จางอี้เทียนที่มักจะยุ่งอยู่กับการวางแผนและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ รวมถึงคิดพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ อยู่คนเดียวในห้องทำงานส่วนตัว แต่วันนี้กลับเดินหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในริมสระน้ำหลังคฤหาสน์ตระกูลจาง ผู้ช่วยคนสนิทข้องใจจนต้องเอ่ยปากถามด้วยไม่สามารถระงับความสงสัยไว้ได้
“นายน้อยครับ นายน้อยมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ ่นี้นายน้อยดูเครียดๆ นะครับ หากผมช่วยอะไรได้บ้างก็สั่งการมาได้เลยครับ” โจวข่าย หนึ่งในสองคนสนิทของจางอี้เทียนถามขึ้น
“อืม....” จางอี้เทียนเพียงส่งเสียงงึมงำแล้วก็เดินวนไปมาไม่พูดอะไรอีก
โจวข่ายยกมือเกาศีรษะด้วยจนปัญญาก่อนจะหันไปหาโทนี่คนสนิทอีกคนที่พ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดส่วนตัวของนายน้อยด้วยความสับสน แต่กลับได้รับเพียงใบหน้านิ่งเฉยชาอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของโทนี่ตอบกลับมา
‘พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยสักคน ทุกวันนี้เขาก็แทบจะพูดแต่กับตัวเองเหมือนคนบ้าอยู่แล้ว ั้แ่ทำงานกับนายน้อยมาหลายปี เขาก็พูดน้อยจนเกือบจะลืมวิธีพูดคุยแบบคนปกติไปแล้ว’
นายน้อยปรกติก็เป็คนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แต่ไม่เคยทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หน้าตาคร่ำเคร่งขนาดนี้ หรือว่ากิจการที่ลงทุนไว้ในต่างประเทศจะมีปัญหา โจวข่ายพยายามเฟ้นหาคำตอบในสมอง
“ถ้ากำจัดพี่เลี้ยงนั่นออกไป แล้วเธอหาคนใหม่มาแทนแล้วดันหน้าตาดีกว่าเดิมล่ะ ไม่ได้ๆ หรือแอบส่งคนของเราไปเสียบแทน แล้วถ้าเธอไม่เอาชอบคนของเราล่ะ ไม่ได้ๆ ผู้ชายคนไหนก็อยู่ใกล้เธอไม่ได้ แต่ถ้าส่งผู้หญิงไป จะได้เื่ได้ราวรึเปล่านะ...” จางอี้เทียนพึมพำกับตัวเองโดยไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นจากคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ
“รู้แล้ว!” จางอี้เทียนะโขึ้นมาเสียงดัง ทำเอาโจวข่ายถึงกับสะดุ้งโหยง
“โจวข่าย นายไปสืบประวัติของมู่หรงเจี้ยน พี่เลี้ยงของเซียวอี้เฟยมาอย่างละเอียด หาจุดอ่อนจุดแข็งทั้งหมดของเขา รวมถึงครอบครัวเขาด้วย ฉัน้าข้อมูลนี้ด่วนที่สุด”
“ครับนายน้อย” โจวข่ายรับคำพร้อมรีบเดินออกไปทำตามหน้าที่ทันที แต่ในใจพลันกังขาว่า นายน้อยท่าทางจะตกหลุมรักสาวน้อยข้างบ้านคนนั้นซะแล้ว ั้แ่พบกันเมื่ออาทิตย์ก่อน นายน้อยให้เขาสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณหนูเซียวแทบไม่ได้หยุดพักเลย
“ส่วนนาย โทนี่ คอยจับตาดูแล้วรายงานความเคลื่อนไหวของสองคนนั้นมาให้ฉัน”
โทนี่เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนหันหลังกลับออกไปเช่นกัน
‘มู่หรงเจี้ยน ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่านายมีดีที่ตรงไหน ทำไมเซียวอี้เฟยถึงเลือกนายให้มาเป็พี่เลี้ยง แถมยังดูสนิมสนมกันขนาดนั้น หรือว่าเซียวอี้เฟยจะมีรสนิยมชอบคนแก่ ตานั่นเท่าที่ดู อายุน่าจะประมาณ 25-26 ปี แก่กว่าเป็สิบปีเลยนะ!’
จางอี้เทียนยังไม่สามารถสลัดเื่กลุ้มใจนี้ออกไปได้ นั่งคิดนอนคิดจนดึกก็ยังข่มตานอนไม่ลง เขาไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน ต่อให้เป็เื่ของธุรกิจหรือการเรียน ล้วนไม่เคยทำให้เขาต้องเครียดขนาดนี้ จนต้องลุกขึ้นมานั่งสงบจิตสงบใจ แล้วตั้งตำถามกับตัวเอง
‘นี่เราเป็อะไร กะอีแค่เด็กผู้หญิงคนนึง ทำไมถึงต้องให้ความสนใจมากขนาดนี้ อืม... แต่จริงๆ เราก็แค่สนใจนิดหน่อยเองนะ ไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย’ จางอี้เทียนบอกกับตัวเอง ก่อนจะปิดตาลงทำสมาธิแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
............
ณ คฤหาสน์บ้านตระกูลเซียว ในห้องหนังสือของเซียวอี้เฟย
“คุณหนูครับ การซื้อหุ้นของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เกม W สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนการร่วมลงทุนกับบริษัทผลิตแผงโซล่าเซลล์กำลังรอฝ่ายนั้นตอบตกลงกับข้อเสนอของเราอยู่ครับ แล้วนี่เป็รายงานผลประกอบการของบริษัทที่เรามีหุ้นส่วนอยู่ทั้งหมดครับ”
“ขอบใจมากนะ เลขามู่ ่นี้ยุ่งน่าดูเลยนะ คงต้องรบกวนคุณอีกหลายเื่เลย” เซียวอี้เฟยรับเอกสารจากเลขามู่แล้วก้มหน้าเปิดอ่านทันที
ส่วนมู่หรงเจี้ยนก็เปิดแล็บท็อปทำงานของตนเองต่อไป ต่างคนต่างไม่พูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไป จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น นี่คือภาพที่เกิดขึ้นทุกวันในห้องหนังสือแห่งนี้ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็ห้องทำงานของเซียวอี้เฟย
หากคนนอกมองเข้ามาคงเห็นเพียงเด็กสาวหน้าตาดี นั่งอ่านเอกสารบ้าง ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง กับชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานนั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง ทำงานจ้องหน้าจอแล็บท็อปของตัวเองไปเงียบๆ ทั้งสองแทบไม่มีการสนทนากัน นอกจากเสียงพลิกหน้ากระดาษ กับเสียงแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด ห้องนี้ก็เงียบเชียบราวกับป่าช้ายังไงยังงั้น
เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการพูดคุยที่ร้านอาหารระหว่างเซียวอี้เฟยกับมู่หรงเจี้ยน เลขามู่ก็เข้าใจถึงตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองได้เป็อย่างดี และแอบภูมิใจที่คุณหนูเซียวเลือกเขามาทำหน้าที่นี้ เขาไม่สงสัยเลยว่าทำไมคุณหนูถึงเจาะจงเลือกเขาที่เป็เพียงพนักงานใหม่มาทำงานนี้
จะว่าไปแล้ว เขารู้สึกตื่นเต้นมากและมีความมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าคุณหนูเซียวจะต้องประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ นั่นหมายถึงว่าตัวเขาเองก็จะประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน เขามั่นใจมากว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งคุณหนูเซียวและตัวเขาเองจะต้องรวยมากๆ แน่นอน
............
เปิดเทอมมาได้สองเดือนแล้ว การสอบวัดระดับกลางภาคก็เสร็จสิ้นลงแล้ว วันนี้เป็วันประกาศผลคะแนนสอบ เด็กนักเรียนต่างมามุงหน้าบอร์ดประกาศผล มีทั้งคนที่ดีใจและผิดหวังกับผลคะแนนของตัวเอง
เซียวอี้เฟยที่มาดูผลคะแนนของตัวเอง และเห็นว่าตนได้คะแนนเป็อันดับหนึ่งของชั้นปีก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อย เธอคาดไว้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องทำคะแนนได้ดี
โธ่... ข้อสอบเด็กม.ปลายมันจะไปยากอะไรกันล่ะ เธอเคยทำผ่านมาแล้ว และยังทำได้ดีมากอีกด้วย ชาติที่แล้วถ้าเธอสอบไม่ได้ที่หนึ่งเธอก็จะไม่ได้ทุนเรียนฟรีน่ะสิ
ยังไม่ทันจะหันไปถามเพื่อนเหม่ยหลิงกับชิงชิงว่าได้ลำดับที่เท่าไร เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาก่อน
“แย่แล้วๆๆๆ คะแนนแบบนี้ต้องโดนไล่ออกแน่เลย แถมต้องโดนเหล่าหลูทุบอีกด้วย ฮือๆๆ” เสียงคร่ำครวญดังขึ้นมาไม่ไกลจากบอร์ดประกาศคะแนน
เซียวอี้เฟยหันไปตามเสียงที่ได้ยิน ก็พบหลูจงเหยียน พี่เบิ้มจอมอันธพาลของชั้นมัธยมสี่กำลังทำหน้าสลดพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างขยุมหัวตัวเองไปด้วย
เธอจำหลูจงเหยียนได้ เพราะชาติก่อนพวกเธอทั้งสองถือว่าเป็เพื่อนกันก็ได้ ถึงจะไม่สนิทสนม เพราะเธอไม่มีเพื่อนสนิท ทุกวันเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนไม่มีเวลาคบกับใคร แต่ทุกครั้งที่เธอเกิดปัญหา เวลาที่โดนกลุ่มสวยปะากลั่นแกล้ง เธอก็ได้หลูจงเหยียนนี่แหละที่คอยปกป้องเธอ
ชาติก่อนหลูจงเหยียนสอบตกได้คะแนนเป็อันดับสุดท้ายจากการสอบทุกครั้ง ทำให้ทางโรงเรียนเชิญให้ออกไปเรียนที่อื่นเมื่อจบชั้นม.4 หลังจากนั้นเธอได้ข่าวว่าเขาไม่ได้ไปเรียนต่อที่ไหน แต่กลายเป็นักเลงคุมบ่อนพนัน โดนจับเข้าคุกเป็ว่าเล่น
เซียวอี้เฟยจึงอยากจะตอบแทนบุญคุณที่หลูจงเหยียนเคยช่วยเธอเมื่อชาติก่อน เธอจึงคิดจะช่วยเขาไม่ให้โดนไล่ออก เธอตัดสินใจเดินเข้าไปหา โดยมีเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ขยับเปิดทางให้อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับหลูจงเยียนถ้าไม่จำเป็ เรียกว่าไม่มีใครอยากเจ็บตัวมากกว่า เมื่อเธอมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลูจงเหยียน ก็พูดออกไปเสียงดังฟังชัด
“หลูจงเหยียน... เธออยากได้คนช่วยติวหนังสือ แล้วสอบได้คะแนนดีขึ้นรึเปล่า ฉันช่วยเธอได้นะ”
########