ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 169 วิถีเก้าศาตราวุธ

            ศิษย์ของผู้อาวุโสเจียงนั้นผ่านการทดสอบในรอบแรกถึงสองคนในลานประลองที่สี่และลานประลองที่ห้าเป็นของศิษย์ของผู้อาวุโสซิวหลางที่สามารถผ่านการทดสอบในรอบแรกนี้มาได้ถึงสามคนด้วยกันอีกคนหนึ่งเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลินผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มของผู้อาวุโส ส่วนลานประลองที่สองนั้นเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองคนที่ได้รับชัยชนะไป

            ศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในรอบแรกมาได้นั้นเรียกได้ว่ามีเพียงเฟยหลงและหวังจื่อเท่านั้นที่สามารถผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายในได้ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้

            “เอาหละพวกเจ้าทั้งสองคนไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบแล้วพวกเจ้าทั้งสองตามอาจารย์มา” อยู่ ๆหวังเทียนเจ้านิกายกระบี่สวรรค์ก็เอ่ยขึ้นมาทำให้เหล่าผู้อาวุโสและทุกคนที่ชมอยู่ถึงกับตกตะลึง

            “ขอรับท่านอาจารย์”เฟยหลงและหวังจื่อเอ่ยขึ้นมาพร้อม ๆ กันจากนั้นจึงได้ทะยานตามหวังเทียนไปท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองตามทั้งสองคนไป

            “พวกเจ้าได้ยินอย่างที่ข้าได้ยินหรือไม่เจ้าเด็กสองคนนั้นเรียกท่านเจ้านิกายว่าอาจารย์ท่านเจ้านิกายไปรับพวกมันเป็นศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่อีกทั้งทั้งสองคนยังเป็นศิษย์ใหม่ที่มีฝีมือสูงทั้งคู่ข้าเองก็หมายตาทั้งสองคนเอาไว้เช่นเดียวกันแต่ไม่คิดว่าท่านเจ้านิกายของพวกเราจะเจอพวกเขาก่อน”

            “พวกเจ้ายังดีแต่ว่าข้าสิ ศิษย์ของข้าไปหาเรื่องกับใครไม่หา ดันไปหาเรื่องกับศิษย์ของท่านเจ้านิกายมิน่าวันนี้ศิษย์ของข้าทั้งสามคนถึงได้ตกรอบทั้งหมด”ผู้อาวุโสเหอชูกำหมัดแน่นที่เขาโกรธหาได้โกรธเฟยหลงไม่แต่โกรธที่เจี๋ยอีและมู่ตานหาเรื่องเดือดร้อนมาให้แถมยังทำให้ศิษย์ของเขาอีกสามไม่สามารถผ่านการทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในได้อีก”

            “เฮ้อน่าเสียดายแทนท่านผู้อาวุโสเหอชูไม่เพียงแค่เสียแร่หยกโลหิตให้ข้าแต่ว่าปีนี้ทรัพยากรที่ท่านจะได้รับเรียกได้ว่าน้อยเป็นอย่างมากเพราะผลงานของท่านในปีนี้ทำได้ไม่ดีเลยไม่มีศิษย์ของท่านสักคนที่ได้เลื่อนเป็นศิษย์สายใน ปีนี้ท่านลำบากแน่ ๆ”ผู้อาวุโสเจียงเอ่ย

            หลังจากที่เฟยหลงและหวังจื่อติดตามเจ้านิกายไปการแข่งขันจัดลำดับจึงได้เริ่มขึ้นด้วยความดุเดือด

            “ที่ข้าไม่ให้พวกเจ้าทั้งสองร่วมการประลองเพราะในตัวเจ้ามีหลายอย่างที่ไม่อาจที่จะให้ใครได้รับรู้ได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการที่เจ้าเป็นผู้สืบทอดของท่านเทพสงครามหากเจ้ายังไม่แข็งแกร่งมากกว่านี้เกรงว่าจะมีอีกหลายคนที่ต้องการครอบครองสิ่งที่เจ้ามีอยู่”

            “ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับท่านอาจารย์”

            “ส่วนตัวเจ้าหวังจื่อตัวตนของหันซวงคนเก่าได้ตายลงไปแล้ว ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องการสังหารกันภายในนิกายขึ้นภายหลังความแค้นของเจ้าข้าเองก็ทราบดี หากว่าเจ้าสามารถปล่อยมันไปได้ก็ปล่อยหากไม่สามารถปล่อยมันได้ก็กำจัดมันทิ้งเสียจะได้ไม่มีปัญหาต่อการฝึกของเจ้าภายหลัง”

            “ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะจดจำคำสอนของท่าน”หวังจื่อตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ตลอดเวลาเกือบห้าสิบปีที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกกดขี่ข่มเหงทำให้จิตใจของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเป็นอย่างมากและตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงผู้เดียวที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาให้อยู่ตามลำพังนั่นก็คือหวังเทียนเจ้านิกายกระบี่สวรรค์ซึ่งเขารักและเคารพเสมือนบิดามาโดยตลอด”

            เมื่อมาถึงยอดเขาที่เจ้านิกายอาศัยอยู่พวกเขาพบว่ามันเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในนิกายกระบี่สวรรค์เลยก็ว่าได้ เพราะพลังฟ้าดินของที่นี่นับว่าหนาแน่นมากกว่าด้านล่างเป็นอย่างมาก

            “จากนี้ไปที่พักของพวกเจ้าจะอยู่ในตำหนักข้างๆ  พวกเจ้าไปเลือกกันเองว่าจะอยู่หลังไหน ทำความสะอาดให้เสร็จแล้วให้มาหาข้าที่ตำหนักกลาง”

            “ขอรับท่านอาจารย์”

            หลังจากที่ทั้งสองคนจัดการกับที่พักของตนเองเสร็จเฟยหลงและหวังจื่อจึงได้พากันไปหาเจ้านิกายที่ตำหนักกลางที่พักของอาจารย์ของพวกเขาในทันที

            “พวกเจ้ามาแล้วหรือ? ตามข้ามาสิ”หวังเทียนเดินนำทั้งสองคนไปยังห้องหนึ่งภายในตำหนักที่พักของเขาหลังจากที่เปิดประตูเข้าไปเฟยหลงและหวังจื่อพลันตกตะลึงกับภาพที่เห็นอาวุธและตำรายุทธ์มากมายวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ

            “ในฐานะที่ข้ารับพวกเจ้าเป็นศิษย์ข้าจะให้ของขวัญพวกเจ้า พวกเจ้าเลือกอาวุธได้คนละหนึ่งชิ้นและตำรายุทธ์ได้คนละหนึ่งเล่ม”

            “ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์”

            เฟยหลงและหวังจื่อค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนั้น พวกเขามองดูอาวุธจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นอาวุธระดับทองไปจนถึงอาวุธระดับเทวะเลยทีเดียวหวังจื่อเลือกกระบี่ระดับจักรพรรดิมาเล่มหนึ่งและตำรากระบี่อีกเล่มหนึ่งส่วนเฟยหลงยังคงเดินสำรวจอยู่ เขาค่อย ๆ เดินสำรวจดูอาวุธแต่ละชิ้นเมื่อเขาเดินไปถึงกระบี่เล่มหนึ่งมันพลันสั่นไหวขึ้นมาทันทีหลังจากนั้นมันกลับลอยเข้าหาเฟยหลงเอง

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้ามีวาสนาเสียจริง อาวุธเลือกผู้เป็นนายเอง ข้าเองก็พึ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกกระบี่เล่มนี้อยู่ที่นี่มานานกว่าข้าเสียอีกและไม่คิดด้วยว่ามันจะมีจิตวิญญาณหลงเหลืออยู่จนสามารถเลือกเจ้านายของมันเองได้”

            “เช่นนั้นข้าขอเลือกกระบี่เล่มนี้ก็แล้วกันขอรับในเมื่อมันเลือกข้าข้าก็ไม่อยากปฏิเสธมันเช่นกัน” เฟยหลงเอื้อมมือไปจับกระบี่เล่มนั้นพร้อมกับหยดโลหิตลงบนตัวกระบี่หลังจากที่โลหิตของเขาหยดลงบนตัวกระบี่แสงสีทองส่องประกายออกมาจากกระบี่ในทันทีจากนั้นตัวอักษรเล็ก ๆ จึงปรากฎขึ้นมาบนกระบี่เล่มนั้น

            “ปราบมาร”

            “กระบี่ปราบมารท่านอาจารย์ชื่อของมันคือกระบี่ปราบมารขอรับ”

            “กระบี่ปราบมารเช่นนั้นหรือ? อาจารย์เองก็เคยได้ยินมาบ้างว่ากระบี่ปราบมารนั้นเป็นของเทพองค์หนึ่งซึ่งช่วยขจัดภัยให้กับดินแดนมนุษย์ของพวกเราเมื่อนานมาแล้วแต่อาจารย์ก็ไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด และก็ไม่สามารถระบุได้ว่ากระบี่นี้มีความพิเศษอย่างไรแต่เท่าที่ดูมันเป็นเพียงแค่กระบี่ระดับจักรพรรดิเท่านั้น”

            “ไม่เป็นไรหรอกท่านอาจารย์แม้มันจะเป็นอาวุธระดับใดก็ตามในเมื่อข้าเลือกมันแล้วต่อไปมันก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าไปตลอด”

            “คงเป็นเช่นนั้นนั่นแหละแล้วตำรายุทธ์เจ้าสนใจจะเลือกเล่มใด”

            “เรียนท่านอาจารย์ตำรายุทธ์นั้นข้าขอเปลี่ยนเป็นไข่มุกสีดำเม็ดนั้นได้หรือไม่ขอรับท่านอาจารย์”

            “ได้สิเจ้าคงมีตำรายุทธ์อยู่กับตัวแล้ว เช่นนั้นข้าไม่บังคับเจ้าเจ้าอยากจะแลกตำรายุทธ์กับไข่มุกสีดำเม็ดนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าไข่มุกนั้นมีความพิเศษอย่างไร”

            “ข้าไม่รู้หรอกท่านอาจารย์แต่ข้าไม่รู้จะเลือกชิ้นไหนแล้ว อาวุธข้าก็มีทั้งดาบพิทักษ์มังกรและกระบี่ปราบมารแล้วตำรายุทธ์ข้าเองก็ได้รับสืบทอดจากท่านเทพสงครามดังนั้นข้าคิดว่าไข่มุกสีดำนั้นน่าจะเป็นของที่มีค่าน้อยที่สุดในห้องนี้แล้ว”

            “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละไข่มุกนี้แต่เดิมท่านบรรพบุรุษนิกายกระบี่สวรรค์ได้มาโดยบังเอิญเท่านั้นอย่างมากที่สุดมันก็คงเป็นได้เพียงส่วนผสมของโอสถเท่านั้น”

            “ไม่เป็นไรขอรับท่านอาจารย์ข้าเองก็เป็นนักหลอมโอสถวันหนึ่งมันอาจจะมีประโยชน์สำหรับข้าก็ได้”

            “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกันเอาหละยังมีเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงงานแต่งของเจ้าตอนนี้พวกเจ้ารีบฝึกฝนให้แข็งแกร่งให้เร็วที่สุด เพราะพลังฟ้าดินของที่นี่หนาแน่นมากกว่าสถานที่อื่นๆ  อยู่หลายเท่าระดับพลังของพวกเจ้าทั้งสองน่าจะสามารถเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็วสำหรับหวังจื่อข้าอาจจะชี้แนะให้เจ้าได้เพราะตำราเล่มนั้นข้าเองก็เคยฝึกฝนมาก่อนแล้วแต่ส่วนเฟยหลงข้าคงช่วยเหลืออะไรเจ้าไม่ได้มากนักหรอกนอกจากทรัพยากรแล้วตำราที่เจ้าฝึกฝนนั้นคงมีระดับสูงมากกว่าที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอนแต่ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าจะสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน”

            “ขอรับท่านอาจารย์”

            หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงได้แยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตนเองเพื่อทำการฝึกฝนทางด้านเฟยหลงหลังจากที่เขาเริ่มต้นฝึกฝนวิถีอมตะความเจ็บปวดมากมายต่างถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื้องความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจที่ได้รับนั้นเจ็บปวดมากกว่าหลายสิบเท่าตัวจากเดิมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดที่หนาแน่นทำให้วิถีอมตะนั้นสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นหลังจากผ่านไปสามวันของเหลวสีดำเกาะตามตัวของเฟยหลงจนมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่วจนเขาต้องเลิกฝึกฝนชั่วคราวเพื่อชำระล้างร่างกาย

            “ในที่สุดข้าก็สามารถเลื่อนระดับพลังยุทธ์ได้เสียทียังเหลืออีกสองระดับที่ข้าจะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้หากข้าสามารถก้าวข้ามระดับเป็นระดับจักรพรรดิภายในหกเดือนได้ต่อไปข้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเซียนอีกต่อไป”

            กระดูกและเนื้อหนังของเฟยหลงในตอนนี้เรียกได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมากเขาฝึกฝนวิถีอมตะได้สองส่วนในสิบส่วนแล้วในตอนนี้ แม้จะฝึกฝนได้อย่างยากลำบากแต่เฟยหลงก็ไม่เคยย่อท้อเขานำตำราหมื่นอักษรออกมาอีกครั้งแล้วลองเปิดไปยังหน้าที่ห้าดู

            “ทำไมข้าสามารถเปิดตำราหมื่นอักษรหน้าที่ห้าได้แล้วทั้ง  ๆ ที่ข้ายังไม่สามารถฝึกฝนวิถีอมตะได้สำเร็จ”เฟยหลงพึมพำขึ้นมาจากนั้นเขาจึงเริ่มมองดูอักษรในหน้าที่ห้านั้นมีตัวอักษรอยู่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัวอักษรเฟยหลงจึงได้ทำจิตของตนให้ว่างเปล่าในทันทีตัวอักษรทั้งเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัวร้อยเรียงสลับกันไปมาจนกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปยังสมองของเฟยหลงในทันทีความเจ็บปวดมากมายดังเข็มนับล้าน ๆ เล่มปักเข้าไปในหัวของเขาทันทีจนเฟยหลงเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            เวลาผ่านไปถึงสามวันอาการเจ็บปวดจึงค่อยๆ  บรรเทาลงเฟยหลงที่หมดสติไปไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบเพราะความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสวันที่สี่เฟยหลงจึงได้ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ ตัวอักษรทั้งเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัวร้อยเรียงกันเป็น

            “วิถีเก้าศาตราวุธ”

            เฟยหลงค่อยๆ มองดูตัวอักษรที่ลอยอยู่ในห้วงทะเลจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้เฟยหลงตกอยู่ในภวังค์แห่งการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น จิตใจของเขาตั้งมั่นอยู่กับการเรียนรู้วิถีเก้าศาตราวุธซึ่งเป็นการเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการสร้าง ไปจนถึงกระบวนการใช้งานจริงอีกทั้งยังมีทักษะยุทธ์เกี่ยวกับอาวุธแต่ละประเภทปรากฏอยู่

            เฟยหลงมองวิถีเก้าศาตราวุธ ที่ลอยอยู่ตรงหน้ามันมีอาวุธอยู่เก้าประเภทด้วยกัน ได้แก่ ดาบกระบี่ ขวาน แส้ ทวน พลอง หอก ธนู และสุดท้ายเป็นชุดเกราะ

            “ข้าต้องฝึกการใช้งานและวิชายุทธ์ที่ใช้กับอาวุธเหล่านี้ก่อนแล้วค่อยศึกษาวิธีการสร้างอาวุธแต่ละอย่างทีหลัง”

            เฟยหลงเลือกฝึกฝนทักษะกระบี่ก่อนเป็นลำดับแรกทักษะการใช้อาวุธแต่ละชนิดนั้นมีอยู่สามระดับด้วยกันเริ่มต้นจากระดับพื้นฐาน ระดับเชี่ยวชาญ และระดับจิตวิญญาณ เฟยหลงเลือกฝึกฝนเพลงกระบี่ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าเพียงแค่เขาคิดตัวอักษรเหล่านั้นพลันหลอมรวมเป็นร่างเงาถือกระบี่ร่ายรำให้เขาได้ดูอย่างช้าๆ เฟยหลงดูจนจบไปหนึ่งรอบเขาจึงเริ่มฝึกฝนตามท่าร่ายของร่างเงาในทันทีเมื่อร่ายรำตามจนจบรอบแรก ความเร็วในรอบต่อ ๆ ไป จะเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ  

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท ที่คุณอ่าน