท่านี้แผนการก็เป็นอันเสร็จสิ้น หลังจากสำเร็จ บทบาทของพวกเราในสำนักชิงหยุนจะถือว่าเป็นผลงานชิ้นแรก ทำให้การเลื่อนยศขององค์ชายชิงเป็นไปได้ไม่ยาก” จงฮั่นพูดกับเฉียนชิง

            “ความสำเร็จครั้งแรกนี้เป็นของแม่ทัพจง ศิษย์เข้าใจ” เฉียนชิงยังคงอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะอวดดี ดังนั้นต้องปล่อยให้จงฮั่นจัดการทุกอย่างไปก่อน

            ฉินชูกำลังฝึกกระบี่ด้านหน้าจวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อในขณะที่โม่เต้าจื่อกำลังดื่มชา

            หลังจากฝึกฝนจนเหนื่อย ฉินชูก็เก็บกระบี่พักผ่อน

            “ไม่เลว! ต้องระวังเรื่องความสมดุลระหว่างวิชากระบี่กับวิชากายยุทธ์ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าโจมตีด้วยวิชากระบี่ไปด้านซ้าย แรงดึงกลับจะอยู่ทางด้านขวา หากเจ้าต้องการเร่งความเร็วไปด้านซ้ายต่อ ก็ต้องเค้นแรงไปที่เท้าขวา แบบนี้การเคลื่อนไหวของร่างกายเจ้าถึงจะสมดุล” โม่เต้าจื่อมองไปที่ฉินชูพร้อมพูดขึ้น

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ เหตุใดศิษย์ถึงรู้สึกกดดันราวกับพายุฝนกำลังจะมาเยือน” ฉินชูสะบัดหัว

            “บางทีพายุฝนอาจจะกำลังมาเยือนแล้วจริงๆ” โม่เต้าจื่อพยักหน้า

            [1] ห้วงนทีลึกล้ำ หมายถึง สถานการณ์ซับซ้อน มีตัวแปรไม่คงที่เยอะเกินไป ทำให้คาดการณ์ลำบาก ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้