หนิงเทียนจับจ้องไปยังเด็กสาวอย่างไม่วางตา“ปีนี้ข้าอายุสิบห้าปี รู้แบบนี้แล้ว เ้ายังจะเรียกข้าเป็ผู้าุโอีกงั้นรึ??”
“สิบห้าปี!!!!”เสียงของทั้งสองแทบจะดังขึ้นพร้อมกันดวงตาแข็งค้างมองไปที่หนิงเทียนด้วยสีหน้าตกตะลึง ‘สังหารฝูงหมาป่าหลังแดงได้ในพริบตา เด็กคนนี้เป็ใครกันแน่??’
ในความคิดของเฉิงฮ่าว‘สหายน้อยผู้นี้จะต้องเป็อัจฉริยะวัยเยาว์มีภูมิหลังเป็ ตระกูลใหญ่ในพื้นที่ราบภาคกลางอย่างแน่นอน’
เด็กสาวรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนอย่างเขินอาย “เื่นี้...เื่นี้...เป็เพราะผู้มีคุณแข็งแกร่งจนข้าคิดว่าเป็ยอดยุทธ์ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ จึงได้กล่าววาจาล่วงเกินต้องขออภัยจริงๆ”
หนิงเทียนพยักหน้าหากนับอายุในชีวิตก่อน มันนับว่าเป็ผู้ใหญ่กว่าเด็กสาวมากจึงไม่คิดถือสาหากแต่ได้กล่าวคำถามที่คิดสงสัยอยู่ในใจ “ว่าแต่!!! เมื่อครู่...เ้าบอกว่า ตัวเองแซ่มู่งั้นรึ??”
“ใช่แล้ว ผู้มีคุณ ข้ามาจากตระกูลมู่ มีนามว่ามู่เสวี่ย?” นางกล่าวตอบอย่างไม่ปิดบัง
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนส่ายศีรษะด้วยความคิด “แปลกจริงๆ เป็แซ่ที่ดูคุ้นหูมากจริงๆ”
มู่เสวี่ยแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิ“ตระกูลมู่ของเราเป็สามตระกูลใหญ่ในเมืองฉางผิง พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเื่การค้าหากผู้มีคุณได้ไปที่เมืองฉางผิง ให้เกียรติตระกูลมู่ได้รับรองท่านบ้าง”
“เมืองฉางผิง? เมืองฉางผิงนี้อยู่ที่ใดกัน” หนิงเทียนถามกลับด้วยความสนใจ
“สหายน้อยท่านไม่รู้จักเมืองฉางผิง หรือว่า ท่านมิใช่คนของทวีปฟ้า์?” มู่เฉิงรีบกล่าว
“ทวีปฟ้าสรรค์?” หนิงเทียนพูดซ้ำอีกครั้งความสงสัยบังเกิดขึ้นภายในใจ มันกล่าวต่อด้วยความตื้นตัน “ข้าเป็เพียงผู้ฝึกตนชาวป่าชาวดอยเท่านั้นพวกเ้าพอจะบอกเล่าเื่ราวภายนอกให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”
‘ภายนอก?? หรือว่าเด็กคนนี้จะอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้’เฉิงฮ่าวมีคำถามในใจมากมาย
มันกลัวว่าจะเป็การไม่สมควรที่จะกล่าวจึงไม่ได้ถามสิ่งใดออกไป
“ลุงเฉิงให้ข้าได้เป็ผู้เล่าเื่ภายนอกให้ผู้มีคุณได้ฟัง” เวลานี้น้ำเสียงของมู่เสวี่ยสดใสราวกับน้ำค้างแก้ว
“พื้นที่ราบภาคกลางที่มนุษย์เราอาศัยอยู่แบ่งออกเป็4ดินแดนดินแดนตอนเหนือพวกเราเรียกว่า ทวีปฟ้า์ เพราะเป็เขตปกครองของอาณาฟ้า์ และป่านรกดำที่เรากำลังยืนอยู่นี้อยู่ในส่วนลึกของทวีปเหนือ
ทวีปฟ้า์ประกอบไปด้วยเมืองใหญ่3เมืองไห่หนาน จี้หลิน และ ฉางผิง
ทั้งสามอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรฟ้าสรรค์ฉางผิงนั้นเป็เมืองท่าหน้าด่านของทิศตะวันออกติดกับแผ่นดินใหญ่ที่ชื่อว่า ดินแดนเทวะ”
“แดนเทวะ?” หนิงเทียนสะดุดกับคำว่าเทวะ ‘ผู้ใดช่างกล้าหาญเทียมฟ้าตั้งชื่อดินแดนของตนเองว่าแดนเทวะกันนะ??’
“หรือว่าผู้มีคุณ ไม่รู้จักแดนเทวะ??” เวลานี้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความงุนงงเหลือเชื่อว่ายังมีคนไม่รู้จักดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่อีก
หนิงเทียนส่ายศีรษะพร้อมกล่าวย้ำ“ข้าบอกเ้าแล้วไง ข้าเป็เพียงคนป่าคนดอยเท่านั้น”
เฉิงฮ่าวรีบกล่าวเสริม“แดนเทวะเป็ดินแดนทางทิศตะวันออกของพื้นที่ราบภาคกลาง และเป็เขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางอีกด้วย”
“แล้วอีกสองดินแดนที่เหลือละ??” หนิงเทียนถามต่อด้วยความอยากรู้ตลอดสิบห้าปีมันไม่เคยย่างกรายออกไปจากป่านรกดำเลยจึงเป็โอกาสดีที่จะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโลกภายนอก
“ดินแดนด้านตะวันตกเป็เขตปกครองของอาณาจักรมายานิรันดร์ และดินแดนด้านใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของนิกายมารทมิฬ”
เฉิงฮ่าวยังกล่าวต่ออีกว่า“สหายน้อย เื่ดินแดนทั้งสามนั้น ข้ารู้เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่จากความคิดข้าด้วยความสามารถของท่านแล้ว การจะเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่ดินแดนไม่ใช่เื่ยากอันใดแม้แต่น้อย”
หนิงเทียนรีบสงบอาการตื่นเต้นในใจสิ่งที่มันได้ยิน เกี่ยวกับเื่ราวภายนอกนั้น บิดามารดาไม่เคยพูดถึงและในตำราก็ไม่เคยบันทึกไว้
“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามพวกเ้า เหตุใดถึงเข้ามาในป่าพฤกษามรกตแห่งนี้??”
“พวกเรามาตามหาท่านบรรพชนที่หายสาบสูญ”สีหน้าของเฉิงฮ่าวเต็มไปด้วยความหวังเมื่อกล่าวถึง
“บรรพชน?” ในหัวของหนิงเทียนเริ่มที่จะประมวลความคิดต่างๆออกมา‘บนโลกนี้คงไม่มีเื่บังเอิญขนาดนี้หรอกมั้งนะ’
“สหายน้อย ท่านพบเจุ์ในที่แห่งนี้บ้างหรือไม่??”เฉิงฮ่าวกล่าวถามอย่างคาดหวังถ้าพื้นหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาและไม่รู้จักเื่ราวภายนอกเป็ไปได้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในป่านรกดำแห่งนี้
“มีแต่คนตายเท่านั้น ที่จะอาศัยอยู่ในป่านรกดำได้” หนิงเทียนตอบกลับอย่างไม่แยแส แม้ว่าคำพูดจะเ็าแต่ก็ไม่ได้เป็คำกล่าวที่เกินจริงเลย
ได้ยินเช่นนั้นมู่เสวี่ยได้แต่ก้มหน้าลงภายในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง
หนิงเทียนชำเลืองมองใบหน้าเศร้าโศกของนางเล็กน้อยก่อนที่กล่าวถามออกไป
“เหตุใดเ้าถึงสงสัยว่าบรรพชนของพวกเ้าอยู่ในป่าแห่งนี้??”
สหายน้อยข้าจะขอกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“เมื่อสามวันก่อน มารดาของคุณหนูได้ซื้อข่าวมาจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทรจึงได้ทราบข่าวของท่านบรรพชนที่สาบสูญไปนับร้อยๆปี และจากข่าวที่พวกเราได้รับมาเมื่อ15ปีก่อนท่านได้เดินทางไปยังสมาคมการค้าจ้าวสมุทรและปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ชายป่านรกดำแห่งนี้พวกเราจึงรีบเดินทางมาบริเวณป่านรกดำ โดยหวังที่จะทราบข่าวของท่านบรรพชน แต่ในระหว่างทางเราถูกโจรป่าไล่ล่าและได้หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิตจึงพลัดหลงเข้ามาในป่าแห่งนี้”
“เป็เพราะข้าที่ดื้อรั้นจะตามหาท่านบรรพชน เพราะข้าเราจึงพบเจอเภทภัยครั้งนี้” น้ำเสียงของมู่เสวี่ยเต็มไปด้วยโศกเศร้าเดิม พวกเขามีกันหลายคนแต่บัดนี้กับเหลือเพียงแค่นางกับเฉิงฮ่าวเท่านั้นข้ารับใช้หลายคนสละชีวิตเพื่อให้พวกเขาสองคนหลบหนี
หนิงเทียนมองไปที่มู่เสวี่ยหว่างคิ้วของมันยกขึ้นสูง “หืม บรรพชน โจรป่ามันไม่สมเหตุไปหน่อยหรือเด็กสาวอย่างเ้ามองยังไงก็อายุเพียง16ปี กลับมาตามหาบรรพชนที่หายตัวไปเป็ร้อยปีคงไม่เคยแม้แต่เจอหน้ากันด้วยซ้ำไป”
“สหายน้อย บรรพชนท่านนั้นเป็ปู่แท้ๆของคุณหนูและด้วยเหตุผลจำเป็บางอย่างเรา้าความช่วยเหลือจากท่านบรรพชน”เฉิงฮ่าวกล่าว
หนิงเทียนเหยียดยิ้มออกมา“มีคำกล่าวว่า คนเป็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากคนตายพวกเ้าสองคน้าความช่วยเหลือจากคนที่ไม่รู้ว่ายังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้งั้นรึ??”
“นี้ท่าน!! ตัวข้ามั่นใจว่าท่านปู่ต้องมีชีวิตอยู่”ความไม่พอใจเล็กๆเจืออยู่ในน้ำเสียงของมู่เสวี่ย
“เื่นี้เป็ปัญหาส่วนตัวของพวกเ้า ข้านั้นไม่ขอยุ่งเกี่ยว แต่ด้วยพลังของพวกเ้าเกรงว่าถ้ายังไม่รีบออกไปจากป่านรกดำแล้วละก็....สาวน้อยเ้านั้นแหละที่จะกลายเป็คนตายก่อนเสียเอง”
คำพูดของหนิงเทียนส่งผลให้มู่เสวี่ยและเฉิงฮ่าวได้สติกลับมาอีกครั้งพวกมันทั้งสองนั้นลืมไปชั่วขณะว่าเวลานี้มันยังอยู่ในป่านรกดำ
“สหายน้อย ท่านชำนาญในพื้นที่แถวนี้ พอจะบอกทางออกแก่เราได้หรือไม่??”
“เอาเถอะ ไหนๆช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดใช่มั้ยละ??” กล่าวจบหนิงเทียนกระชับกระบี่พิรุณโปรยในมือแน่นจิตสังหารของหนิงเทียนแผ่ลึกลงไปในกระบี่พวยพุ่งไปข้างหน้าเป็เส้นตรง
ตูมม......รังสีกระบี่พุ่งเป็แนวยาวทอดออกไปไกลสุดตา
“ให้เ้าเดินไปตามรังสีกระบี่ของข้า ไม่เกินครึ่งชั่วยาม จะสามารถออกจากป่านรกดำได้ตลอดทางข้าแผ่จิตสังหารไปกับรังสีกระบี่ สัตว์ป่าระดับ1และ2 พวกมันไม่มีความกล้าพอที่จะจู่โจมพวกเ้าแน่ เว้นเสียแต่พวกเ้าจะดวงแย่เกินไปพบเจอกับสัตว์อสูรเข้าถ้าเป็อย่างหลังให้คิดเสียว่าบริจาคร่างกายเป็อาหารสัตว์ไปแล้วกัน”
ทั้งสองคนจ้องมองการกระทำของหนิงเทียนด้วยสายตาหวาดหวั่นพรั่นพรึงสุดแสนและยังมีคำพูดของหนิงเทียนที่เย็นลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่ามู่เสวี่ยจะเรียกสติกลับมาได้ “ขอบคุณผู้มีคุณหวังว่าเราจะมีโชคชะตาได้พบกัน”
หนิงเทียนมองไปยังมู่เสวี่ยที่กำลังจะจากไปเขาระบายลมหายใจออกมาเป็ครั้งที่สอง “เอาเถอะ สาวน้อยข้ามีของขวัญจะมอบให้แก่เ้า” กล่าวเสร็จ หนิงเทียนโยนกล่องหยกออกไป
มู่เสวี่ยรับมาอย่างุนงง“ผู้มีคุณสิ่งนี้คือ???”
“เ้าจงจำคำข้าไว้ให้ดี เปิดมันในยามที่เ้ารู้สึกสิ้นหวัง ลาก่อน” สิ้นเสียงหนิงเทียนทะยานร่างหายไปจากสายตาของคนทั้งคู่อย่างรวดเร็ว
“ข้าคงช่วยได้เพียงเท่านี้” หนิงเทียนส่ายศีรษะ มันกล่าวย้ำกับตัวเองอีกครั้ง“ยังไงมันก็ไม่ใช่เื่ของข้า”
มู่เสวี่ยมองไปยังกล่องหยกในมือพร้อมทวนคำพูดของหนิงเทียนอยู่ภายในใจ ‘ยามสิ้นหวังหรือ?’ “อะไรของเขากันนะ??”
……
……
หนิงเทียนทะยานผ่านหมู่ต้นไม้นานาชนิดมันหยุดยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่
เหม่อมองไปบนท้องฟ้าที่มืดมิดเรียงรายไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ แม้จะมีดวงดาวมากมายเพียงใด แต่กลับเป็ความรู้สึกเฉกเช่นค่ำคืนสุดท้ายในชีวิตก่อนเสมือนลางร้ายกำลังจะบังเกิดขึ้น
“อย่าทำตัวเป็ภูตผีิญญาอยู่ตลอดเวลาเลย ออกมาเถอะ”ดวงตาของหนิงเทียนจับจ้องไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ละสายตาทว่าเสียงที่มันเปล่งออกมา ราวกับว่ากำลังพูดอยู่กับใครบางคน
“ข้าน้อยพยายามลบจิตััมากเพียงใด ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตานายน้อยไปได้”ชายชราหลังค่อมเดินออกมาจากเงามืดพร้อมกล่าวด้วยวาจาชื่นชม
“เ้าไม่ตลกไปหน่อยหรือ?? ลบจิตััของตัวเองเพื่อจะซ่อนตัวจากข้า
แต่กลับขยายมันออกล้อมรอบตัวข้าเป็บริเวณกว้างเพื่อป้องกันอันตราย”
“หามิได้นายน้อย ข้าต้องห่วงความปลอดภัยของท่านเป็อันดับแรก”
เห็นอีกฝ่ายปรากฎตัวหนิงเทียนละสายตาจากท้องฟ้าที่มืดมิด หางตาเหลือบมองไปมองพ่อบ้านมู่ “เ้าคงเห็นเด็กสาวชุดเขียวคนนั้นแล้ว?”
พ่อบ้านมู่นิ่งเงียบไร้คำพูด “…..”
“ข้าคงคาดเดาได้ถูกต้องสินะ” หนิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
พ่อบ้านมู่เหม่อมองไปในทิศทางด้านนอกของป่านรกดำด้วยแววตาคนึงถึง
“เื่มันผ่านมาร้อยปีแล้วข้าน้อยไม่ใช่คนของตระกูลมู่อีกต่อไป”
“คำพูดของเ้าช่างเ็าเสียจริงนะ” แม้คำพูดมู่เฉิงจะเ็า แต่น้ำเสียงและแววตาของมันนั้นไหนเลยจะรอดพ้นสายตาของหนิงเทียนไปได้
“เหตุใด บรรพชนของตระกูลมู่ ถึงมาเป็พ่อบ้านอยู่ในแดนภูตเร้นลับได้ละ??”
“ชีวิตข้าน้อยเป็ของนายท่านใหญ่ข้าน้อยสาบานว่าจะละทิ้งเื่ราวในพื้นที่ราบภาคกลางทั้งหมดและใช้ชีวิตแก่ๆของข้าน้อยเพื่อรับใช้นายท่านทั้งหมดน้ำเสียงหนักแน่นดังจากปาก
“ช่างเถอะ ทางเดินของเ้า ข้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง” เมื่อกล่าวจบหนิงเทียนกำลังจะจากไปหากแต่เสียงของพ่อบ้านมู่นั้น ทำให้หนิงเทียนหยุดเดินและหันกลับไป
“นายน้อย ข้าน้อยขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่??”
“จงเอ่ยมา”
“ในเมื่อนายน้อยมีความสามารถในการถอนพิษให้เด็กสาวผู้นั้นได้ง่ายดาย
แต่แล้วเหตุใดถึงใช้วิธี มอบเกสรผึ้งหยกเพื่อรักษาพิษหนอนหิมะ”
“พิษหนอนหิมะ ของหลานสาวเ้าไม่ใช่พึ่งได้รับมาวันสองวัน แต่ได้รับมานานกว่าหนึ่งปีหนอนหิมะใช้เวลาฝักตัวสามปี ตราบใดที่ยังไม่ถึงระยะฝักตัวผู้ที่ถูกพิษจะไม่รู้สึกเ็ปหรือมีอาการผิดปกติอันใด”
หนิงเทียนกล่าวต่อ“จะใช้พิษหนอนหิมะต้องมีความเชี่ยวชาญกึ่งหนึ่ง เนื่องจากตัวหนอนหิมะอ่อนแออเป็ย่างยิ่งมันจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ในวันที่เ้าของร่างอ่อนแอหรือเจ็บป่วยเท่านั้น เด็กสาวคนนั้นเป็ถึงผู้ฝึกตนในดินแดนนักรบจึงเหลือเพียงทางเดียวคือการเจ็บป่วย เ้าคิดว่าใครกัน ที่สามารถใช้หนอนหิมะในวันที่นางเจ็บป่วยได้
ถ้าไม่ใช่คนที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากนางเ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาที่นางกลับไปยังตระกูลพร้อมกับร่างที่ปราศจากพิษร้าย??”
“นายน้อยท่านกำลังจะบอกว่า หากคนที่วางยา รู้ว่าพิษหนอนหิมะในร่างของนางถูกจำกัดไปหมดสิ้นมันผู้นั้นจะมอบความตายโดยตรงให้นางอย่างรวดเร็ว” สีหน้าของพ่อบ้านมู่ตกตะลึง ความคิดอ่านของเด็กอายุ15ปีกลับมีความคิดล้ำลึกมากเสียยิ่งกว่ามัน
อีกทั้งนายน้อยมิเคยพบมนุษย์ผู้ใดนอกจากบิดามารดาและตัวมันเลยจะมีความเข้าใจในเล่ห์กลของมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้??
หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่แยแสใดๆ“ถ้านางฟังคำเตือนของข้า ไม่ได้คิดเปิดกล่องหยกก่อนเวลานางอาจจะมีเวลาดูโลกนี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งถึงสองปี”
ได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านมู่คุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น“ข้าน้อยขอขอบคุณแทนเด็กน้อยจากตระกูลมู่ ในความเมตตาของนายน้อย”
“ช่างเถอะ ข้าก็แค่ว่างเกินไปเท่านั้น ลุกขึ้นได้แล้ว พวกเราจะกลับวังภูตกัน”
....
....
ห้องโถงกลางตำหนักภูตกระบี่ปรากฏบุคคลทั้งห้ากำลังสนทนากันอยู่ หากแต่สีหน้าของแต่ละคน เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“พี่ใหญ่ท่านเรียกพวกเรามารวมกันอย่างเร่งร้อน เป็เพราะปรากฎการณ์บนท้องฟ้าเมื่อครู่??”จูซ่งถามกล่าวถาม
ซุนเอินพยักหน้าแทนคำตอบโดยที่ดวงตายังคงจับจ้องไปยังกลุ่มดาวอย่างไม่วางตา “พี่ใหญ่ท่านดูปรากฏการณ์ฟ้าจะเกิดเื่ ดีหรือร้าย?? ”เทียนไห่ชางเยว่ถามออก
“เกรงว่าจะเป็ร้ายมากกว่าดี”
“ดวงดาราที่ท่านกำลังดูคือดาวจักรพรรดิ ของ กษัตริย์์ ไป๋ต้าเทียน??” เกาฉางกงกล่าวถามเพื่อยืนยันความสงสัย
“ถูกต้อง นั้นคือ ดาวเทพกษัตราของกษัตริย์์”
เทียนไห่ชางเยว่มองไปยังมองดวงดาวด้วยความประหลาดใจ“มันกำลังอ่อนแรงใกล้ดับแสง!!”
ซุนเอินมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้าทั้ง12ดวงที่กำลังเปล่งแสงประจันกัน
“น่าเศร้าดวงดาวที่เคยมีแสงเหนือดาวดวงอื่นสุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นวัฏจักรของเวลา จากที่ข้าคำนวณคาดว่าภายใน10ปีกษัตริย์์จะทิ้งสังขารละจิตสิ้นอายุขัย”
“พี่ใหญ่ท่านแน่ใจ...ปีศาจหมื่นปีเช่นนั้นกำลังจะตาย??” น้ำเสียงยากจะเชื่อดังออกจากปากของจูซ่ง
“ไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายได้ แม้แต่กษัตริย์์เองก็ไม่เว้น” ซุนเอินละสายตาจากท้องฟ้ามองไกลออกไปยังดินแดนทางทิศตะวันออก
เกาฉางกงเอ่ยอย่างแ่เบาเวลานี้ภายในใจบังเกิดความคิดมากมาย “ตาแก่นั้นเป็บุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกับอาจารย์ของข้าในพวกเราจักรพรรดิทั้งสิบสอง มันเป็ผู้เดียวที่ก้าวข้ามผ่านยุคสมัยมาได้”
“พี่ใหญ่ ถ้าเป็อย่างที่คาดเมื่อกษัตริย์์สิ้นลงสัญญาแห่งจักรพรรดิที่เคยทำไว้เมื่อพันปีก่อนจะยุติลง??”หวงหลงมองไปที่พี่ใหญ่ของมันโดยหวังจะได้คำตอบ...