“ไม่…” เสียงลากยาวก่อนจะสะดุ้งตื่นด้วยอาการตกใจ เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาจากหน้าผากราวกับอากาศที่ร้อนจัด ทั้ง ๆ ที่ภายในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย ทีปกรลุกขึ้นนั่งและมือลูบปาดเหงื่อพร้อมบ่นพึมพำกับตนเอง “อะไรวะเนี่ย เขมทัตให้ดูอะไรวะเนี่ย”
“ตกใจมากนักหรือน้องรัก สาแก่ใจข้าเสียจริง ฮ่า ๆ ๆ” เสียงที่ไม่มีใครได้ยินของรัตติกาลดังขึ้นในมุมหนึ่งของห้อง พร้อมหัวเราะด้วยความสนุก แววตาที่สื่อออกมาอย่างร้ายกาจมองไปยังใบหน้าซีดเผือดของทีปกร
“เจ้ามิควรเปิดเผยวันสิ้นอายุขัยให้แก่มนุษย์ได้รับรู้ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษเช่นไร เจ้าน่าจะรู้ดี” เสียงเข้มของเขมทัตดังกึกก้องพูดกับหญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด หากเป็นวิญญาณตนอื่นได้ยินมีหวังต้องมุดหัวหนีด้วยความเกรงกลัวต่อบุรุษผู้ทรงอำนาจอย่างเขมทัต แต่เสียงนี้กลับไม่มีผลต่อรัตติกาลแม้แต่น้อย หญิงสาวพ่นลมออกทางปากพร้อมทั้งเบ้หน้าไปทางอื่น
“ท่านพี่เจ้าขากฎพวกนั้นทำอะไรข้ามิได้ดอก ในเมื่อบิดาแห่งข้าเป็นจ้าวผู้ครองนรก” คำพูดแสนโอหังลั่นออกมาจากปากของรัตติกาล เหมือนยังไม่รู้ตัวว่าหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร
“ความผิดของเจ้าใหญ่หลวงยิ่งนัก เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่ากฎที่บิดาแห่งเจ้าได้สร้างขึ้นมาจะทำอะไรเจ้ามิได้” เสียงดีดนิ้วดังขึ้นหนึ่งครั้ง ยมทูตร่างใหญ่สองนายปรากฏกายขึ้นพร้อมจับแขนของรัตติกาล
“ท่านพี่จะทำแบบนี้กับข้ามิได้” รัตติกาลพยายามสะบัดแขนให้หลุดออกจากมือของยมทูตทั้งสอง แต่ไม่อาจสู้แรงบุรุษได้ไหว จึงใช้เสียงเข้าข่มและอวดอ้างศักดิ์ที่เหนือกว่าของตน
“พวกเจ้าชั้นต่ำกล้าดีเช่นไรมาจับกายข้าผู้เป็นธิดาแห่งจ้าวผู้ครองนรก” สิ่งที่รัตติกาลพูดออกมาไม่มีผลต่อยมทูตผู้เคร่งในกฎแม้แต่น้อย สายตาของบุรุษทั้งสองต่างจับจ้องไปยังเขมทัตเพื่อรอคำสั่งขั้นต่อไป
“เจ้าจะได้รู้ว่ากฎแห่งบิดาเจ้าศักดิ์สิทธิ์เช่นไร แม้เป็นธิดาก็มิอาจละเว้น… จงนำตัวนางลงไปสำเร็จโทษยังเบื้องล่างเดี๋ยวนี้” เมื่อสิ้นเสียงที่แสดงถึงพลังอำนาจ ยมทูตทั้งสองและรัตติกาลก็หายวับไปทันที เสียงกรีดร้องอันแผ่วเบาของรัตติกาลดังแทรกออกมา แม้กายจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้วก็ตาม
เขมทัตเดินเข้าไปจับยังศีรษะของทีปกร ประกายแสงสีแดงแผ่ออกมาจากมือผู้มีอำนาจกระจายออกทั่วทั้งบริเวณห้องนอนเล็ก ๆ แต่ทีปกรไม่รับรู้การมีตัวตนหรือมองเห็นสิ่งใดนอกจากความมืดที่ปกคลุมอยู่รอบกาย
สมองของทีปกรกำลังตื่นตัวด้วยความกลัว ใจสั่นหวิว ๆ และเต้นไม่เป็นจังหวะ รับรู้เพียงแค่วันตายของตนเองเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มนุษย์ไม่ควรรับรู้วันสุดท้ายของตนเอง
“จงลืมความฝันเมื่อครู่เสียเถิดเด็กน้อยของข้า” เมื่อสิ้นเสียงของเขมทัตที่เปล่งออกมาอย่างอ่อนโยน เปลือกตาของฝ่ายตรงข้ามค่อย ๆ หลุบลงจนกระทั่งหลับไปในที่สุด หลังจากนั้นความทรงจำที่เคยมีเรื่องวันตายก็จางหายไป
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 16.30 น.
“สวัสดีครับแม่ คิดถึงแม่ที่สุดเลยครับ” เกียกกายโผเข้ากอดเนตรนภาเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง
“ยังปากหวานเหมือนเดิมเลยนะ ไม่ได้มาซะหลายวันเลยนะลูก ติดงานเหรอจ๊ะ” ผู้เป็นแม่ลูบศีรษะของเกียกกายด้วยความเอ็นดูเสมือนเป็นลูกชายอีก เมื่อทีปกรเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งลงมาจากบันได ใช้มือดันศีรษะของเพื่อนรักให้ออกจากแม่ของตน แต่เกียกกายยังดึงดันกอดเนตรนภาให้แน่นกว่าเดิม
“งงงานที่ไหนครับแม่ ติดสาวอยู่น่ะสิไม่ว่า” เกียกกายหยุดชะงักทันทีเมื่อทีปกรพูดถึงหญิงสาวที่กำลังตามตื๊อตนดั่งเงาตามตัว
“แหมมีแฟนแล้วหายเงียบไปเลยนะ ไว้พามากินข้าวที่บ้านบ้างซิจ๊ะ”
“แม่อะอย่าไปเชื่อไอ้ทีมาก ผมยังไม่มีแฟนสักหน่อย น้องคนนั้นมาตามผมเอง ผมรำคาญแทบแย่…”
“แหมรำคาญจนต้องไปกินข้าวดูหนังด้วยเนี่ยนะ เป็นแฟนกันแล้วก็บอกมาเถอะ” ทีปกรยังแซวเกียกกายไม่หยุดโดยที่ไม่รู้ว่าผู้เป็นพี่สาวที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำมีสีหน้าไม่พอใจเมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้
“แม่…หนูไปแต่งตัวก่อนนะคะ คืนนี้ต้องเข้าเวร” น้ำเสียงที่ฟังดูเรียบเฉยออกมาจากปากของธาริณี เดินตึงตังขึ้นบ้านเหมือนไม่รู้สึกอะไร เกียกกายมองตาละห้อยไล่ตามหลังคนที่เพิ่งเดินขึ้นบ้านไป
“ไอ้ที… พูดอะไรก็ไม่รู้พี่ธางอนแล้วมั้งเนี่ย”
“จะงอนได้ไง พี่ธาไม่ได้คิดอะไรกับนายสักหน่อย อย่ามาหลงตัวเองให้มาก” ระหว่างที่สองเพื่อนรักกำลังโต้เถียงกัน เสียงประตูจากบนบ้านก็ปิดดังปั้ง ทำเอาคนที่อยู่ด้านล่างสะดุ้งกันเป็นแถบ ๆ
“เป็นอะไรไปเนี่ย” ธาริณีบ่นพึมพำ พร้อมทั้งจับไปยังหน้าอกด้านซ้ายของตนที่กำลังรู้สึกหวิว ๆ และเจ็บแปลบ ๆ อย่างบอกไม่ถูก