"อืม..." เสียงของเฉินเจียวเหนียงแ่เบาราวกับเสียงยุง แม้ว่ายามนี้จะซบอยู่ที่ซอกคอของหลินอวี่ แต่เขาก็ยังคงฟังคำพูดของนางไม่ชัดเจน ทว่าท่าทางหลับตาด้วยความเขินอายของนางก็บอกทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
ดรุณีน้อยผู้เอียงอายถูกโอบกอดไว้ในอ้อมอก แม้ตาจะมองไม่เห็นทัศนียภาพอันงดงามของค่ำคืนนี้แต่ร่างกายและจิตใจกลับััรับรู้ได้อย่างลึกซึ้ง
"ฟู่" ตะเกียงน้ำมันถูกเป่าจนดับลง แผ่นเตียงเก่าที่รองรับน้ำหนักของคนสองคนส่งเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" ไปพร้อมกับเสียงครางแ่เบาของดรุณีน้อย เสียงประสานดังขึ้นเป็ระยะนานครึ่งชั่วยาม หลินอวี่จึงใช้ไม้ขีดไฟจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมา แล้วมองไปยังเฉินเจียวเหนียงที่นอนหลับอยู่ข้างกายบนเตียง
คราบน้ำตาที่ยังหลงเหลือจาง ๆ ดูราวกับหยาดน้ำค้างยามเช้า ราวกับดอกไม้ที่เคยผลิบานและมีหยาดน้ำค้างใสเกาะอยู่ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกหวั่นไหว ทว่าเมื่อหลินอวี่เหลือบมองรอยเืบนผ้าปูเตียง ครั้งนี้เขาจึงข่มความปรารถนาในใจไว้ แล้วค่อย ๆ เช็ดตัวให้เฉินเจียวเหนียงอย่างเบามือ จากนั้นจึงแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มกอดภรรยาผู้นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิด แล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
ค่ำคืนในหมู่บ้านนั้นยาวนานนัก ทว่าในขณะเดียวกัน ภายในเมืองจิงหยาง โคมแดงแขวนสูงตระหง่าน กลิ่นสุราและอาหารหอมอบอวล ชีวิตยามค่ำคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
ประกอบกับเดือนหน้าจะมีการสอบเข้ารับราชการ เหล่าคหบดีและผู้มีอันจะกินจากที่ห่างไกลจำนวนมาก จึงพาลูกหลานในตระกูลมาพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมในเมืองล่วงหน้า เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม หน้าหอสุราชิงเจียงคลาคล่ำไปด้วยรถม้าและผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน
"ห้องส่วนตัวหมายเลขอี้[1] สำหรับสามท่าน เชิญแขกผู้มีเกียรติทั้งสามขึ้นไปยังชั้นสอง เดินไปทางทิศใต้ทางด้านซ้ายมือขอรับ"
เถ้าแก่ถงยืนอยู่ที่ประตู คอยต้อนรับและส่งแขก พลางเขย่งเท้าชะเง้อมองไปยังถนนใหญ่เป็ระยะ หลังจากได้รับน้ำตาลทรายแดงเมื่อเช้านี้ เขาก็ให้คนส่งจดหมายไปแจ้งนายท่าน โดยอยากจะเพิ่มเมนูเด็ดที่เป็เอกลักษณ์ในมื้อเย็นและให้ท่านเป็ผู้กำหนดราคา ใครจะรู้ว่ารอมาทั้งวัน แต่นายท่านก็ยังไม่มา
"เรือนพักของนายท่านห่างจากในเมืองเพียงห้าลี้ เงียบหายไปทั้งวันหรือว่านายท่านจะไม่พอใจน้ำตาลทรายแดงที่เ้าอวี่ส่งมากันนะ??"
คงไม่เป็เช่นนั้นกระมัง แต่เดิมอาหารที่ใช้น้ำตาลส่วนใหญ่ต้องเคี่ยวน้ำเชื่อมเอง อีกทั้งน้ำตาลแดงนั้นหวานนุ่ม แต่สีของน้ำตาลไม่สวยงาม
เมื่อมีน้ำตาลทรายแดงไม่เพียงแต่การผัดอาหารจะไม่ต้องเคี่ยวน้ำเชื่อมให้เสียเวลา แม้แต่การทำขนมหวานก็ใช้ได้ทันที โดยไม่มีสิ่งเจือปนเหมือนในน้ำเชื่อม ทำให้รสััดีกว่า ถือว่าครบถ้วนทั้งสี กลิ่น และรสชาติอย่างแท้จริง
"หรือว่าวันนี้นายท่านไม่ได้อยู่ที่เรือนพัก?"
เมื่อเห็นดวงจันทร์ลอยขึ้นสู่กลางฟ้า บนถนนเริ่มมีรถม้าน้อยลง เถ้าแก่ถงกำลังจะหันไปแขวนป้ายปิดร้าน ทันใดนั้นที่ปลายถนนก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังรัวเร็ว ม้าสีน้ำตาลแดงสองตัวลากรถม้ามุ่งหน้ามายังหอสุราชิงเจียง เถ้าแก่ถงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ในที่สุดก็มาเสียที"
เห็นม้าย่อมรู้ตัวคน ในแคว้นต้าฉาง ผู้มีเงินที่อยากนั่งรถม้า ขอเพียงเลี้ยงม้าไหวก็พอ แต่ผู้ที่ใช้ม้าถึงสองตัวลากรถได้ อย่างน้อยต้องเป็ชนชั้นสูงหรือตระกูลผู้มีอำนาจที่มีหน้ามีตา ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างอำเภอจิงหยาง คนที่ใช้ม้าสองตัวลากรถมีเพียงหยิบมือ แม้แต่บ้านของนายอำเภอก็ยังใช้ม้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น
ทันทีที่รถม้าหยุดลง เถ้าแก่ถงก็รีบเข้าไปต้อนรับ
"นายท่านอยู่ข้างในหรือไม่ขอรับ?"
ในตอนนั้น ชายหนุ่มในชุดหรูหราสีม่วง อายุยี่สิบต้น ๆ หน้าตาหมดจด รูปร่างโปร่งบาง เลิกม่านรถม้าขึ้น เขาเหยียบพักเท้าก้าวลงมา พร้อมกับยิ้มและอธิบายกับเถ้าแก่ถงว่า
"ข้าเพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมสหายเก่าที่จวนเมืองหรงตู ได้ยินพ่อบ้านบอกว่าเ้าได้ของล้ำค่ามา จึงรีบเดินทางมากลางดึกเช่นนี้ลุงถงคงรอข้านานแล้วกระมัง?"
"วันนี้แขกมาก ยุ่งจนถึงเวลานี้ มิได้ตั้งตารอเป็พิเศษขอรับ ยามค่ำอากาศเย็น นายท่านรีบเข้ามาเถิดขอรับ"
เถ้าแก่ถงต้อนรับคนเข้ามา แล้วแขวนป้ายปิดร้าน พร้อมกับสั่งให้เด็กรับใช้ไปให้อาหารม้าและจัดที่พักให้คนขับรถม้า จากนั้นจึงนำทางนายท่านเจียงหนานเยี่ยนและผู้ติดตามคนสนิทอีกสองคนไปยังห้องรับรองพิเศษบนชั้นดาดฟ้า
เมื่อผลักประตูเข้าไปในห้องส่วนตัว ชายชุดม่วงและผู้ติดตามทั้งสามก็เห็นโถกระเบื้องสีขาววางอยู่บนโต๊ะทันที ภายในห้องยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวาน
"น้ำตาลหรือ?"
เจียงหนานเยี่ยนชอบกินน้ำตาลมาั้แ่เด็ก ทุกวันต้องให้แม่ครัวใช้น้ำตาลกรวดบดเป็ผง ผสมเป็น้ำน้ำตาลหนึ่งถ้วยสำหรับดื่ม แต่กลิ่นหอมหวานที่บริสุทธิ์เช่นนี้ เขาเพิ่งเคยได้กลิ่นเป็ครั้งแรก
"ลุงถง น้ำตาลกรวดเหล่านี้เ้าได้มาจากพ่อค้าที่ไปดินแดนตะวันตก หรือว่าพ่อค้าที่ไปแคว้นใต้กัน? เพียงโถเดียวคงไม่พอให้ข้ากิน..."
คำพูดด้านหลังยังไม่ทันจบ เมื่อเจียงหนานเยี่ยนเห็นน้ำตาลทรายแดงที่บรรจุอยู่ในโถกระเบื้อง เขาก็ใจนเผลอกัดลิ้นตนเอง เขาเอื้อมมือหยิบน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาเล็กน้อย นำมาดมใกล้จมูก ดวงตาเบิกกว้างทันที
"ลุงถง สิ่งนี้คืออะไร?"
"น้ำตาลทรายแดงขอรับ"
เถ้าแก่ถงเล่าเื่ราวทั้งหมดว่าได้มันมาอย่างไร และความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้กับน้ำตาลกรวดให้ฟังอย่างละเอียด เมื่อพูดจบ ก็สั่งให้เด็กรับใช้ที่รออยู่หน้าห้องไปเชิญพ่อครัวเฉิน
"บอกว่านายท่านมาแล้ว ให้เขานำสิ่งที่เตรียมไว้ขึ้นมา"
เจียงหนานเยี่ยนทราบว่าเถ้าแก่ถงซื้อน้ำตาลทรายแดงมาหกสิบชั่งเมื่อเช้านี้ และในอนาคตยังสามารถจัดหามาได้อีก เขาเดาว่าพ่อครัวเฉินอาจจะใช้น้ำตาลนี้ทดลองทำอาหารและขนมชนิดใหม่ ๆ มากมาย
หากกินน้ำตาลโดยตรงอาจส่งผลต่อการตัดสินรสชาติ แต่สุดท้ายความอยากอาหารก็ชนะเหตุผล เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเทเม็ดน้ำตาลเข้าปาก
"หวานล้ำราวกับน้ำผึ้ง หอมกรุ่นดั่งดอกกล้วยไม้ มันมีความหวานที่บริสุทธิ์กว่าน้ำตาลกรวดทุกชนิดที่ข้าเคยกิน และน้ำเชื่อมทุกชนิดที่ข้าเคยดื่ม"
เถ้าแก่ถงที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินคำชมเช่นนี้ ก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง นายท่านเคยทานน้ำตาลกรวดที่ดีที่สุด ซึ่งหนึ่งชั่งมีมูลค่ากว่าร้อยตำลึง ดูท่าครั้งนี้จะได้สมบัติล้ำค่ามาจริง ๆ เสียแล้ว
หลังจากเจียงหนานเยี่ยนละเลียดน้ำตาลทรายแดงในปากจนละลาย เขาก็เริ่มสอบถามอย่างละเอียดว่าหลินอวี่ผู้ส่งน้ำตาลมานั้นเป็ใคร
"นายท่าน ในครัวมีคนหั่นแป้งทำขนมน้ำตาลชื่อหลินหลวน ทำงานในเหลาอาหารมาสิบกว่าปี ท่านยังจำได้หรือไม่ขอรับ?"
"เหตุใดจะจำไม่ได้ ขนมน้ำตาลที่เขาทำถูกปากข้ายิ่งนัก น่าเสียดายที่เขาป่วยเป็โรคที่รักษาไม่หาย ลุงหลินมิได้ป่วยตายไปแล้วหรือ?"
เจียงหนานเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะหยิบน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาอีกกำมือหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นอมให้ละลาย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุข การระลึกถึงสหายเก่าก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของความหวานได้
"หลินอวี่ผู้ส่งน้ำตาลทรายแดงมา คือบุตรชายของหลินหลวนขอรับ"
"ที่แท้ก็เป็เช่นนี้"
เขายังสงสัยว่าผู้ส่งน้ำตาล เหตุใดจึงนำของล้ำค่าเช่นนี้มาส่งให้ถึงที่ โดยไม่คิดจะนำไปให้เหลาอาหารอื่นประมูลแข่งราคา ที่แท้ก็คือการหว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น
เจียงหนานเยี่ยนอมเม็ดน้ำตาลที่ติดอยู่ที่นิ้วมือ พร้อมกับสั่งให้ผู้ติดตามปิดผนึกโถให้สนิท เขาใช้นิ้วชี้ขวาเคาะที่ขมับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการเถ้าแก่ถงว่า "อีกสามวัน ข้าจะไปหมู่บ้านสือหลินกับเ้าด้วย"
"หากตัวตนของนายท่านถูกเปิดเผย..."
"ไม่เป็ไร"
เจียงหนานเยี่ยนลดเสียงต่ำลง ท่าทางดูตื่นเต้น
"ท่านลุงของข้ามีความดีความชอบในการร่วมรบกับฝ่าพระบาท ทั้งยังปราบปรามความวุ่นวายที่ชายแดน และบริจาคน้ำและเสบียงจำนวนมาก ยามนี้ฝ่าพระบาทได้แต่งตั้งให้ท่านเป็กั๋วกงแล้ว"
"แม้ว่าชื่อตำแหน่งจะยังไม่ถูกกำหนดอย่างเป็ทางการ แต่ญาติพี่น้องในเมืองหลวงหลายคน ได้เข้าสู่ราชสำนักภายใต้การเสนอชื่อของท่านลุงแล้ว"
เมื่อทราบว่าที่พึ่งของนายท่านก้าวขึ้นไปอีกระดับ เถ้าแก่ถงก็รู้สึกเป็เกียรติและรีบกล่าวแสดงความยินดีซ้ำ ๆ แม้แคว้นต้าฉางจะสถาปนามาได้สามปีแล้ว แต่การเมืองในราชสำนักยังคงขุ่นมัว ฝ่าพระบาทก็ยังมิได้สะสางความดีความชอบอย่างทันท่วงที
ตระกูลเจียงในฐานะผู้มีอำนาจที่เคยเลือกข้างผู้กล้าคนอื่น ย่อมต้องดำเนินเื่อย่างเงียบเชียบ บัดนี้ในตระกูลมีกั๋วกงคอยหนุนหลัง ไม่เพียงแต่หอสุราชิงเจียงเท่านั้น แต่กิจการอื่น ๆ ของตระกูลเจียงในมณฑลเจียงหนาน ย่อมต้องลดอุปสรรคและเพิ่มพูนธุรกิจได้มากขึ้น
"ท่านลุงเขียนจดหมายกำชับข้าว่าในขณะที่ตำแหน่งพ่อค้าหลวงยังไม่ถูกกำหนด ให้สร้างชื่อเสียงของตระกูลเจียงให้โด่งดัง เพื่อที่ท่านจะได้ช่วยสนับสนุนพวกเราในราชสำนัก"
สายตาของเจียงหนานเยี่ยนหยุดอยู่ที่โถสีขาวที่ปิดผนึกไว้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็เลือกที่จะเลียน้ำตาลที่นิ้วโดยไม่เปิดโถออกอีก แล้วกล่าวต่อว่า
"เพียงแต่กิจการตระกูลเจียงในเจี้ยนหนานมีมากมาย แต่กลับไม่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นพอจะข่มตระกูลอื่นได้ น้ำตาลทรายแดงที่หลินอวี่ส่งมา ประจวบเหมาะที่จะช่วยส่งเสริมตระกูลเจียงได้พอดี"
เถ้าแก่ถงที่เมื่อครู่ยังยิ้มระรื่นเพราะท่านลุงของตระกูลเจียงได้เป็กั๋วกง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นมา
"นายท่าน ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
[1] หมายเลขอี้ คือ หมายเลขสอง ในภาษาจีนโบราณ