“ดีลนี้ต้องตรวจเพิ่ม”
รินพูดจบ ใบเสร็จบนเคาน์เตอร์ก็คายหมึกดำออกมา
มันไม่ได้ซึมแบบหมึกปากกาธรรมดา หมึกไหลช้า เหนียว และจับเป็ก้อนตรงปลายกระดาษเหมือนเืที่แห้งไปครึ่งหนึ่ง เส้นสีดำคลานทับช่องผู้ซื้อที่ว่างอยู่ก่อนหน้า แล้วหยดลงบนไม้เคาน์เตอร์
ติ๋ง
หยดหมึกแตะพื้นไม้
ไฟเพดานเหนือชั้นเกลือดับพรึบ
ผู้ชายเสื้อวินสะดุ้ง “อะไรวะนั่น”
“ภาษาร้านค่ะ” รินตอบ ทั้งที่มือเย็นจนปลายนิ้วชา “แปลคร่าว ๆ ว่าอย่าเพิ่งยุ่ง”
เธอดึงถุงน้ำกับยากลับเข้าหาตัวอีกนิด ถุงพลาสติกเสียดสีกับไม้เคาน์เตอร์ดังกรอบแกรบ เสียงเล็กมาก แต่ผู้หญิงหน้าประตูมองตามทันที ดวงตาเธอยังไม่มองหน้าใคร
มองของ
หรือมองใบเสร็จ
รินไม่ชอบทั้งสองแบบ
บนกระดาษ ใต้คำเตือนเดิม มีตัวอักษรใหม่ปรากฏช้า ๆ
หนี้กรรมร้าน: 0
ตัวเลขศูนย์กะพริบหนึ่งครั้ง
สองครั้ง
แล้วเปลี่ยนเป็
หนี้กรรมร้าน: 1
อากาศในร้านลดลงเหมือนมีใครเปิดตู้แช่ขนาดใหญ่ไว้กลางพื้น ชั้นสินค้าด้านหลังส่งเสียงแกร๊ก น้ำขวดหนึ่งบนชั้นสั่นจนหยดน้ำเกาะผิวพลาสติกไหลลงมา ทั้งที่ขวดปิดสนิท
รินมองเลขหนึ่งบนใบเสร็จ
เลขตัวเดียว
แต่รู้สึกเหมือนใบเรียกเก็บเงินทั้งชีวิต
“นี่ไง” ผู้ชายเสื้อวินชี้เข้ามา “มีน้ำ มียา แล้วจะลีลาทำไม คนข้างนอกเจ็บจริงนะคุณ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ขาย” รินไม่ละสายตาจากผู้หญิง “ฉันบอกว่าต้องตรวจเพิ่ม”
ผู้หญิงหน้าประตูยิ้มบาง ๆ ผ้าพันแผลชั่วคราวบนแขนเธอเปียกสีคล้ำ รินยังไม่แน่ใจว่าเป็เื ฝน หรืออะไรที่อยากให้ดูเหมือนเื
“ฉันแค่้ายา” ผู้หญิงพูด เสียงเบาและสั่นพอดีเกินไป “แขนฉันเจ็บ”
“ของแลกเปลี่ยนที่วางบนถาดเป็ของคุณทั้งหมดไหม”
เธอกะพริบตา
ช้าไปครึ่งจังหวะ
“ใช่”
ใบเสร็จบนเคาน์เตอร์กระตุกเอง
แกรก
กระดาษเลื่อนออกมาอีกบรรทัด
ขายผิดคน/ผิดิญญา = เปิดสิทธิ์ทวง
หลังคำว่า ทวง มีหมึกดำอีกหยดไหลลงมา แล้วเส้นหมึกเล็ก ๆ งอกต่อเหมือนพยายามเขียนคำถัดไป แต่เขียนไม่จบ เหลือแค่เงาตัวอักษรคล้าย จ...ห...น...
รินอ่านแล้วหนังศีรษะเย็น
เ้าหนี้
คำนี้ยังไม่ขึ้นเต็ม แต่สมองเธอเติมเองเรียบร้อย น่ารำคาญมากที่ความกลัวก็อ่านออกเขียนได้
“สิทธิ์ทวงอะไร” ผู้ชายเสื้อวินถาม เสียงเบาลงนิดหนึ่ง
“ยังไม่ใช่ข้อมูลสำหรับลูกค้า” รินพูด
ที่จริงไม่ใช่ข้อมูลสำหรับเ้าของร้านชั่วคราวด้วยซ้ำ แต่ถ้าพูดออกไป อำนาจต่อรองจะลดฮวบเหมือนแฟลชเซลตอนเที่ยงคืน
ผู้หญิงหน้าประตูยื่นมือเข้ามาใกล้ช่องประตู “ส่งยามาเถอะค่ะ ฉันจ่ายแล้ว”
เงาของเธอขยับตามมือ
ไม่มีหัว
รินลดสายตาลงเห็นชัดขึ้น เงานั้นยืดอยู่บนพื้นหน้าร้านเหมือนผ้าสีดำที่ถูกตัดส่วนบนออก มันแตะธรณีประตูแล้วหยุด ไม่ข้ามเข้ามา แต่ปลายเงาสั่นละเอียด เหมือนอยากลอง
รินยื่นมือไปคว้าถุงยา
ไม่ใช่เพื่อส่ง
เพื่อดึงให้ห่างจากช่องประตู
แต่หมึกดำบนใบเสร็จไหลเร็วกว่า เส้นหมึกพุ่งเป็ทางบาง ๆ ไปแตะก้นถุงยา
ถุงพลาสติกเย็นจัดในทันที
รินปล่อยมือเกือบไม่ทัน ความเย็นกัดปลายนิ้วเหมือนจับน้ำแข็งที่มีเล็บอยู่ข้างใน
ถ้าส่งออกไปตอนนี้ ดีลจะล็อก
เธอรู้โดยไม่ต้องให้ร้านเขียนป้ายเพิ่ม
“พักตรวจ” รินประกาศ แล้วเลื่อนสลักโซ่ประตูให้ช่องแคบลง “สินค้าไม่ออกจนกว่าใบเสร็จจะอ่านได้”
“คุณบ้าไปแล้วหรือไง” ผู้ชายเสื้อวินเสียงดังขึ้น “คนเจ็บอยู่ข้างนอก!”
“คนเจ็บอยู่ข้างนอกจริงค่ะ” รินมองเขา “ปัญหาคือฉันยังไม่รู้ว่าใครในนี้อยากให้เขาตายเพื่อเอาของออกจากร้าน”
ประโยคนั้นทำให้หน้าร้านเงียบไปชั่วขณะ
ไกลออกไป เสียงฝนดาวตกยังตกเป็เม็ดเล็ก ๆ บนหลังคาตลาด เหมือนมีใครโปรยกรวดลงบนสังกะสีไม่หยุด กลิ่นฝนโลหะซึมเข้ามาทางช่องประตูจนชั้นคอรินขม
ผู้หญิงหน้าประตูเอียงคอ
เอียงมากไป
นิดเดียวเท่านั้น แต่พอให้รินเห็นว่าการเคลื่อนไหวนั้นไม่ใช่คนเจ็บธรรมดา
“คุณจะปล่อยให้ฉันเจ็บเหรอ” เธอถาม
“ฉันจะปล่อยให้คุณรอค่ะ ต่างกันอยู่”
ผู้ชายเสื้อวินหันไปมองผู้หญิง “ฝ้าย พูดอะไรสักอย่างสิ”
รินจับคำว่า ฝ้าย ไว้ทัน
ผู้หญิงหันไปหาเขา
ช้ากว่าที่ควร
เหมือนชื่อเพิ่งเดินทางไปถึงหู
ใบเสร็จบนเคาน์เตอร์สั่นจนคลิปหนีบกระดาษกระทบไม้ดังแกร๊ก ๆ หมึกดำใต้ช่องผู้ซื้อพยายามรวมตัวเป็ตัวอักษร มันขึ้นเส้นโค้งหนึ่ง เส้นตั้งหนึ่ง แล้วถูกเงาหมึกกลบกลับเหมือนมีนิ้วมือล่องหนปาดทิ้ง
รินหยิบปากกาลูกลื่นของตัวเองขึ้นมา เขียนบนกระดาษกฎหน้าร้านเพิ่มด้วยลายมือหนักจนเกือบทะลุ
ห้ามเรียกชื่อจริงระหว่างตรวจดีล
“ั้แ่นี้เรียกคิว” เธอบอก “คุณเสื้อวินเป็คิวสอง ผู้หญิงแขนเจ็บเป็คิวหนึ่ง ใครมีปัญหากับระบบคิว เชิญรับบริการจากฝนดาวตกด้านนอก”
“นี่ไม่ใช่เซเว่นนะ!” ผู้ชายเสื้อวินพูด
“ใช่ค่ะ ถ้าใช่คงมีเครื่องคิดเงินที่ไม่คายหมึกเหมือนกำลังอาฆาตพนักงาน”
เขาอ้าปาก แล้วปิด
ดี
มุกแห้งบางทีก็ทำหน้าที่คล้ายเทปกั้นพื้นที่
เสียงฝีเท้าเพิ่มขึ้นจากหน้าร้าน คนอีกสองคนวิ่งฝ่าฝนมาหยุดใต้ชายคา คนหนึ่งเป็ชายแก่ถือถุงผ้าแนบอก อีกคนเป็เด็กวัยรุ่นตัวผอม เสื้อเปียกแนบหลัง ทั้งคู่หอบและมองเข้ามาในร้านด้วยตาแบบเดียวกับคนเห็นตู้เอทีเอ็มที่ยังมีไฟในวันที่เมืองทั้งเมืองดับ
“ที่นี่มีน้ำเหรอ” เด็กถาม
ผู้ชายเสื้อวินรีบตอบ “ มี " แต่เขาไม่ขาย”
“ขายค่ะ” รินพูดทันที “แต่ไม่ขายให้ความวุ่นวาย”
ชายแก่กลืนน้ำลาย “ฉันมีข้าวสารครึ่งถุง แลกน้ำได้ไหม”
เด็กยกมือ “ผมช่วยยกของได้ ผมไม่ได้กินอะไรั้แ่เย็น”
เหตุผลจริง
หิวจริง
เจ็บจริง
และบางอย่างก็จริงเกินไปจนเหมือนตั้งใจเอาความจริงมาบังของปลอม
รินรู้สึกแรงอยากปิดประตูพุ่งขึ้นในอก ปิดมันทั้งหมด ล็อกประตู ดึงโซ่ เก็บน้ำ 23 ขวดไว้กับตัวเอง ใครจะเป็ใครก็ไปพิสูจน์กันข้างนอก
ง่าย
ปลอดภัย
และถ้าเธอทำแบบนั้น ทุกเสียงขอความช่วยเหลือหน้าร้านจะกลายเป็เสียงที่ตามมาทวงในหัวโดยไม่ต้องใช้ใบเสร็จ
เธอสูดลมหายใจสั้น ๆ
ไม่ใช่ช่วยฟรี
ไม่ใช่เชื่อฟรี
ตรวจให้เป็ระบบ
รินดึงลังกระดาษเปล่าจากใต้เคาน์เตอร์มาตั้งขวางช่องประตู วางถาดทองเหลืองบนลัง แล้วเขียนเลข 1 2 3 4 ลงบนเศษกระดาษ
“คิวตรวจดีล” เธอประกาศ “หนึ่งคน วางของแลกทีละอย่าง บอกสิ่งที่้า ห้ามแตะประตู ห้ามถามชื่อคนอื่น ห้ามเรียกชื่อจริงจนกว่าร้านจะตรวจผ่าน”
“แล้วถ้าเรารู้จักกัน?” เด็กถาม
“ยิ่งห้ามค่ะ คืนนี้ชื่อทำตัวแพงกว่าน้ำ”
ใบเสร็จบนเคาน์เตอร์หยุดสั่น
ไม่ใช่เพราะสงบ
เหมือนตั้งใจฟัง
รินเอาคลิปหนีบกระดาษหนีบใบเสร็จดีลผิดแยกไว้ด้านซ้ายของสมุดร้าน เขียนหัวข้อด้วยปากกาตัวใหญ่
หลักฐานดีลพักตรวจ
เธอลองฉีกมุมใบเสร็จเล็ก ๆ
กระดาษไม่ขาด
แน่นอน
ร้านนี้คู่มือไม่ให้ แต่ใบแจ้งหนี้ดันทนทานระดับมรดกครอบครัว
ผู้หญิงแขนเจ็บ หรือคิวหนึ่ง ยังยืนยิ้มอยู่ตรงเดิม รอยยิ้มเริ่มตึงตรงมุมปากนิดหนึ่ง ผ้าพันแผลบนแขนซึมสีเข้มกว่าเดิม แต่หยดที่ควรตกพื้นไม่ตก มันไหลย้อนกลับเข้าไปใต้ผ้า
รินจดไว้ในใจ
เืที่ไม่อยากเสียตัวเองออกจากร่าง
ไม่น่าอยู่ในหมวดอาการาเ็ทั่วไป
“คิวหนึ่ง” รินพูด “บอกสิ่งที่้าอีกครั้ง โดยไม่ใช้ชื่อ ไม่พูดแทนคนอื่น”
ผู้หญิงมองเธอ
วินาทีแรกดวงตายังน่าสงสาร
วินาทีถัดมา มันว่างลงเหมือนหน้าจอมือถือที่แบตหมด
“น้ำสองขวด ยาหนึ่งชุด” เธอตอบ “สำหรับฉัน”
ผู้ชายเสื้อวินหันขวับ “เมื่อกี้เธอบอกเอาไปให้คนเจ็บไม่ใช่เหรอ”
ผู้หญิงไม่มองเขา
ใบเสร็จสั่นอีกครั้ง หมึกดำใต้ช่องชื่อพองขึ้นเป็ตุ่มเล็ก ๆ ก่อนแตกออกเป็คำสั้น ๆ
ชื่อที่ถูกยืม...
แล้วหยุด
“ต่อสิ” รินเผลอพูดกับกระดาษ “คิดค่าบริการเต็ม แต่ให้ข้อมูลแบบโปรทดลองใช้หรือไง”
กระดาษเงียบ
เธออยากเคาะมันด้วยปากกา แต่ยังรักนิ้วตัวเองอยู่
ชื่อที่ถูกยืม
ไม่ใช่แค่ผีเดินเข้าร้าน ไม่ใช่แค่คนโกหกชื่อ แต่มีบางอย่างใช้สิทธิ์ของชื่อคนเป็มาซื้อของ เหมือนเอาบัตรประชาชนคนอื่นมาเปิดบัญชี แต่บัญชีนั้นผูกกับกรรมแทนธนาคาร
รินมองคิวหนึ่งอีกครั้ง
“ของแลกเปลี่ยนบนถาดเป็ของของคุณจริงไหม”
“จริง”
ใบเสร็จไม่ขยับ
“คุณ้าสินค้าเพื่อใช้เองใช่ไหม”
เงาไม่มีหัวของคิวหนึ่งถอยหลังครึ่งฝ่ามือ แต่ร่างเธอยังอยู่ที่เดิม
ผู้ชายเสื้อวินเห็นแล้วหน้าซีดลง “ฝ้าย...”
“ห้ามเรียกชื่อ” รินตัดทันที
เขาปิดปาก มือสั่น
คิวหนึ่งค่อย ๆ หันมามองเขา ครั้งนี้เร็วเกินไป คอหมุนก่อนหัวนิดหนึ่งเหมือนภาพสตรีมติดดีเลย์แล้วกระตุกกลับมา
“เรียกสิ” เธอพูดเบา ๆ “ฉันอยากได้ยิน”
เด็กวัยรุ่นถอยไปชนชายแก่
รินยกมือห้ามทุกคนโดยไม่ละสายตาจากคิวหนึ่ง
“คิวหนึ่ง ดีลพักตรวจ สินค้ายังไม่ออก” เธอพูดชัด ๆ “ถ้า้าซื้อใหม่ ใช้รหัสคิว ไม่ใช้ชื่อ และบอกสิ่งแลกเปลี่ยนที่ร้านตรวจได้”
รอยยิ้มของคิวหนึ่งหายไป
หน้าคนเวลาหยุดยิ้มควรมีร่องรอยของอารมณ์เหลืออยู่บ้าง หงุดหงิด โกรธ อาย หรือเหนื่อย แต่ใบหน้าของเธอเรียบเกินไป เหมือนรอยยิ้มก่อนหน้าเป็ป้ายราคาที่ถูกดึงออกจากสินค้า
ลมเย็นพุ่งเข้ามาทางช่องประตู
กลิ่นฝนโลหะเข้มขึ้นจนรินรู้สึกเหมือนมีเหรียญเย็น ๆ วางบนลิ้น เธอเหลือบมองชั้นยา ถุงยาที่ถูกหมึกแตะยังวางอยู่บนเคาน์เตอร์ แต่เงาดำบาง ๆ ใต้ถุงเหมือนมีอะไรคลานอยู่
หนี้กรรมร้าน: 1
ตัวเลขบนใบเสร็จกะพริบอีกครั้ง
ชั้นสินค้าด้านหลังมีเสียงล็อกดังคลิก รินหันไปเห็นป้ายเล็ก ๆ โผล่ขึ้นหน้ากล่องเทียนขาว
ชั้นป้องกัน: ระงับชั่วคราว
“เยี่ยม” เธอพึมพำ “ร้านติดหนี้หนึ่งบาท ิญญายึดวงเงินทั้งบัตร”
แต้มตลกช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ช่วยไม่ให้เธอะโ
รินใช้ปลายปากกาเขี่ยถุงยาที่เย็นจัดเข้าไปในถาดแยก แล้วเขียนเพิ่มบนกระดาษ
สินค้าปนหมึกดำ = ห้ามส่งออก
“คิวสอง” เธอหันไปหาผู้ชายเสื้อวิน “คุณยืนยันได้ไหมว่าคิวหนึ่งเป็คนเดียวกับที่คุณรู้จัก ก่อนฝนตก”
เขากลืนน้ำลาย “ได้...มั้ง”
“คำว่า มั้ง ลดคุณภาพหลักฐานค่ะ”
“ผมเจอเธอที่หน้าร้านลูกชิ้น” เขารีบพูด “เธอบอกชื่อเอง บอกว่าแขนเจ็บ ให้ผมพามาหายา”
รินนิ่ง
เธอบอกชื่อเอง
ถ้ามีบางอย่างอยากให้คนอื่นเรียกชื่อนั้น มันก็ต้องแจกชื่อก่อน
“เธอถามชื่อคุณไหม”
ผู้ชายเสื้อวินส่ายหน้าเร็ว “ไม่”
คิวหนึ่งหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ดัง แต่ทำให้ชายแก่ยกถุงผ้าขึ้นกอดแน่นกว่าเดิม
“แม่ค้าเก่งจัง” เธอพูด “แต่เก่งแล้วช่วยใครได้บ้าง”
คำถามนั้นแทงเข้าแผลเก่าของรินได้แม่นจนเธอเกือบตอบแรง ๆ
ช่วยได้ ถ้าคนไม่โกหก
ช่วยได้ ถ้าโลกไม่พัง
ช่วยได้ ถ้าเธอไม่เคยถูกทิ้งตอนลำบากจนต้องเรียนรู้ว่าคำว่าขอความช่วยเหลือบางครั้งคือใบเสนอราคาที่ซ่อนเงื่อนไข
เธอไม่พูดทั้งหมดนั้น
แค่ดึงประตูให้แคบลงอีกนิด
“ช่วยได้ค่ะ” รินตอบ “แต่ไม่ขายของให้สิ่งที่ใช้ชื่อคนอื่นซื้อ”
ใบเสร็จบนเคาน์เตอร์ส่งเสียงแกรกยาว
กระดาษเลื่อนออกมาอีกหนึ่ง่
ผู้ซื้อ: ชื่อถูกยืม
สิ่งติดค้าง: สิทธิ์ทวง 1
สถานะ: รอเ้าของชื่อ
ครั้งนี้คำว่า เ้าของชื่อ ทำให้คิวหนึ่งถอยหลังจริง ๆ ร่างเธอถอย แต่เงาไม่มีหัวกลับถอยช้ากว่าเหมือนโดนธรณีประตูหนีบไว้ เสี้ยววินาทีนั้น รินเห็นปลายเงายืดเป็นิ้วเล็ก ๆ พยายามเกี่ยวขอบไม้หน้าร้าน
เธอคว้ากล่องเกลือจากชั้น
ไม่ได้โปรย
ยังไม่รู้กฎ
แต่เอามาวางทับขอบใบเสร็จไว้ก่อน
กล่องเกลือสั่นเบา ๆ แล้วหยุด หมึกดำที่กำลังไหลชะงักเหมือนไม่ชอบกลิ่น
ดี
สินค้าราคาไม่สูง แต่มีอนาคต
“ทุกคนถอยจากประตูหนึ่งก้าว” รินสั่ง “ใครไม่ถอย งดขาย”
เด็กวัยรุ่นถอยทันที ชายแก่ถอยตาม ผู้ชายเสื้อวินลังเล ก่อนถอยด้วยใบหน้าซีดกว่าเดิม
คิวหนึ่งไม่ถอย
รินมองเธอ
คิวหนึ่งมองถุงยา
“ฉันจ่ายแล้ว”
“ร้านยังไม่รับผู้ซื้อ”
“ฉันมีชื่อ”
“แต่ใบเสร็จบอกว่าชื่อนั้นไม่ใช่ของคุณ”
ริมฝีปากของคิวหนึ่งแยกออกเล็กน้อย คราวนี้รอยยิ้มกลับมา แต่ไม่พยายามทำตัวเป็คนเจ็บแล้ว
“ชื่อก็เป็ของที่หยิบได้” เธอกระซิบ
ไฟหน้าร้านดับวูบ
ความมืดกดลงมาหนึ่งอึดใจ
ในความมืดนั้น รินได้ยินเสียงเคาะจากใต้เคาน์เตอร์
ก๊อก
ก๊อก
ไม่ใช่ประตู
ใบเสร็จ
เมื่อไฟติดกลับมา คิวหนึ่งถอยไปอยู่ใต้แสงฝนดาวตกแล้ว ใบหน้ากลับไปซีดและน่าสงสารเหมือนเดิม แต่เงาไม่มีหัวของเธอหายไปกับพื้นเปียกหน้าร้าน ราวกับไม่เคยมี
ผู้ชายเสื้อวินหายใจแรง “เมื่อกี้...เมื่อกี้คืออะไร”
“ลูกค้าที่ไม่ผ่าน KYC ค่ะ” รินพูด “แต่เวอร์ชันผูกกรรม”
ไม่มีใครหัวเราะ
ก็สมควร
รินเองก็ไม่ได้ขำ
เธอหนีบใบเสร็จดีลผิดไว้กับสมุดร้านอีกชั้น ใช้กล่องเกลือทับ แล้วเขียนป้ายใหม่ใหญ่กว่าเดิม
ระบบคิวชั่วคราว
ห้ามใช้ชื่อจริง
ห้ามซื้อแทนคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน
ห้ามแตะสินค้า
ดีลพักตรวจ = รอเ้าของชื่อ
เธอติดป้ายไว้ตรงกระจกหน้าร้าน มือยังชาอยู่ แต่ลายมือไม่สั่นเท่าที่คิด
นี่อาจเป็ข้อดีของการโดนโลกบังคับให้กลัวซ้ำ ๆ
กลัวรอบแรกมือสั่น
กลัวรอบสามเริ่มเขียนป้ายได้
“แล้วพวกเราล่ะ” ชายแก่ถามเสียงเบา “ยังซื้อได้ไหม”
รินมองเขา มองเด็ก มองผู้ชายเสื้อวิน และมองเงาของแต่ละคนใต้แสงเขียวซีด
ทุกเงายังมีหัว
ตอนนี้
“ซื้อได้ทีละคิว” เธอพูด “แต่ต้องยอมให้ร้านออกใบเสร็จ และถ้าใบเสร็จไม่ผ่าน ของไม่ออก”
เด็กพยักหน้าเร็ว “ผมยอม”
ชายแก่ยกถุงข้าวสารขึ้น “ฉันก็ยอม”
ผู้ชายเสื้อวินมองไปทางที่คิวหนึ่งถอยไป “แล้วผู้หญิงคนนั้น...”
“ดีลพักตรวจ” รินตัด “แปลว่ายังไม่จบ”
เหมือนร้านได้ยินคำว่าไม่จบแล้วพอใจ กระดาษใบเสร็จเลื่อนออกมาอีกนิด
ชื่อที่ถูกยืมต้องคืนแก่เ้าของชื่อ
บรรทัดนั้นอยู่ได้เพียงสามวินาที ก่อนหมึกดำกลบกลับ
รินจำไว้ทัน
เ้าของชื่อ
เธอยังไม่รู้ว่าเ้าของชื่อคือใคร ไม่รู้ว่าชื่อที่ถูกยืมเป็ชื่อฝ้ายจริงไหม หรือเป็ชื่ออื่นที่หมึกกลบไว้ แต่ตอนนี้เธอมีหลักฐานหนึ่งอย่างที่ชัดขึ้น
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ร่างที่ยืนอยู่
อยู่ที่สิทธิ์ของชื่อบนใบเสร็จ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากถนนหน้าตลาด คราวนี้เป็เสียงวิ่งลุยน้ำ หนักและไม่เป็จังหวะ คนหนึ่งวิ่งมาชนชายคาหน้าร้านจนเกือบล้ม
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกลาง ๆ เสื้อเชิ้ตเปียกแนบตัว ใบหน้ามีรอยถลอกจากแก้มถึงคาง เขายกมือทั้งสองขึ้นทันทีเมื่อเห็นสายตารินและป้ายหน้าร้าน
“อย่าเพิ่งปิด!” เขาหอบ “ผมไม่ได้มาปล้น ผมขอหลบฝน ขออะไรกินก็ได้ ผมจ่ายทีหลังได้ ผมชื่อบาส”
คำว่า จ่ายทีหลัง ทำให้รินอยากปิดประตูตามสัญชาตญาณ
คำว่า ชื่อบาส ทำให้ใบเสร็จใต้กล่องเกลือสั่น
แกรก
หมึกดำที่กลบช่องผู้ซื้อแตกออกเป็เส้นเล็ก ๆ พยายามเขียนตัวอักษรใหม่
บ...
รินมองชายหนุ่มหน้าร้าน
มองใบเสร็จ
แล้วมองป้ายที่ตัวเองเพิ่งเขียนว่าห้ามใช้ชื่อจริง
วันนี้ลูกค้าชอบมาพร้อมปัญหา
แต่ปัญหาคนนี้ดันมีชื่อเกือบตรงกับหนี้ร้าน
เธอค่อย ๆ ยกมือขึ้นห้ามทุกคนพูด
“ขอโทษนะคะ”
เสียงเธอแห้งและนิ่ง
“ร้านนี้เพิ่งงดรับเครดิต และตอนนี้ชื่อของคุณก็ทำให้เครื่องพิมพ์ดูอารมณ์ไม่ดีมาก”