เหล่าองค์รักษ์ที่กำลังาเ็เมื่อเห็นฝีมือที่ไม่ธรรมดาของเด็กสาว ก็ถึงกับตะลึงงัน "แม่นางน้อยผู้นี้...เก่งกาจเกินตัว!" พวกเขามองฮวาเสี่ยวซีด้วยความหวังที่เริ่มกลับมา
หลี่หม่านหลินเป็หญิงสาวที่งดงามเป็เลิศและยังเก่งกาจใน สี่ด้าน อันเป็เลิศของสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง พิณ หมากการเขียนพู่กัน และยังวาดภาพ นางไม่เคยแพ้ใคร ความหยิ่งในตัวเองมีมากนางรู้สึกว่าตนเหนือกว่าใคร ๆยิ่งหญิงชาวบ้านที่ต่อสู้เป็ผู้นี้ทำให้นางรู้สึกอิจฉาแต่ก็ยังคงสีหน้าเอาไว้
เมื่อการต่อสู้สงบลงหลี่หม่านหลินค่อยๆ ก้าวออกมาข้างรถม้า โดยมีสาวใช้ประคองอย่างใกล้ชิดนางมองฮวาเสี่ยวซีด้วยสายตาที่ยังคงมีความใเจืออยู่แต่ก็แฝงไว้ด้วยความถือตัวและหยิ่งในศักดิ์ศรีของสตรีสูงศักดิ์
"ข้าขอขอบคุณท่านที่เข้ามาช่วยเหลือข้าและคนของข้า"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่ได้แสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างออกนอกหน้า
หัวหน้าองค์รักษ์รีบประสานมือคำนับฮวาเสี่ยวซีด้วยความนอบน้อม"คารวะแม่นางผู้มีพระคุณ ท่านได้ช่วยชีวิตคุณหนูและพวกเราเอาไว้ พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจของท่านยิ่งนัก"น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพและขอบคุณอย่างแท้จริง
ฮวาเสี่ยวซีสังเกตเห็นท่าทีของหลี่หม่านหลินที่ดูจะเย่อหยิ่งและมองตนเองต่ำต้อยเล็กน้อยคิ้วเรียวของนางกระตุกวูบหนึ่งอย่างไม่พอใจนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางคำพูด
เมื่อกล่าวขอบคุณกันเสร็จสิ้นเหล่าองค์รักษ์ก็เตรียมที่จะเดินทางต่อหลี่หม่านหลินหันมาเอ่ยกับฮวาเสี่ยวซีด้วยท่าทีที่ยังคงรักษาระยะห่าง"ข้าอยากจะตอบแทนความเมตตาของท่าน ท่าน้าสิ่งใดหรือไม่ข้าจะให้คนของข้าจัดส่งไปให้ท่าน"
ฮวาเสี่ยวซีโบกมือปฏิเสธ"ขอบคุณ ท่านไม่ต้องตอบแทนข้าหรอก เห็นคนเดือดร้อนข้าก็ต้องช่วยข้าต้องเดินทางต่อไปอีกไกล การพกพาสิ่งของมากมายคงไม่สะดวก"นางหันไปบอกหัวหน้าองค์รักษ์ด้วยน้ำเสียงเร่งรัด
"อีกไม่ไกลก็จะถึงตัวเมืองแล้วรีบเดินทางเถิด หากชักช้า พวกโจรพวกนั้นอาจจะย้อนกลับมาอีกก็ได้"
พูดจบฮวาเสี่ยวซีก็ะโขึ้นหลังม้า ควบทะยานออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้กลุ่มคนเ่าั้มองตามแผ่นหลังของนางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
หลี่หม่านหลินทอดสายตามองตามแผ่นหลังของฮวาเสี่ยวซีจนกระทั่งร่างนั้นลับหายไปจากครรลองสายตานางกระซิบกับสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย"ช่างน่าอิจฉานัก... นางมีอิสระเสรีในการเดินทางไปไหนมาไหน... แต่ถึงกระนั้นนางก็คงเป็เพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นกระมัง"
แล้วหลี่หม่านหลินก็เชิดใบหน้างามขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมกริบเป็ประกายเจิดจ้า พลางครุ่นคิดในใจอย่างถือดี"ข้าคือหลี่หม่านหลิน บุตรีแห่งเสนาบดีกรมพิธีการ เป็สตรีสูงศักดิ์ที่ใครๆต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะ... แต่แม่นางผู้นั้นกลับมีท่าทางห้าวหาญเกินงาม ไม่มีความนุ่มนวลสมกับเป็สตรีเฉกเช่นข้าเลยแม้แต่น้อย"
ว่าแล้วหลี่หม่านหลินก็ยกชายกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีก้าวขึ้นสู่รถม้าที่ตกแต่งอย่างหรูหราสง่างามโดยมีสาวใช้คอยประคองดูแลอย่างใกล้ชิด ขบวนรถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมุ่งหน้าไปยังเมืองอี้ผิงอันอันโอ่อ่าตระการตา ทิ้งไว้เื้ัเพียงฝุ่นคลุ้งและภาพของหญิงสาวแปลกหน้าที่นางตัดสินไปแล้วด้วยสายตาเพียงผิวเผินโดยหารู้ไม่ว่าภายใต้รูปลักษณ์ธรรมดานั้นซ่อนไว้ซึ่งความงาม ความสามารถและชาติกำเนิดที่เหนือกว่าจินตนาการ
ขณะที่ฮวาเสี่ยวซีควบม้าขึ้นเหนือมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนไปเรื่อย ๆ ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากป่าเขียวชอุ่มเป็เนินเขาเตี้ยๆ สลับกับทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ค่ำไหนนอนนั้น ถึงแม้นางจะกลัวพวกหมาป่าก็ตามนางก็ยังคงขี่ม้าเพื่อมุ่งตรงไปยังเฉิงหยางอย่างไม่ย่อท้อผ่านวันเป็คืนผ่านคืนเป็วันจนเดินทางเข้าใกล้เมืองเฉิงหยาง
สิ่งที่เริ่มสะดุดตาและสร้างความแปลกใจให้กับฮวาเสี่ยวซีคือภาพของผู้คนที่กำลังเดินเท้าอย่างอ่อนล้ามุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกับนาง
พวกเขามากันเป็กลุ่มเล็กๆบ้างอุ้มเด็กน้อย บ้างจูงคนชรา สีหน้าทุกคนดูเหนื่อยอ่อนและกังวลสัมภาระที่ติดตัวมาก็มีเพียงเล็กน้อย ห่อผ้าเก่าๆหรือตะกร้าสานที่บรรจุของใช้จำเป็เพียงไม่กี่ชิ้น
ฮวาเสี่ยวซีชะลอความเร็วของม้ามองผู้คนเ่าั้ด้วยความสงสัยนางไม่เคยเห็นภาพผู้คนจำนวนมากเดินทางด้วยเท้าเช่นนี้มาก่อน พวกเขามาจากไหนและกำลังจะไปที่ใด?
"เกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนกันแน่?"ฮวาเสี่ยวซีพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย ใคร่รู้นางรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ ไม่เหมือนกับการเดินทางขึ้นเหนือที่นางเคยผ่านมา
เมื่อเห็นกลุ่มผู้อพยพเดินสวนมาอีกหลายกลุ่มฮวาเสี่ยวซีก็ตัดสินใจที่จะสอบถาม "ท่านตา... เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ? เหตุใดท่านและครอบครัวถึงเดินทางด้วยเท้าเช่นนี้?"นางเอ่ยถามชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเครียดกังวลจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยที่ซบหน้ากับเอวของเขา
ชายผู้นั้นถอนหายใจยาวมองฮวาเสี่ยวซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า"แม่นาง...ท่านไม่รู้หรือ? ทางเหนือเกิดภัยา แคว้นทางเหนือรุกรานพวกเราจึงต้องทิ้งบ้านเรือนหนีตาย"น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของฮวาเสี่ยวซี"ภัยา... รุกราน?" นางทวนคำด้วยความตกตะลึง บิดาและพี่ชายของนางอยู่ที่ชายแดนหากเกิดา... พวกเขาจะเป็อย่างไรบ้าง?
ฮวาเสี่ยวซีควบม้าอย่างไม่ย่อท้อแสงตะวันคล้อยต่ำลงทุกทีนางเร่งฝีเท้าม้าแทบไม่พักหวังจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วที่สุดความกังวลในใจกัดกินจนแทบจะทนไม่ไหว
ในที่สุดประตูเมืองเฉิงหยางก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่เมื่อเข้าไปใกล้ ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อประตูเมืองใหญ่ถูกปิดสนิทมิให้ผู้ใดเข้าออกในยามนี้ นางชะลอความเร็วของม้า มองหาช่องทางอื่นแต่กำแพงสูงตระหง่านและแ่าราวกับปราการเหล็ก
ฮวาเสี่ยวซีตัดสินใจไม่เสี่ยงบุกรุกเข้าไปโดยพลการนางรู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นอาจนำมาซึ่งอันตรายมากกว่าผลดีนางจึงควบม้าหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในบริเวณที่ไม่ไกลจากกำแพงเมืองมากนักอาศัยร่มเงาของพุ่มไม้ใหญ่และภูมิประเทศที่ไม่สม่ำเสมอเป็ที่กำบัง
นางลงจากหลังม้าลูบแผงคอของสหายร่วมทางอย่างอ่อนโยน "อดทนหน่อยนะเ้าเพื่อนยากเราต้องรอจนกว่าจะถึงรุ่งเช้า" นางพึมพำเบาๆก่อนจะเดินสำรวจรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง มองหาจุดที่สามารถสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวภายในเมืองได้
จากที่ซ่อนฮวาเสี่ยวซีสามารถมองเห็นทหารยามเดินตรวจการณ์ไปมาบนกำแพงแสงจากคบเพลิงส่องสว่างเป็ระยะทำให้เห็นเงาของผู้คนภายในเมืองที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้างนางนั่งลงพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ถอนหายใจด้วยความกังวล
ฮวาเสี่ยวซีลูบแผงคอม้าสีน้ำตาลเข้มอย่างอ่อนโยนมองเข้าไปในดวงตาที่แสนซื่อของเ้าน้ำตาลด้วยความรู้สึกผูกพัน"เ้าน้ำตาลเพื่อนยาก ฟังข้านะ" นางกระซิบเสียงเบา"บริเวณนี้ดูเหมือนจะมีทุ่งหญ้าให้เ้าหากินได้ และทางนั้นคงจะมีลำธารเล็กๆให้เ้าดื่มน้ำ เ้าไปหาที่หลบซ่อนพักผ่อนเสียก่อนนะ"
นางผายมือไปยังทิศทางที่ดูร่มรื่นและมีแหล่งน้ำเล็กๆไหลผ่าน "ไปตรงนั้นนะ หาที่ร่มๆ หลบแดด แล้วก็กินหญ้าให้อิ่มท้องเสียก่อนข้ามีเื่ต้องจัดการในเมืองก่อน เมื่อข้าเป่าปากเรียก เ้าค่อยออกมาหาข้าเข้าใจไหม?"
เ้าน้ำตาลทำท่าเหมือนจะเข้าใจมันซบหัวเข้ากับมือของฮวาเสี่ยวซีเบาๆ ก่อนจะเดินเล็มหญ้าสองสามคำ แล้วค่อยๆเดินไปยังทิศทางที่ฮวาเสี่ยวซีชี้นางมองตามหลังมันไปจนกระทั่งเ้าน้ำตาลเข้าไปหลบในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร
ฮวาเสี่ยวซีถอนหายใจเบาๆด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ก็เชื่อมั่นในสัญชาตญาณและความฉลาดของเ้าน้ำตาลนางเฝ้ามองมันอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่ามันปลอดภัยดีแล้ว จากนั้นจึงค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากบริเวณนั้นอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองเพื่อหาทางเข้าไปข้างในตามแผนที่วางไว้โดยไม่ลืมที่จะเหลียวหลังกลับมามองเ้าน้ำตาลเป็ระยะด้วยความเป็ห่วง
ฮวาเสี่ยวซีพิจารณาสถานการณ์อย่างรวดเร็วแสงจันทร์ส่องสว่างพอให้เห็นความเคลื่อนไหวบริเวณประตูเมืองนางสังเกตเห็นกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ประตูดูจากลักษณะท่าทางและชุดเกราะที่เปื้อนฝุ่นพวกเขาดูเหมือนจะเพิ่งกลับจากการลาดตระเวนนอกเมือง
ขณะที่นางกำลังคิดหาทางต่อไปสายตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในเมืองด้วยท่าทางอ่อนล้าและสิ้นหวังพวกเขาแบกสัมภาระเพียงเล็กน้อย และมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัดฮวาเสี่ยวซีได้ยินพวกเขาพูดคุยกันด้วยเสียงแ่เบาถึงภัยาและการอพยพหนีตาย
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของฮวาเสี่ยวซีนางรีบแล้วเดินเข้าไปปะปนกับกลุ่มชาวบ้านเ่าั้ด้วยรูปร่างที่เล็กและท่าทางที่ดูอ่อนโยนนางสามารถกลมกลืนไปกับพวกเขาได้อย่างไม่ยากเย็นแสร้งทำเป็เศร้าสร้อยและเหนื่อยล้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
เมื่อเดินเข้าไปในเมืองพร้อมกับกลุ่มชาวบ้านฮวาเสี่ยวซีก็สังเกตการณ์รอบๆ อย่างระมัดระวังนางพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ายทหารที่บิดาของนางสังกัดอยู่โดยสอบถามชาวบ้านด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและระมัดระวัง
หลังจากได้ข้อมูลที่พอจะนำทางไปสู่ค่ายทหารได้แล้ว ฮวาเสี่ยวซีก็ค่อยๆแยกตัวออกจากกลุ่มชาวบ้าน โดยอ้างว่า้าไปหาญาติที่อยู่ในเมืองนางเดินลัดเลาะไปตามถนนต่างๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณใกล้กับค่ายทหาร