46
ความลับของหยกประจำตระกูล
ตอนนี้ข้าอยู่ที่ใดกัน!?
ซือหยวนซาคิดในใจพลางปรายตามองไปรอบๆ แต่ก็พบเพียงความมืดมิดสีนิลของห้วงราตรี พลันก็ได้ยินเสียงบุรุษสองคนกำลังสนทนากันแว่วเข้ามาในโสตประสาท
“หากเลือกได้ ข้าขอไม่เกิดมาประกอบอาชีพที่ต้องสังหารผู้ใดทั้งสิ้นขอรับ มือคู่นี้เปื้อนเลือดมามากพอแล้ว แม้จะทำไปเพื่อปกป้องก็ตาม” บุรุษคนแรกเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อืม... เช่นนั้นเป็นอะไรดีล่ะ!? บัณฑิต จิตรกร ขุนนาง… มีให้เลือกเยอะแยะเลย” น้ำเสียงทุ้มนุ่มของบุรุษอีกคนถามคู่สนทนา ก่อนจะพูดต่ออย่างขบขัน
“จริงๆ ชาตินี้จะเรียกว่าเป็นอาชีพก็ไม่ใคร่ถูกนัก ต้องเรียกว่าเป็นหน้าที่มากกว่า”
“เอ่อ… เป็นเช่นนั้นขอรับ หน้าที่ก็หน้าที่ ส่วนเรื่องอาชีพนั้นสุดแท้แต่ฟ้าจะเมตตาขอรับ เพราะตัวข้าก็มิรู้เหมือนกันว่าอยากเป็นอะไร แต่ชาติหน้าข้าเพียงอยากใช้ชีวิตเรียบง่ายไปวันๆ มิต้องมาทำอะไรเช่นชาตินี้” บุรุษคนแรกตอบ
เสียงปริศนาสองเสียงที่ได้ยินทำให้ร่างสูงถึงกับลืมความเศร้าที่มีอยู่ไปชั่วขณะ แล้วหันมาตั้งใจฟังเรื่องที่คนทั้งคู่คุยกันด้วยความสนใจใคร่รู้แทน แม้จะรู้สึกแปลกใจก็ตาม...
ผู้ใดกัน!? แล้วเพราะเหตุใดข้าถึงได้ยินด้วยเล่า!?
“แต่ข้าน่ะยังสนุกกับการต่อสู้อยู่เลย...” แล้วบุรุษคนที่สองก็พูดต่อ
“เช่นนั้นพวกเรามาสลับบทบาทกัน… ชาติหน้าข้าจะเป็นคนปกป้องและช่วยเหลือเจ้าเอง! ส่วนหน้าที่ของเจ้าก็มีแค่อยู่เฉยๆ ให้ข้าปกป้อง! ดีหรือไม่!?” สิ้นคำพูดของบุรุษผู้นั้น ซือหยวนซาก็หลุดขำออกมา ด้วยกำลังจินตนาการถึงสีหน้าของบุรุษคนแรกที่ตอนนี้คงทำหน้าไม่ถูก
“จะว่าไป… ชาตินี้ทักษะการต่อสู้ของข้าก็ไม่เลวนะ แค่เก่งน้อยกว่าเจ้าเท่านั้นเอง” ผู้ที่อาสาปกป้องอีกฝ่ายกล่าวเพิ่มเติม
“ข้าขอบพระคุณคุณชายขอรับ... แต่ว่า… ข้าไม่อยากให้คุณชายต้องมาลำบากกับเรื่องของข้า” คู่สนทนาเอ่ย
ฟังดูแล้ว... บุรุษคนแรกช่างเป็นคนขี้เกรงใจเสียจริง...
ส่วนบุรุษคนที่สอง ตัวจริงคงเป็นคนที่รักความท้าทายและการต่อสู้มากเป็นแน่แท้!
“ไม่เอาน่า... เจ้าก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย และข้าก็ไม่ได้มองว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นเพียงแค่นายบ่าวด้วย!”
เอ่อ... เดี๋ยวก่อน!
ประโยคเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร!?
“…” บุรุษคนเดิมหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี แล้วกล่าวว่า
“ฮ่าๆๆ ดูทำหน้าเข้าสิ ข้าแค่มองว่าเจ้าเป็นพี่ชายเท่านั้นเอง เจ้าก็รู้ว่าข้ามิใช่พวกชอบตัดแขนเสื้อเสียหน่อย! แถมข้าก็มีสตรีในดวงใจแล้วด้วย!!”
ถึงจะไม่เห็นสีหน้าของบุรุษคนแรกแต่ซือหยวนซาก็พอจะเดาออกว่ากำลังทำหน้าแบบใดอยู่... คงไม่ต่างกับเขาในตอนนี้กระมัง!
เป็นใครมาได้ยินก็ต้องคิดเหมือนกันนั่นแหละ!
“โธ่... ก็คำพูดกับสายตาเช่นนั้น คุณชายจะให้ข้าคิดอย่างไรล่ะขอรับ!?”
“ฮ่าๆๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานยังไม่ชินนิสัยข้าอีกหรือ!?” คนถูกถามพูดพลางหัวเราะร่า
จะไปชินได้อย่างไรขอรับ...
ก็คุณชายน่ะชอบสรรหาอะไรแปลกๆ มาแกล้งคนรอบตัวอยู่เรื่อย...
แล้วซือหยวนซาก็ต้องแปลกใจที่อยู่ๆ ก็มีความคิดของใครสักคนปรากฏขึ้นมาในใจของตน ก่อนที่บทสนทนาของคนทั้งคู่จะจบลงเพียงแค่นั้น ทิ้งไว้เพียงตัวของร่างสูงกับความเงียบงันของรัตติกาลอันมืดมิด...
ยามเฉิน หน้าเรือนว่านโซ่วจวี๋
“คุณชายสามขอรับ...” จุ้นเผิงพูดพลางเคาะประตูเรียกนายของตนด้วยความเป็นห่วง ข้างๆ มีซือห้าวโจวยืนอยู่ด้วย หลังจากปลอบฮูหยินจนดีขึ้นแล้ว เขาก็คิดว่าควรมาปลอบบุตรชายบ้างจึงมาที่นี่ แต่กลับเปิดประตูเข้าไปมิได้
“เช่นนั้นข้ากับนายท่านจะเข้าไปแล้วนะขอรับ!” บ่าวชายคนสนิทกล่าวหลังจากไม่มีเสียงตอบรับ พร้อมกับส่งกุญแจให้ประมุขสกุลซือ
แกร๊ก~~
เมื่อไขกุญแจแล้ว ซือห้าวโจวก็เปิดประตูเดินนำจุ้นเผิงเข้าไปในห้องทำงานของซือหยวนซา และภาพที่พวกเขาได้เห็นคือ...
ร่างสูงโปร่งซึ่งตอนนี้กำลังนอนหลับโดยเอาหัวไปพิงกับไหสุรา ส่วนแขนทั้งสองข้างก็โอบไหนั้นไว้ ข้างกายมีไหที่ว่างเปล่าอีกไหหนึ่งวางอยู่ สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากเทพเซียนขี้เมาที่เพิ่งโดนไล่ลงมาจากสวรรค์เลยแม้แต่น้อย
กระนั้นใบหน้าก็ยังคงความหล่อเหลาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง...
นี่สินะที่เขาบอกว่าคนหน้าตาดี ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงหน้าตาดีอยู่วันยังค่ำ! หากข้าเมา สภาพคงไม่ต่างจากสุนัข! จุ้นเผิงคิดในใจ
“เจ้าออกไปก่อนเถิด” ซือห้าวโจวกล่าว
“ขอรับ...” จุ้นเผิงรับคำแล้วเดินออกไป แม้อยากจะพุ่งเข้าไปหาคุณชายของตน แต่ติดที่ว่าผู้เป็นบิดาของอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้ ดังนั้นก็ปล่อยให้จัดการกันไปละกัน
“อาซา...” ซือห้าวโจวเดินไปสะกิดบุตรชายของตน ก่อนที่เจ้าของชื่อจะลืมตาขึ้นมาด้วยท่าทางสะลึมสะลือแล้วโผเข้ากอดผู้เป็นบิดาแน่น
“ท่านพ่อ…”
“พ่ออยู่นี่แล้ว...” ซือห้าวโจวเอ่ยพร้อมกับใช้มือลูบหัวบุตรชายคนสุดท้องเบาๆ
อาซาก็ยังคงเป็นอาซา... ตั้งแต่เล็กจนโตชอบเก็บความรู้สึกด้านลบเอาไว้คนเดียวไม่เคยเปลี่ยน...
ถามเจ้าก็ไม่พูด ต้องรอให้ไม่ไหวจริงๆ ถึงพูดออกมาเอง
พอกันกับอาซี... บุตรชายคนโตของข้าที่ตอนนี้เป็นแม่ทัพบูรพา
แต่ตรงข้ามกับอาซู... บุตรชายคนรองที่ยามปกติมีอะไรก็พูดออกมาหมด...
จนข้าแทบไม่อยากจะเชื่อว่า... จะโตมาเป็นองครักษ์เสื้อแพร...
จะว่าไป... ซือห้าวโจวก็เคยคิดอยากให้ซือหยวนซาดำเนินรอยตามผู้เป็นพี่ชายทั้งสอง ทว่าตอนจะพาไปฝึกวิชาต่อสู้กับพวกพี่ๆ ซือหยวนซาก็เอาแต่งอแงไม่ยอมท่าเดียว
ในที่สุดผู้เป็นพ่อจึงถอดใจและปล่อยให้ใช้ชีวิตจิตรกรอิสระตามที่ต้องการ...
“หากข้าตอบรับความรู้สึกของนางได้ก็คงจะดี... แต่ท่านพ่อ... ข้าไม่รู้เลยขอรับว่า... ทำไมข้าถึงรักนางมิได้...” ซือหยวนซาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เรื่องแบบนี้มันบังคับกันได้ฤา?” ซือห้าวโจวถาม แม้จะนึกแปลกใจ เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร ตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเซียวหลินหลิงและซือหยวนซาก็เหมือนคนที่สวรรค์ลิขิตมาให้คู่กัน ถึงจะอยู่ด้วยกันเพียงเวลาสั้นๆ แต่เขาก็เชื่อว่าตนเองมองมิผิด
ทว่า... พอโตขึ้นมาเจ้าลูกชายกลับไปชอบเกาเชียนจือเสียอย่างนั้น! แต่สุดท้ายก็ต้องแต่งเซียวหลินหลิงเข้ามาอย่างไม่เต็มใจ กระนั้นแม้ปากของบุตรชายคนสุดท้องจะบอกว่าเกลียดสตรีผู้นี้เป็นนักหนา แต่เขาก็แอบเห็นเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น…
แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลับตาลปัตรวุ่นวายไปหมด จนพอรู้ว่าผู้เป็นลูกสะใภ้ตาย ซือหยวนซาก็มีสภาพเป็นเช่นนี้…
ไยมิเห็นลงเอยกันง่ายเหมือนข้ากับเหลียนฮวาเลย!
ตุบ!
พลันก็มีบางอย่างร่วงออกมาจากอกเสื้อของซือหยวนซา
“อะไรน่ะ?” ซือห้าวโจวเอ่ยถามพลางหรี่ตามองก็เห็นว่าเป็นถุงผ้าใบเล็กๆ สีเงินที่ดูเก่าคร่ำครึ แต่ขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกว่าถุงผ้าใบนั้นดูคุ้นตาพิกล
“ข้าเก็บได้ที่กิ่งไม้ตรงหน้าผาน่ะขอรับ... ยังไม่ได้เปิดดูเลย...”
เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเก็บไว้ในอกเสื้อ... ซือหยวนซาคิดในใจ
“เดี๋ยวพ่อเก็บให้” ผู้เป็นบิดาเอ่ยพร้อมกับชิงย่อตัวลงไปเก็บถุงผ้าขึ้นมาจากพื้น ขืนให้เจ้าลูกชายที่สติสัมปชัญญะยังไม่ทันจะกลับมาดีทำเอง มีหวังหัวฟาดพื้นตายแน่นอน
“นี่มัน...” ทันทีที่เปิดดูแล้วเห็นว่าของข้างในคืออะไร ซือห้าวโจวก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ด้วยมิอยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“อะไรหรือขอรับท่านพ่อ!?” ซือหยวนซาที่ใช้มือตบหน้าเรียกสติของตนถามพลางลุกขึ้นมาดูสิ่งที่อยู่ในมือผู้เป็นบิดา มันคือหยกรูปสี่เหลี่ยมสีเขียวอ่อนที่ตรงกลางถูกเจียระไนเป็นรูปดอกอิงฮวา
“นั่น... หยกประจำตระกูลของเรานี่ขอรับ”
“มิผิด...” และเมื่อพลิกไปดูข้างหลัง ซือห้าวโจวก็ชะงักไปทันที
“ดูนี่สิ...” หยกชิ้นนั้นถูกยื่นมาให้ซือหยวนซา ทำให้ร่างสูงเห็นชื่อของหลินหลิงที่สลักอยู่บนหยก
“นี่คือหยกประจำตระกูลที่ข้าฝากแม่ของเจ้าเอาให้หลินหลิง ในวันที่นางเดินทางกลับจวนสกุลเซียว... แม้เจ้ากับคนอื่นๆ จะไม่ยอมรับ แต่สำหรับข้านับว่านางเป็นคนในครอบครัว... ข้าจึงให้นาง”
“หยกของหลินหลิง...” ซือหยวนซากล่าวทวนคำพูดของผู้เป็นบิดาด้วยท่าทางสับสน ก่อนที่ซือห้าวโจวจะเอ่ยต่อด้วยความดีใจ พลางคิดว่าคิดถูกจริงๆ ที่เขาตัดสินใจมอบหยกประจำตระกูลให้นาง
“ความลับอีกอย่างของหยกประจำตระกูลเราคือ... หากเจ้าของหยกตาย... เนื้อหยกจะเปลี่ยนไปเป็นสีแดงดั่งโลหิต... แต่นี่หยกยังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่านางยังมีชีวิตอยู่...”
“จริงหรือขอรับ!?” ซือหยวนซาถามเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้หูฝาด เมื่อเห็นผู้เป็นบิดาพยักหน้าก็กล่าวด้วยความดีใจ
“นางยังไม่ตาย... ส... แสดงว่า...”
ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งรู้ว่าหยกประจำตระกูลมีความลับเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย!
พลันก็นึกไปถึงตอนที่นั่งคุยกับกังเหมยกุ้ยและเซียวฟางชุน...
“ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว... ท่านอย่าได้กลับมาที่นี่อีกเลย... เพราะการมาของท่านรันแต่จะทำให้นางเสียใจเปล่าๆ” เหมยกุ้ยเอ่ยทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาในวันนั้นจะสิ้นสุดลง...
พวกนางต้องมีอะไรที่ปิดบังเขาอยู่แน่ๆ
หลินหลิงยังมีชีวิตอยู่... แต่ไม่อยากเห็นหน้าเขาหรือ!?
แล้วเรื่องหลุมศพกับเรื่องที่ว่าท่านอาเซียวหลี่เจี๋ยป่วยล่ะ!?
ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ๆ
แต่เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เขารู้เพียงว่าเซียวหลินหลิงถูกเซียวหลี่เจี๋ยตีหัวแล้วนำไปฝังจากคำบอกเล่าของกังเหมยกุ้ยและเซียวฟางชุน ซึ่งการที่เขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมให้นางก็เป็นไปไม่ได้เลยเพราะไม่มีหลักฐาน
ทว่าตอนนี้กลับได้ข้อมูลใหม่ว่านางยังไม่ตาย...
ยิ่งคิด ซือหยวนซาก็ยิ่งสับสน...
“แท้จริงแล้วเรื่องทุกอย่างเป็นเช่นไรกันแน่...” ร่างสูงพึมพำ
“อาซา...” ซือห้าวโจวเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ข้าสับสนขอรับท่านพ่อ… ข้าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป...” ผู้เป็นบิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะวางฝ่ามือหนาลงบนไหล่ของบุตรชายคนสุดท้อง
“พ่อก็มิรู้เหมือนกัน... หากตอนนี้ยังคิดไม่ออกก็พักสมองก่อน... เดี๋ยวพ่อจะไปเล่าทุกอย่างให้แม่ของเจ้าฟัง รวมถึงเรื่องที่หลินหลิงยังมีชีวิตอยู่ด้วย หากรู้เรื่องนี้ นางคงกลับมาเบิกบานได้เหมือนเดิม” ก่อนจะจากไปก็เอ่ยทิ้งท้ายว่า
“แต่ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทำสิ่งใด ขอให้รู้ไว้... พ่อกับแม่พร้อมที่จะสนับสนุนและอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ...”
เรียนผูกต้องเรียนแก้ พ่อเชื่อว่าเจ้าจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้โดยที่ไม่ทำผิดซ้ำสอง...
เพราะบทเรียนเจ้าก็ได้รับไปแล้ว...
ซือห้าวโจวคิดในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยออกมา...
Writer:เรียนผูกต้องเรียนแก้ มาดูกันดีกว่าว่าอาซาจะทำยังไงต่อไป
เบื้องลึกของน้องหลินหลิง ยุทธภพไร้ใจ แต่ตัวข้าไม่ไร้รัก (ตอนนี้ก็กำลังเพิ่มเติมและแก้ไขเนื้อหาสำนวนภาษาอยู่)
และถ้าใครยังคิดว่าเรื่องนี้ยังฮาร์ดคอร์ไม่สุด ต้องพบกับ หัวเราะทีหลังดังกว่า!! เลยค่า ^_^ ความดราม่าอาจไม่เท่า แต่เนื้อเรื่องไม่เป็นรองใครแน่นอน!
ร่วมพูดคุยกันได้ที่ Han Yu หานยวี่ น้า
ปล.สำหรับคนชอบอ่านเรื่องสั้นๆ ปมไม่ซับซ้อนนะคะ
[สามพี่น้องตระกูลหาน] แต่งกับเจ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเจ้าเสียหน่อย!
คู่นี้สปาร์คกันไวมาก 6 ตอนแต่งเลย จริงๆ คือโดนจับแต่ง555555 เฮฮา จิปาถะ puppy love xD