เมื่อได้ฟังคำพูดของหลินเสวี่ยจู๋หูเอ้อร์ถ่งก็รีบวิ่งไปหยิบหนูไม้ไผ่แล้วโยนทิ้งทันที ก่อนจะเอ่ยขอโทษด้วยความรู้สึกผิด“ขออภัยทุกท่านด้วย เกือบจะเกิดเรื่องใหญ่เพราะพวกข้าสามพี่น้องเสียแล้ว”
หลินเฉิงจางตบบ่าเขาอย่างใจดี“คนที่ควรพูดขอบคุณคือพวกเรามากกว่า พวกท่านสามคนลำบากแล้วที่ต้องคอยดูแลพวกเราทุกคน”
หลินเฉิงเหยาเสริมขึ้น“ถูกต้องๆ พวกท่านเก่งกาจยิ่งนัก เพียงไม่กี่วันก็ออกไปล่าสัตว์เพียงลำพัง วันหน้าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรกินแล้ว”
หูอี้ถ่งยิ้มด้วยความซาบซึ้งใจ“ต้องขอบคุณที่ได้พบกับทุกท่าน พวกเราสามพี่น้องถึงได้ไม่ต้องอดตาย”
หลินเสวี่ยจู๋รอจนพวกเขาพูดคุยกันเสร็จแล้วจึงเอ่ยถาม“ในเมื่อมีหนูไม้ไผ่ แสดงว่าแถวนี้มีป่าไผ่หรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว วันนี้พวกเราเก็บหน่อไม้มาได้จำนวนมาก คิดว่าเจ้าชอบกินจึงเก็บไว้รอเจ้ากลับมา”เหวินซิ่วชิงตอบ
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า“หน่อไม้ที่กินไม่หมดนำไปทำหน่อไม้แห้งได้ นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเราต้องกักตุนอาหารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เผื่อออกจากภูเขาไปแล้วจะหาของกินมากมายถึงเพียงนี้ไม่ได้อีก”
แม่นมหม่าพยักหน้าเห็นด้วย“คุณหนูเสวี่ยจู๋โปรดวางใจ บ่าวจำตำแหน่งของป่าไผ่ได้พรุ่งนี้เช้าจะพาชุ่ยเอ๋อร์กับเจินเหนียงไปเก็บมาอีกเจ้าค่ะ”
“พวกเราไปด้วย” สามพี่น้องสกุลหูรีบเอ่ย
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดนางหยิบกริชเล่มหนึ่งออกมาจากรถม้า แล้วยัดใส่มือของเหยียนต้าอย่างเงียบงัน “ตัดไม้ไผ่มาเยอะๆแล้วเหลาตรงปลายให้แหลม จะได้เอาไว้ป้องกันตัวในวันหน้าเจ้าค่ะ”
เหยียนต้าพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นก่อนจะซ่อนกริชไว้ที่เอวอย่างระมัดระวัง
หลินเสวี่ยจู๋หยิบกล่องอาหารออกมาจากรถม้าด้านในมีเครื่องเคียงอยู่เจ็ดแปดอย่าง เป็นอาหารที่นางหยิบติดมือมาจากจวนของเหยี่ยนอ๋องต่อมาก็หยิบหมั่นโถวที่ทำจากแป้งขาวออกมาอีกสิบกว่าลูก นางเสียบหมั่นโถวเหล่านั้นเข้ากับไม้ไผ่แล้วนำไปอุ่นบนกองไฟเมื่ออุ่นได้ที่แล้วก็ผ่าครึ่ง ใส่เครื่องเคียงเข้าไป กลายเป็นหมั่นโถวไส้เนื้อแบบบ้านๆ
ทุกคนได้รับคนละหนึ่งชุดจากนั้นพวกเขาก็ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
หลินเสวี่ยจู๋เรียกเหวินซิ่วชิงหลินเจียย่วน และลู่ซื่อเข้าไปในรถม้า แล้วหยิบผ้าออกมาห้าพับ สองพับเป็นสีน้ำเงินอมเทาสองพับเป็นสีเทา และอีกหนึ่งพับเป็นสีขาว ผ้าเหล่านี้ใช้ตัดเสื้อผ้าให้บ่าวไพร่ในจวนของเหยี่ยนอ๋องทั้งยังดูไม่สะดุดตาที่สุดด้วย
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย“อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศจะค่อยๆ เย็นลง คนในบ้านเรามีเยอะเสื้อผ้ากับผ้าห่มต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ตอนกลางวันให้ท่านแม่ อาหญิง และท่านน้าเย็บผ้าในรถม้าเถิดรอตั้งค่ายพักแรมเสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนให้พวกแม่นมหม่าเย็บต่อเจ้าค่ะ”
ลู่ซื่อเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ“เสวี่ยจู๋ งานเย็บปักถักร้อยข้าไม่ค่อยถนัดเท่าไร”
เหวินซิ่วชิงเองก็เอ่ย“ข้าปักลายดอกไม้เป็น แต่ไม่เคยตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อน”
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันทีงานประเภทนี้พวกแม่นมหม่าทำได้ แต่ตอนกลางวันแสกๆ ไหนเลยจะให้บ่าวไพร่นั่งรถม้าแล้วให้เจ้านายเดินเท้าได้หากคนนอกเห็นเข้าคงต้องสงสัยเป็นแน่
ในขณะที่นางกำลังขบคิดหาวิธีหลินเจียย่วนก็เอ่ยขึ้น
“หลานสาว ให้ข้าสอนพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่หญิงเถิด” นางเอ่ย“งานพวกนี้ข้าเคยทำมาหมดแล้ว”
คำพูดของหลินเจียย่วนทำให้เหวินซิ่วชิงขมวดคิ้วมุ่นทันที
หลินเจียย่วนเกิดในจวนสกุลหลินแม้ว่าจะเกิดจากอนุแต่ก็ไม่เคยต้องลำบาก สาเหตุที่นางเย็บเสื้อผ้าและผ้าห่มเป็นล้วนเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้งตอนอยู่ที่บ้านสามี
เมื่อคิดว่าหลินเจียย่วนที่ร่างกายอ่อนแอต้องมาถูกคนในครอบครัวบัณฑิตยากจนรังแก เหวินซิ่วชิงก็รู้สึกทนไม่ไหว
ทว่าหลินเสวี่ยจู๋กลับรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า‘รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม’
ดูสิตอนนี้การเย็บปักถักร้อยเป็นประโยชน์ขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือ!
นางจึงเอ่ย“เช่นนั้นก็รบกวนท่านอาหญิงช่วยสอนท่านแม่กับท่านน้าด้วยนะเจ้าคะ”
พูดจบนางก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันไปพูดกับลู่ซื่อ “ข้าจำได้ว่าท่านน้าไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อยเป็นที่สุดทำให้ท่านน้าต้องลำบากแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ”
ลู่ซื่อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยตอนอยู่ที่จวนเซียงอ๋อง นางกับหลินเสวี่ยจู๋ไม่ค่อยถูกกันความสัมพันธ์คล้ายกับคำกล่าวที่ว่า ‘มารดาไม่เมตตาบุตรสาวไม่กตัญญู’
ไม่คาดคิดว่าเด็กคนนี้จะละเอียดอ่อนรู้แม้กระทั่งความชอบหรือความไม่ชอบของนาง
ลู่ซื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ขอบใจเจ้าที่รู้ใจข้า เดิมทีข้าชอบเขียนอักษรและวาดรูปแต่ตลอดเส้นทางเนรเทศนี้ความชอบของข้ากลับไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย เทียบไม่ได้กับการสานตะกร้าหรือเสื่อที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างตอนนี้ข้าเต็มใจเรียนรู้งานทุกอย่าง”
เหวินซิ่วชิงยิ้มรับ“แต่ตอนนี้ตะกร้ากับเสื่อฟางที่พวกเราใช้อยู่ล้วนเป็นฝีมือของน้องหญิงทั้งนั้น”
ทั้งสองคนเริ่มพูดคุยและหัวเราะกันทำให้ลู่ซื่อสนทนามากขึ้นอีกหลายประโยค
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เห็นบรรยากาศดีเช่นนี้ก็เดินเลี่ยงออกมาอย่างเงียบงันนางเรียกเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูมาที่ข้างกองไฟ
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ ท่านมีอันใดจะสั่งหรือขอรับ?” เหยียนต้าเอ่ยถาม
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย“ข้าวางแผนที่จะปรับปรุงรถม้าสองคันของบ้านเราสักหน่อย หน้าที่นี้มอบให้พวกท่านสี่คนนะเจ้าคะ”
“ได้ขอรับ ท่านบอกมาเถิดว่าอยากจะให้ปรับปรุงอย่างไร” เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง
หลินเสวี่ยจู๋หยิบกิ่งไม้เล็กๆมาวาดภาพลงบนพื้น “ข้าอยากแบ่งรถม้าออกเป็นสองส่วน โดยแบ่งเป็นข้างบนกับข้างล่างเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ใช้ไม้ไผ่มาสานเป็นแคร่ แล้วค้ำด้วยขาตั้งก็ได้แล้วขอรับ”เหยียนต้ากล่าว
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า“ย่อมใช้ได้ แต่ข้าหวังว่าส่วนหนึ่งของแคร่จะเปิดออกได้ ปลายทั้งสองด้านของแคร่ต้องยึดติดกับตัวรถม้าเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้งาน เพียงเปิดแคร่ขึ้นไปด้านบนก็จะสามารถนำของไปเก็บได้”
“ไม่ยากขอรับ เพียงเจาะรูที่ตัวรถม้า แล้วใช้เชือกป่านมัดไว้ก็เรียบร้อย”เหยียนต้าเข้าใจเจตนาของหลินเสวี่ยจู๋ทันที
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งคนในครอบครัวของตนเองล้วนแล้วแต่เก่งกาจ ทั้งเฉลียวฉลาดทั้งคล่องแคล่ว ไม่จำเป็นต้องให้นางพูดอะไรมากความ
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้กล่าวสิ่งใดแล้วเหยียนต้าจึงเอ่ย “พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปตัดไม้ไผ่ จากนั้นเมื่อตั้งค่ายพักแรมในตอนกลางคืนเสร็จแล้วก็จะเริ่มลงมือทำทันทีขอรับ”
“ดียิ่งนัก วันนี้ก็พักผ่อนกันแต่หัวค่ำนะเจ้าคะ” หลินเสวี่ยจู๋พูดจบก็เห็นแม่นมหม่าเดินตรงเข้ามาหา
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ ครอบครัวเรามีรองเท้าบูทฟาง เสื่อฟาง ตะกร้าหวาย และเชือกป่านมากพอแล้วท่านจะให้พวกเราทำสิ่งใดต่อเจ้าคะ?” แม่นมหม่าเอ่ยถาม
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกทึ่งในความกระตือรือร้นที่จะทำงานของคนในครอบครัว
นางดึงร่างของแม่นมหม่าให้นั่งลง“ข้ากำลังคิดว่าอีกไม่นานอากาศจะเย็นลง ลำพังเพียงเสื่อฟางคงไม่พอ ต้องหาวิธีทำสิ่งที่ทั้งหนาและทนทานออกมาเจ้าค่ะ”
แม่นมหม่าเข้าใจความหมายทันทีนางรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
คุณหนูเสวี่ยจู๋มีรถม้าสองคันที่รองรับคนในครอบครัวได้ทั้งหมดแต่กลับยังนึกถึงบ่าวไพร่อย่างพวกนาง ช่างมีจิตใจเมตตาจริงๆ
แม่นมหม่าเอ่ย“อันนี้ไม่ยากเจ้าค่ะ เพียงนำแผ่นไม้มาวางไว้ตรงกลางระหว่างเสื่อฟางสองผืน แล้วยัดฟางเข้าไปก็จะช่วยกันหนาวได้แล้วเพียงแต่ตรงขอบต้องใช้ผ้าเย็บติดให้แน่นหนา ซึ่ง...”
“ข้ามีผ้าเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋เล่าเรื่องที่กำลังจะทำเสื้อผ้ากับผ้าห่มให้แม่นมหม่าฟัง
แม่นมหม่าได้ฟังก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
นางรีบคำนวณในใจทันทีคนในครอบครัวมีจำนวนมาก ตอนกลางวันต้องรีบเดินทาง ทำให้เวลาทำงานมีจำกัด แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าจะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแต่การเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก็นับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง
คุณหนูเสวี่ยจู๋สมกับเป็นเสาหลักของทั้งครอบครัวจริงๆทั้งเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง นางล้วนจัดการได้อย่างเหมาะสม
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันจู่ๆ ก็มีเสียงเล็กแหลมตะโกนขึ้น “แย่แล้วหลินเหนียงจื่อ มีโจรมาขโมยข้าวของของครอบครัวท่าน”
.............................