ความเดิมตอนที่แล้ว
การตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่นสมุนมือขวาของเหลียงจิ่งเสียน สร้างความแค้นอันใหญ่หลวงให้กับแม่ทัพเหลียงเขาจัดพิธีไว้อาลัยอย่างเรียบง่ายภายในบ้านไม้หลังเล็กของเซี่ยเซิ่งหมิ่น ในงานมีผู้มาร่วมงานอยู่ไม่กี่คนเพราะเขาเคยเป็นเด็กกำพร้าไร้ครอบครัวญาติพี่น้องเจ้าเมืองหลินและบรรดาผู้นำต่างส่งตัวแทนมาร่วมไว้อาลัย ท่ามกลางความเป็นห่วงเป็นใยที่มีต่อท่านแม่ทัพแม้จะเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผู้อื่นจะยื่นมือไปสอดแทรกไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้นำอีกสองฝ่ายหรือแม้แต่ผู้นำสูงสุดอย่างเจ้าเมืองหลิน ระหว่างเกิดเหตุไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน ทว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มและองครักษ์ของเขาล้วนทำไปเพื่อปกป้องผู้เป็นนายตามหน้าที่เท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุและถือเป็นความแค้นส่วนตัวหาได้เกี่ยวข้องกับจวนเจ้าเมืองหรือบรรดาผู้นำทั้งสอง ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับเยียนเป่ยและหนานจิ้งทุกอย่างบีบให้เหลียงจิ่งเสียนต้องยอมรับ เขาเร่งฟื้นฟูร่างกายเพื่อหาโอกาสสะสางความแค้นทางด้านผู้นำฝ่ายกบฏซึ่งได้ยินข่าวการตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่น นางได้ส่งตัวซ่งจื่อรุ่ยไปก่อกวนในงานไว้อาลัยเพื่อยั่วยุปลุกปั่นเหลียงจิ่งเสียนแม้จะไม่เป็นผล แต่นั่นก็ทำให้นางได้รู้สถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย ว่าเฉินเสวี่ยหยางได้ลำพองในอำนาจถึงกับทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ด้วยการสร้างศัตรูอย่างเหลียงจิ่งเสียนอย่างไรเสีย ที่นี่ก็เป็นหนานจิ้ง การตั้งตนเป็นศัตรูกับผู้เป็นเจ้าถิ่นดูไม่เป็นผลดีเท่าใดนัก
สตรีลึกลับ : “ หากลงมือกับแม่ทัพก็เท่ากับเยียนเป่ยล่วงเกินหนานจิ้งมีแต่จะทำให้สองฝ่ายขัดแย้งกัน กำจัดเหลียงจิ่งเสียนไม่ได้ เลยหักแขนขาของเขาแทน เป็นการประกาศให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่าอย่าได้คิดเป็นศัตรูกับเยียนเป่ยและก็เพื่อสั่งสอนเหลียงจิ่งเสียน หึ! ผิดคาดจริง ๆ เฉินเสวี่ยหยาง ข้าจะรอดูสิว่า หากไม่พึ่งเหลียงจิ่งเสียนหมากกระดานนี้ของเจ้าจะเดินต่อยังไง ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไม่ทราบว่าท่านอยากให้ข้าทำอย่างไรต่อ? ”
สตรีลึกลับ : “ ดูจากเวลานี้ ตาเฒ่านั่นคงเดินทางลงจากเขาแล้วระหว่างทางอาจมีโจรป่าหรือสัตว์ร้ายจู่โจม ส่งคนไปจัดการเสีย แต่จำเอาไว้อย่าได้แตะต้องเด็กคนนั้นเป็นอันขาด ข้าจะให้คนส่งข่าวไปบอกหลิ่งเผิง ชะลอเรื่องตรงนั้นไว้ก่อนหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ยังมีอีกเรื่องนึง เหมือนว่าคนของเราจะพบเบาะแสปีศาจดำแล้ว ”
สตรีลึกลับ : “ ที่ไหน? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ห่างจากจุดที่พบร่องรอยการต่อสู้ไปอีกหกลี้ เราพบรอยเลือดไหลเป็นทางและเจออาวุธของเขาตกอยู่ แต่แถวนั้นเป็นป่ารกยากแก่การค้นหา ข้าสั่งระดมกำลังช่วยกันค้นหาแล้ว คาดว่าคงไม่เกินสองวัน”
..ฟืด.. นางถอนหายใจด้วยความรู้สึกเสียดาย
สตรีลึกลับ : “ นานขนาดนี้แล้ว เขาคงไม่รอด เจอแล้วก็จัดการศพให้เรียบร้อยด้วยแล้วกัน”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ขอรับ ”
เขารับปากด้วยสีหน้าแปลก ๆ ในใจของเขาเพิ่งได้กระจ่างว่าภายใต้การควบคุมของนางทุกคนล้วนเป็นแค่ตัวหมากเท่านั้น
สตรีลึกลับ : “ ข้ายังมีเรื่องที่ต้องไปทำ ส่วนเรื่องจอมยุทธไป๋เจ้าก็ล้มเหลวอีกตามเคย ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอ่อ.. ”
ซ่งจื่อรุ่ยอึกอักเพราะรู้ผิดที่ทำงานพลาดจากเดิมที่ก้มหน้าสนทนากับนาง ก็ยิ่งก้มต่ำลงไปอีก
สตรีลึกลับ : “ แต่ก็เอาเถอะ คนที่เล่นงานปีศาจดำได้ขนาดนั้น ฝีมือต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วคงเป็นงานที่ยากเกินไปสำหรับเจ้า แม้แต่มือสังหารที่เจ้าส่งไป ก็ตายหมดไม่ใช่เหรอ ดูแล้วมันต้องไม่ได้ลงมือแค่คนเดียวแน่ ต้องมีคนอื่นคอยช่วยมันอีก เรื่องจอมยุทธไป๋ ไว้ข้าจะหาทางจัดการทีหลังที่เหลือ รีบไปจัดการเสีย ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ขอรับ ”
นางเดินออกจากฉากกั้น แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าซ่งจื่อรุ่ยที่กำลังคุกเข่าคำนับพลางพูดคุยโต้ตอบกับนางสองมือของเขาที่วางราบกับพื้นถูกเท้าของนางเหยียบที่มือขวาและลงแรงกดฝ่าเท้าบดขยี้ไปที่หลังมือ.. สึบ ๆ ..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ อ๊าก! ”
ซ่งจื่อรุ่ยกัดฟันเพื่อกลั้นเสียงร้องในขณะที่ไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้
สตรีลึกลับ : “ ได้เรื่องคืบหน้าขนาดนี้ กลับไม่รีบมารายงานข้าซ่งจื่อรุ่ย หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร? "
ซ่งจื่อรุ่ย : " เอ่อ! ขะ.. ข้าน้อยมิกล้า "
สตรีลึกลับ : " ดี.. คิดได้อย่างนั้นก็ดี หาไม่แล้ว เจ้าคงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ธุระส่วนตัวของเจ้า ข้าไม่เคยขัดทั้งยังส่งคนไปช่วยคุ้มกันให้หลายต่อหลายครั้ง แต่เจ้าอย่าได้คืบจะเอาศอกลำพองใจว่าอำนาจนั้นเป็นของเจ้า อย่าได้ทำให้งานใหญ่ของข้าเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งเจ้าลงไปนอนคุยกับเซี่ยเซิ่งหมิ่น หึ! ”
ฟึบ! ตึก ๆ ๆ .. นางเดินออกไปจากที่นั่น หลังจากที่กดซ่งจื่อรุ่ยไว้แทบฝ่าเท้าครั้นนางให้หลังไป ซ่งจื่อรุ่ยไม่ได้มีท่าทีเชื่องอย่างที่แสดงออกไปต่อหน้าเขาส่งสายตามองตามอย่างเคียดแค้น .. “ ในสายตาเจ้า จะปีศาจดำหรือหลิ่งเผิงก็ไม่ต่างล้วนเป็นแค่มือเท้าไว้ให้เจ้าใช้งาน แต่นายท่าน เหมันต์ใกล้เข้ามาแล้วฝนไม่ได้ตกตลอดไปหรอก ” .. สมกับที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันกระทำการชั่ว นางเลี้ยงงูพิษไว้ใกล้ตัวอย่างไรงูก็ไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นมังกรที่เชื่อฟังทวยเทพ หากเผลอ มันก็พร้อมแว้งกัดได้ทุกเมื่อ
เยียนเป่ย
“ นายท่าน จดหมายขอรับ ”
หวังต้าเจิ้งเดินถือกระดาษที่ถูกม้วนเป็นแท่งทรงกลมขนาดเล็กมาส่งให้กับเฉินลู่เจ้าเมืองเฉินกำลังนอนพักเพราะอาการป่วยของเขากำเริบขึ้นอีกครั้ง
อะแฮก ๆ ๆ ..
หวังต้าเจิ้ง : “ นายท่าน นายท่านสามรออยู่ที่โถงด้านนอกให้กลับไปก่อนไหมขอรับ? ”
เฉินลู่ : “ ไม่ต้อง ”
หวังต้าเจิ้งเข้าไปประคองแขนของเฉินลู่ทั้งยังช่วยแต่งตัวและพาเขาออกมาที่โถงห้อง
หวังต้าเจิ้ง : “ งั้น ข้าน้อยจะไปต้มยามาให้นะขอรับ ”
เฉินลู่ : “ อื้ม ไปเถอะ ”
เมื่อเฉินลู่เดินมาถึงห้องรับรองเฉินลี่ถิงก็เข้ามาประคองผู้เป็นพี่ไปนั่ง เพื่อที่ทั้งสองจะได้หารือกัน
เฉินลี่ถิง : “ พี่ใหญ่ อาการท่านกำเริบอีกแล้ว ให้ตามท่านหมอมาตรวจดูหน่อยดีหรือไม่?”
เฉินลู่ไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งเอ่ยคั่นกลางขึ้นมานางคือน้องสะใภ้ ซุนเล่อเหยียน
ซุนเล่อเหยียน : “ขออภัยท่านทั้งสองที่มาขัดจังหวะ คงไม่ต้องไปตามแล้ว ”
นางมาพร้อมชายชราสวมชุดขาวซึ่งสะพายหีบยามาด้วยเขาคือหมอประจำตัวของตระกูลเฉิน มีตำแหน่งเป็นหมอหลวง
เฉินลู่ : “ เฮ่ย.. เล่อเหยียน ไม่เห็นต้องรบกวนท่านหมอให้มันวุ่นวายเลยข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย ”
ซุนเล่อเหยียน : “ ถึงไม่ได้เป็นอะไรมากก็ต้องตรวจดูเสียหน่อย หาไม่แล้วอาการหนักขึ้นมาจนความรู้ถึงเจ้าเมืองน้อย คงไม่ดีแน่ ท่านคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นหรอกกระมัง”
เจ้าเมืองเฉินโต้แย้งไม่ออก เฉินลี่ถิงจึงลอบยิ้มกับความเฉลียวฉลาดของภรรยาที่หาทางเอาชนะความดื้อรั้นของพี่ชายตนจนได้ แม้แต่พ่อบ้านหวังที่ตามมาดูอาการอยู่ห่างๆ ก็แอบยิ้ม เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบถึงบุตรชายเจ้าเมืองเฉินจึงยอมให้หมอหลวงตรวจแต่โดยดี
ท่านหมอ : “อื้ม.. ท่านเจ้าเมือง อาการท่านดูท่าจะหนักเอาเรื่อง นี่ไม่ได้เพิ่งเป็นใช่ไหม? ”
เฉินลู่ไม่ตอบเขานิ่งเงียบแต่กวาดตามองไปที่อื่น นั่นก็หมายความว่าท่านหมอถามได้ถูก
ท่านหมอ : “ เฮ่ย.. ท่านนี่ดื้อไม่เคยเปลี่ยน หากเป็นชายาเฉินคงมีสารพัดวิธีที่จะจัดการท่านแต่ข้าเป็นหมอ ก็ทำได้แค่รักษา เช่นนั้น ข้าจะเขียนเทียบยาให้กินยาตามเวลาอย่าได้ขาด อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่จะหายขาดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา ”
ซุนเล่อเหยียน : “ เช่นนั้นท่านหมอ เชิญทางนี้ ”
เพื่อตามไปรับเทียบยาและเพื่อให้สามีกับพี่สามีได้พูดคุยกันซุนเล่อเหยียนจึงได้เดินตามไปส่งท่านหมอ หลังจากที่หมอหลวงจากไปเฉินลี่ถิงจึงได้โอกาสเอ่ยถาม
เฉินลี่ถิง : “ มีข่าวจากหนานจิ้งหรือ? ”
เฉินลู่ : “ อื้ม ”
เฉินลี่ถิง : “ เขาว่าอย่างไรบ้าง เริ่มแผนการแล้วใช่หรือไม่?”
เฉินลู่ : “ ถูก เดิมที หยางเอ๋อมีคำตอบในใจแต่แรกแค่ต้องการตรวจสอบให้แน่ใจเท่านั้น เขาไม่รอให้ฝ่ายนั้นลงมือก่อนแน่ ”
เฉินลี่ถิง : “ คิดว่าตอนนี้คงมีอะไรมากกว่านั้น ”
เฉินลู่ : “ เจ้าหมายถึงเรื่องไหนล่ะ? ”
เจ้าเมืองเฉินพูดไปพลางในตาก็มีรอยยิ้มสีหน้าไม่เหมือนคนที่ควรทุกข์ใจเพราะอาการป่วย
เฉินลี่ถิง : “ เห็นท่านยิ้มแบบนี้ ข้าใจคอไม่ดีเลย ดูท่าเขาคงเริ่มเดิมพันอีกแล้ว งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสัญญาหมั้นหมายเขาคิดหนุนองค์หญิงขึ้นนั่งบัลลังก์ และขจัดภัยที่จะเกิดกับนาง ”
เฉินลู่ : “ หลายสิบปีก่อน เสี่ยวเหอกล่าวไว้ไม่ผิด โหรท่านหนึ่งได้กล่าวไว้เขาทั้งสองผูกพันกันมาช้านาน ใช่เพียงภพชาตินี้ ชะตาพวกเขามีภาระที่ยิ่งใหญ่วางไว้บนสองบ่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาอยากทำอะไร มีหรือที่ข้าจะขัด ”
เฉินลี่ถิง : “ ข้าเกรงว่า เขาจะเอาตัวเองเป็นเป้าเบนความสนใจของฝ่ายนั้นเพื่อปกป้องนาง ”
เฉินลู่ : “ แล้วจะอย่างไร? เจ้าก็รู้ว่าห้ามเขาไม่ได้หยางเอ๋อมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นที่แอบหนีข้าออกไปขี่ม้าจนหลงเข้าไปในป่า อยู่ดี ๆ หิมะก็ตกหนักจนยากแก่การออกตามหา ใครจะรู้ว่าเด็กน้อยคนนึงจะเจอเข้ากับหมีและฝูงหมาป่าที่หิวโหยแทนที่เขาจะหวาดกลัว แต่กลับซุ่มดูพวกมันด้วยความสนใจ หมีตัวใหญ่แม้ทรงพลังแต่เชื่องช้าส่วนหมาป่าที่ปราดเปรียวว่องไว ก็ทำได้แค่อาศัยจำนวนและจังหวะเข้าจู่โจม เขาคงอยากรู้ว่าสุดท้ายฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ”
เฉินลี่ถิง : “ แต่ถามกี่ครั้งก็ล้วนได้รับคำตอบว่า สองฝ่ายนี้ไม่มีฝ่ายไหนชนะ”
เฉินลู่ : “ ถูก นั่นก็เพราะฝ่ายหนึ่งลำพองใจว่าตนเองสูงใหญ่เลยใช้กำลังพุ่งเข้าหาแต่เพราะความเชื่องช้า หมีจึงถูกหมาป่าจู่โจมจุดสำคัญ ส่วนหมาป่าก็คิดว่าตนได้เปรียบเพราะจำนวนมากและว่องไวกว่าแต่ในขณะที่จ่าฝูงฝังเขี้ยวลงไปที่คอของหมี มันก็โดนกรงเล็บในอุ้งเท้าใหญ่ตะปบไปที่จุดอ่อนทั้งไส้และเลือดไหลกระเซ็นไปทั่ว สุดท้าย ผู้ที่ได้ผลประโยชน์อาจเป็นราชสีห์ที่รอฮุบเหยื่อหรืออาจเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยที่สวมผ้าคลุมอยู่ก็เป็นได้ เพราะหลังจากที่กลับมาก็เอาแต่จับพู่กันเขียนหนังสือกว่าสามสิบหน้ากระดาษ กลวิธีฝึกคนให้แข็งแกร่ง กลายเป็นอาวุธที่มีชีวิตหนึ่งคนสยบคนนับร้อย ไหนลองบอกข้าหน่อย จะใช้วิธีไหนห้ามคนเช่นเขา เมื่อห้ามไม่ได้ก็มีแต่ต้องสนับสนุน ระวังความปลอดภัย และรักษาแดนหลังให้เขาเท่านั้น ”
ทัพอาชาเงาเกิดขึ้นจากการที่เด็กน้อยสกุลเฉินหนีออกไปเที่ยวเล่นเพียงลำพังกับม้าสีขาวหนึ่งตัวหลังจากกลับมาพร้อมเสื้อผ้าที่อาบไปด้วยเลือด เขาก็รีบไปหยิบพู่กันมาเขียนหลายสิ่งหลายอย่างก่อนที่จะพาร่างที่มีของเหลวสีแดงไปแช่ลงในอ่างอาบน้ำจนน้ำในอ่างถูกย้อมสีและทำให้เจ้าเมืองเฉินสั่งสร้างสระน้ำไว้ภายในจวน กระดาษหลายสิบแผ่นที่ถูกส่งถึงบิดาเขียนบรรยายถึงวิธีการจู่โจมเหยื่อของหมาป่า หมีและราชสีห์ไว้โดยละเอียด เขานำมันมาประยุกต์ใช้ในการฝึกฝนทหารทั้งในสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยทะเลหิมะและในยามที่หิมะละลายหรือแม้แต่ในโรงหลอมอาวุธอันร้อนระอุ ทหารที่สามารถทนได้ก็กลายเป็นอาวุธที่มีชีวิตแข็งแกร่งทรงพลัง ไม่หวาดหวั่นสิ่งใด พวกเขาคือหน่วยทหารฝ่ายป้องกันเมืองและหน่วยเร้นกายที่คอยอารักขาเฉินเสวี่ยหยางอย่างลับๆ ส่วนผู้ที่ทนไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ พวกเขาถูกจัดสรรให้ทำหน้าที่ที่ต่างออกไปบ้างเป็นหน่วยแทรกซึม บ้างเป็นหน่วยสอดแนมคอยส่งข่าว บ้างก็ถูกส่งไปอยู่ในคลังสรรพาวุธหรือแม้แต่พลซุ่มยิงก็ล้วนแต่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้นแน่นอนว่าเฟยหมิงและเฟยฉีก็ผ่านการฝึกอันหฤโหดมาเช่นเดียวนั้น สมองและร่างกายของเฉินเสวี่ยหยางโตไวกว่าปกติไม่ผิดที่เขาจะเล่นหมากชนะเฉินลี่ถิงผู้ที่เป็นทั้งครูและอาตั้งแต่อายุได้สิบขวบบัดนี้ เฉินลี่ถิงรู้สึกได้ว่าองค์ชายผู้แสนเย็นชาเริ่มมีหัวใจที่อบอุ่นขึ้นเขามีสิ่งที่หวงแหนอยู่ในหัวใจ และเฉินลี่ถิงห่วงเพียงเจ้าเมืองน้อยจะนำตนเองไปเป็นโล่กำบังอันตรายให้สตรีผู้เป็นที่รักซึ่งไม่ผิดไปจากที่คิด
บ้านพักแถบชานเมือง หนานจิ้ง
บ้านพักที่ซ่งจื่อรุ่ยใช้เพื่อกบดานและเคยเป็นจุดนัดพบกับจูซือฉีบัดนี้ เขากลับมาที่นี่อีกครั้งและเป็นการมาอยู่อาศัยอย่างไม่มีกำหนด เพราะต้องคอยหลบหน้าบิดาที่ส่งคนออกตามหาเขาไปทั่วหนานจิ้งอีกทั้งใช้ทำการสกปรกแทนคนผู้นั้น ครั้งนี้ เขามาพร้อมสตรีวัยชรานางหนึ่งซึ่งมีสภาพร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงนางซูบผอม เนื้อตัวสกปรกมอมแมมเหมือนเป็นคนป่วยที่ไร้ผู้ดูแลคนของซ่งจื่อรุ่ยจับนางไปขังไว้ที่ห้องใต้ดิน ที่ที่แทบไม่มีแสงสว่างอับชื้นและสกปรก มีแต่หนูเดินไต่ตามพื้นผนัง ยั้วเยี้ยน่าขยะแขยง ในนั้นมีเพียงเศษฟางที่กองอยู่กับพื้นไร้เสื่อสักผืนหรือหมอนสักใบ ไฉนเลยจะมีผ้าห่มหนา ๆ ไว้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย นางนอนขดตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ภายในนั้นสองมือของนางกอดห่อยาที่ดูคุ้นตาเอาไว้หนึ่งห่อ ทว่ายาห่อนั้นไม่ได้ถูกเปิดออกเพื่อนำมาต้มดื่มแต่อย่างใดสตรีนางนี้คือจูเหยียนถง ผู้ที่จูซือฉีเรียกนางว่าป้าซ่งจื่อรุ่ยไม่ได้ผิดคำพูดที่ให้ไว้กับจูซือฉี เขานำยามาให้สตรีผู้นี้จริงแต่ก็แค่นำมาให้เท่านั้น
จวนสกุลซ่ง หนานจิ้ง
“ ท่านว่าอะไรนะ!? ”
ซ่งฮูหยินอุทานหลังจากที่ได้พูดคุยกันตามลำพังกับผู้นำซ่ง
ซ่งเผิงจิ่น : “ ฮูหยิน เจ้าลดเสียงลงหน่อย หากเรื่องนี้หลุดไปแม้แต่ครึ่งคำสกุลซ่งของเรามีหวังจบเห่แน่ ”
ฮูหยินซ่ง : “ นี่ท่านจะบอกว่า จื่อรุ่ยเกี่ยวข้องกับพวกมือสังหารอย่างนั้นเหรอ?ไม่จริงอ่ะ เป็นไปไม่ได้ จื่อรุ่ยไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น ”
..ฟืด.. ซ่งเผิงจิ่นถอนหายใจ
ซ่งเผิงจิ่น : “ ที่แรกข้าก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ต่อมาข้าถึงได้รู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้เจ้าก็รู้ ตำแหน่งฝ่ายการคลังจะมั่นคงไม่ได้หากข้าไม่มีหน่วยลับที่คอยรักษาความปลอดภัยให้ ป่านนี้เงินในคลังมีหวังถูกปล้น บัญชีรั่วไหลแม้แต่จวนของเราเองก็ไม่เหลือ เจ้าคิดว่าหลายวันก่อนที่เขาแอบกลับมาที่จวน ขโมยของของเจียอีไปข้าไม่รู้เรื่องอย่างนั้นเรอะ คิดว่าหลังคาจวนมีแต่นกรึยังไง ”
เหนือหลังคาจวนสกุลซ่งมีหน่วยลับฝีมือดีที่คอยเฝ้าเวรยามคุ้มกันอยู่ตลอดสิบสองชั่วยามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการเก็บรักษาบัญชีของทางการเอาไว้ หัวใจของซ่งฮูหยินแทบหล่นลงพื้นน้ำตาเอ่อคลอ นางเถียงสามีไม่ออกแม้แต่คำเดียว นางฟังไปพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
ซ่งเผิงจิ่น : “ ตอนที่ข้าไปเยี่ยมท่านหลี่ สหายเก่าแก่ของข้าที่ทำหน้าที่จัดหายอดฝีมือเหล่านี้ให้ส่งข่าวมาบอกข้าว่า จื่อรุ่ยแอบติดต่อกลุ่มมือสังหารและได้ว่าจ้างมือสังหารนอกรีตสองคนที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายเพื่อไปจัดการกับจอมยุทธชุดขาว หึ! ใช่ คนที่เคยช่วยเราไว้จากปีศาจดำเมื่อคราวก่อนหลายปีมานี้ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณก็แล้วไปแต่เจ้าคิดว่านี่คือสิ่งที่ข้าอยากได้ยินงั้นเรอะ ”
ฮูหยินซ่ง : “ ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านมีวิธีช่วยเขาเรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้ ท่านต้องช่วยจื่อรุ่ยนะ ช่วยลูกของเราด้วย เงิน เงินไงพวกเรามีเงินตั้งมาก ใช้มันช่วยเขาหรืออยากให้ข้าทำอะไรท่านก็บอก บอกข้ามาได้เลย ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น อยู่เฉย ๆจนกว่าข้าจะตามตัวเขากลับมาได้ ตอนนี้ ข้าต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าเรื่องที่เขาทำลงไปมีเรื่องไหนบ้างและร้ายแรงแค่ไหน อีกอย่าง ห้ามเจียอีออกไปไหนทั้งนั้น งดค่าใช้จ่ายนางด้วย”
พูดจบซ่งเผิงจิ่นก็เดินหนีภรรยาออกจากจวนไปทันทีคำพูดของเขาทำให้ซ่งฮูหยินได้แต่นั่งคิดวนไปมากับประโยคที่ว่า “ มีเรื่องไหนบ้างและร้ายแรงแค่ไหน” ซึ่งนั่นก็แปลว่ายังมีเรื่องอื่นที่ซ่งเผิงจิ่นคิดว่าบุตรชายเป็นคนทำแต่ยังไม่ได้บอกแก่นาง อาจเป็นเพราะยังไม่ได้สืบความให้แน่ชัด หรือเป็นไปได้ว่ายังไม่ใช่เวลาที่ผู้นำซ่งควรต้องรู้
กึกกักๆ ๆ.. รถม้าเคลื่อนตัวออกจากเขาเลี่ยววั่ง นอกจากคนรถ ในรถม้ายังมีชายนัยน์ตาบอดกับเด็กชายวัยสิบต้นๆท่านโหรผู้เฒ่าหลินและองค์ชายสี่นั่งรถม้าลงจากเขาเพียงลำพังเพื่อเดินทางไปหนานจิ้งอีกไม่นานองค์หญิงรองก็จะอายุครบสิบแปดปีซึ่งเป็นเวลาสำคัญที่โหรผู้เฒ่าได้ทำนายไว้องค์หญิงจะกลับมาใช้วาจาสื่อสารได้อีกครั้ง และหนานจิ้งจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรถม้ามีหีบยาวที่ท่านโหรผู้เฒ่านำติดมาด้วย และมีกล่องไม้ใบเล็กหนึ่งใบวางอยู่ใกล้กันรวมทั้งห่อผ้าอีกสองห่อ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยถนนคดเคี้ยวกับผืนป่ารกทึบทั้งซ้ายและขวาไร้บ้านเรือนและผู้คน จวบจนฟ้ามืด พวกเขาจึงหยุดพักหลินเหิงอี้นำกิ่งไม้แห้งมาก่อไฟ เหนือเปลวไฟมีไก่ป่าเสียบไม้ที่เหลืองสุกใกล้ได้ที่ท่านโหรผู้เฒ่านั่งนิ่งอยู่บนผ้าที่ปูกับพื้นซึ่งอยู่ห่างจากกองไฟไปช่วงหนึ่งไม่นานนัก หลินเหิงอี้ก็นำชิ้นไก่วางบนใบไม้ไปส่งให้กับอาจารย์
หลินเหิงอี้ : “ ท่านอาจารย์ ”
หลินเจิ้นชง : “ เจ้ากินเถอะ ข้ากินแผ่นแป้งนี่ก็พอแล้ว ”
หลินเหิงอี้ : “ แผ่นแป้งนี่อิ่มท้องก็จริง แต่มันไม่อร่อย แถมยังติดคออีก”
เด็กชายรู้ว่าไม่อาจบังคับ เขาวางภาชนะบรรจุน้ำและเนื้อไก่ไว้ให้กับท่านโหรส่วนตนเดินกลับไปนั่งกินเนื้อไก่ที่เหลืออย่างสบายใจ สายตาก็สังเกตบรรยากาศโดยรอบ
หลินเหิงอี้ : “ เนี่ยเหรอ บรรยากาศข้างนอกถึงไม่สวยเท่าที่อยู่บนเขา แต่มองดาวจากมุมนี้ก็ไม่เลว ”
ครั้นอิ่ม ก็ทิ้งตัวลงนอนมองดูดวงดาวมากมายที่เรียงรายอยู่บนฟ้านึกถึงข้อความบนจดหมายที่พี่หญิงของเขาเขียนส่งมาให้ตลอดเวลาที่อยู่บนเขานางเล่าถึงต้นไม้ในสวน และบรรยายถึงดวงดาวที่อยู่บนฟ้าเหนือหลังคาจวน
“อี้เอ๋อ ตอนนี้เจ้าคงโตขึ้นมากแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าจะสูงกว่าพี่รึเปล่า แต่พี่เดาว่าเจ้าต้องสูงมากแน่การเรียนกับท่านลุงเป็นอย่างไรบ้าง ปกติท่านไม่ค่อยดุ แต่พี่ว่า เจ้าคงก่อเรื่องให้ท่านดุทุกวันเป็นแน่ดวงดาวที่นี่ วันนี้สวยมาก คืนนี้ลมสงบ แล้วที่นั่นเล่าเป็นอย่างไรพี่รอเจ้ากลับมาที่จวนจะได้ทำของอร่อย ๆ ให้กิน ชีชีบอกว่าพี่ทำอาหารอร่อย แต่นางกลับไม่ยอมให้พี่เข้าครัวหากเจ้ามาถึง ช่วยจัดการนางให้พี่หน่อยแล้วกัน ส่วนน้าหูก็ชอบก้มหน้าพูดกับต้นไม้ใบหญ้าเช่นเคยเขาดูจะสนิทสนมกับต้นไม้ทุกต้นในจวนมากกว่าคนเสียอีก สุดท้ายนี้ขอให้เจ้ารักษาสุขภาพด้วยนักรบตัวน้อยของพี่ ..หนิง ”
พี่หญิงในสายตาเขาก็คือหลินเพ่ยหนิงนางเป็นคนเดียวที่ใส่ใจความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ต้องห่างไกลผู้คนและครอบครัวขององค์ชายน้อยหลินจึงได้เขียนจดหมายส่งให้หลินเหิงอี้อยู่เสมอ กล่องไม้ที่วางคู่กับหีบยาวก็คือกล่องใส่จดหมายที่หลินเพ่ยหนิงส่งให้เขามาตลอดหลายปีผิดจากพี่สาวแท้ ๆ อย่างหลินซานซานที่ไม่เคยเอ่ยถึงน้องชายที่ห่างหายไป การคิดถึงพี่สาวทำให้เขาอุ่นใจและหลับตาลงได้ทุกครั้งทว่า .. แกร๊ก ๆ .. เขาพริ้มตาลงได้ไม่นาน หูก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบจนหักเพราะฝีเท้าของมนุษย์ผู้อาวุโสหลินก็ได้ยินเช่นกัน แปลกที่ศิษย์อาจารย์กลับไม่มีผู้ใดหวาดกลัวและขยับตัวเพื่อลุกหนีผู้อาวุโสยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ส่วนหลินเหิงอี้ก็ยังนอนหลับตาทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นเหล่ามือสังหารใช้ผ้าโพกหน้าและถือดาบโค้งอันแหลมคม ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ หากแต่ไม่ทันได้เข้าถึงตัวผู้อาวุโสกลับมีคนผู้หนึ่งเคลื่อนไหวชั่วพริบตามาปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง พลันหักคอคนเหล่านั้นตายไปทีละคนคนพวกนั้นไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าเพชฌฆาตที่สังหารตนนั้นคือใคร .. กรึ้บ ๆ ๆ ..คนแล้วคนเล่าที่เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ มือสังหารนับสิบคนเหลือเพียงคนสุดท้ายที่ยอมทิ้งอาวุธก่อนจะวิ่งหนีไป แต่เพชฌฆาตก็หาได้ปล่อยเขารอดชีวิต คนผู้นั้นหยิบมีดที่ตกอยู่ข้างศพขว้างไปปักกลางหลังจนเขาล้มลงไปกับพื้น ปรากฏใบหน้าของมือขว้างมีด ที่แท้ก็คือหลินเหิงอี้.. แปะ ๆ ๆ .. เมื่อจัดการคนเหล่านั้นเสร็จ เขาก็ปัดมือไม้คล้ายกับปัดฝุ่นผง ขณะที่ห่างออกไป กลับมีชายร่างสูงใหญ่ซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้น
หลินเหิงอี้ : “ ท่านอาจารย์ เรียบร้อย นอนต่อได้ ”
แน่นอนว่าหลินเจิ้นชงไม่แปลกใจกับฝีไม้ลายมือขององค์ชายน้อยหลินเคล็ดวิชามากมายที่อดีตเจ้าเมืองเหอทิ้งคัมภีร์ไว้ให้กับท่านโหร เพื่อให้ศิษย์แต่ละคนศึกษาแนวทางที่ตนสนใจใช่ว่าสำนักศึกษาจะมีแต่วิชาโหรทำนายแค่เพียงอย่างเดียว การที่หลินเหิงอี้เลือกฝึกฝนวิทยายุทธก็เพื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ใช้มันเพื่อปกป้องพี่หญิงของเขา หลังการต่อสู้จบลงเหมือนทุกอย่างจะกลับสู่ปกติ แต่แล้ว เมื่อหลินเหิงอี้กำลังจะหันหลังกลับปรากฏฝ่ามือของชายผู้หนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวทำให้เขาต้องพลิกตัวหลบฝ่ามือของชายคนนั้นเฉียดแขนเสื้อของเขาและเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้ที่แขนเสื้อ หลินเหิงอี้จึงต้องใช้มือปัด.. ฟึบ ๆ ๆ ..
หลินเหิงอี้ : “ เฮ้ย! ขี้โกงนี่ ”
ติดตามตอนต่อไป