“อะไรนะ!” คราวนี้มีคนนั่งไม่ติดแล้ว เขาลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเดินมาตรงหน้าของเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างรวดเร็ว จ้องเขม็งโอสถที่อยู่ในกล่อง แล้วเอ่ยขึ้น “ผู้าุโ ท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่ขอรับ เวลาสั้น ๆ แค่หนึ่งวันก็สามารถหลอมโอสถเจี๋ยอิงได้แล้วงั้นหรือ นี่มันช่าง...”
เหลวไหลสิ้นดี!
คนผู้นี้น่าจะมีอายุประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี ดวงตาเฉียบคม รูปร่างผอมบาง ทั้งยังมีกลิ่นยาจาง ๆ ลอยออกมาจากร่างกาย เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นักหลอมโอสถ
เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านคือ?”
“ผู้น้อยมาจากตระกูลอวี่ อวี่ฟางเว่ย ขอรับ”
“ผู้นำตระกูลอวี่งั้นหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ” อวี่ฟางเว่ยมองเฉินเหมียวเหมี่ยวที่กำลังจ้องตนเองอยู่ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ผู้าุโอาจจะไม่ทราบ โอสถหนึ่งเม็ดนับั้แ่หลอมจนกำเนิดรูปร่างต้องใช้พลังงานมหาศาล แม้แต่โอสถระดับสองขั้นกลางบางครั้งยังต้องใช้เวลาหลอมถึงสองสามวัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอสถเจี๋ยอิงขั้นกลางเม็ดนี้เลยขอรับ แม้ผู้น้อยจะมีความสามารถปานกลาง ความรู้แค่งู ๆ ปลา ๆ แต่จากประวัติศาสตร์การหลอมโอสถ ต่อให้เป็ท่านเถียนนักหลอมโอสถระดับเก้าที่เคยเป็หนึ่งในใต้หล้า และมีพลังสูงส่งยังไม่สามารถหลอมโอสถเจี๋ยอิงขั้นกลางได้ภายในวันเดียวเลยขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวพูดด้วยความไม่พอใจ “เ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าจะบอกเ้าตามตรง ตอนที่ข้ารู้จักกับเฉินเหวินเขาเป็เพียงนักหลอมโอสถระดับสามและยังไม่บรรลุระดับสี่ แต่ใครจะคิดว่าวันต่อมาหลังจากที่เขาทะเลาะกับเฉินเวยเขาก็เกิดการรู้แจ้ง และะโขึ้นมาเป็นักหลอมโอสถระดับห้า เื่นี้เขาเป็คนพูดเอง ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็เื่โกหกไปได้ ไม่เช่นนั้นเหตุใดข้าต้องสาบานว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับเฉินเหวินด้วยล่ะ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างนักหลอมโอสถระดับห้าที่มีพร์ทั่ว ๆ ไป กับนักหลอมโอสถระดับห้าที่เพียงแค่วันเดียวก็สามารถบรรลุได้ถึงสองระดับนั้น ยังต้องให้ข้าอธิบายอีกหรือไม่?”
ไม่มีทางเป็เื่โกหกไปได้กับผีน่ะสิ นักหลอมโอสถแบบไหนกันที่สามารถบรรลุถึงสองระดับได้ภายในวันเดียว แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังทำไม่ได้เลย เฉินเหวินผู้นี้ช่างไร้ยางอายสิ้นดี กล้าโกหกว่าตัวเองเป็สุดยอดอัจฉริยะ และหลอกผู้าุโชุดขาวเช่นนี้ได้
อวี่ฟางเว่ยยังคงเกลี้ยกล่อมด้วยความปรารถนาดี “แต่ผู้าุโขอรับ เื่นี้ไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ นะขอรับ”
ท่านรีบได้สติหน่อยสิขอรับ!
เห็นได้ชัดว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวหาได้สนใจ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบและดึงดัน “ทำไม เ้าจะบอกว่าเฉินเหวินกล้าโกหกข้างั้นหรือ หรือจะบอกว่าข้ามีตาหามีแววไม่ โง่งมสิ้นดี ถูกเฉินเหวินหลอกได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่ ผู้น้อยไม่กล้า”
“หึ ไม่กล้าก็ไม่ต้องพูดมากอีก!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตะคอกออกมา บรรยากาศภายในโถงอึดอัดขึ้นทันที นางหันไปเอ่ยกับเฉินจื่ออีต่อ “โอสถเม็ดนี้เ้ารับไปซะ เ้าเข้าฌานไม่กี่วันก็สามารถบรรลุจากระดับรวมชีพจรขั้นเก้าเป็ระดับสร้างรากฐานปราณสมบูรณ์ได้แล้ว ช่างมีพร์สูงส่งยิ่งนัก สามีของเ้าก็เป็คนที่มีความสามารถโดดเด่นเช่นกัน เชื่อว่าอีกไม่นานพวกเ้าต้องได้ใช้โอสถเจี๋ยอิงขั้นกลางเม็ดนี้อย่างแน่นอน”
เฉินจื่ออีไม่ทันคิดอะไรมากมาย รีบเก็บของขวัญที่ล้ำค่าชิ้นนั้นไปทันที
นางคิดไม่ถึงว่าผู้าุโชุดขาวที่ผู้คนเล่าลือกันจะใจกว้างถึงเพียงนี้ นางลอบสาบานภายในใจ ต่อไปนางจะต้องตอบแทนผู้าุโชุดขาวให้ได้
“ขอบคุณผู้าุโขอรับ!”
“ขอบคุณผู้าุโเ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวก็คิดขึ้นได้ “จริงสิ พวกเ้าสองสามีภรรยามีตบะบารมีใกล้เคียงกันเช่นนี้ หากสามารถบรรลุพร้อมกัน โอสถเจี๋ยอิงจะให้ใครคนใดคนหนึ่งก็คงไม่เหมาะ เพราะสำหรับพวกเ้าทั้งสองแล้วนับว่าไม่ยุติธรรม เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ให้เฉินเหวินช่วยหลอมโอสถเจี๋ยอิงขั้นกลางอีกสักเม็ดที่นี่เลยก็แล้วกัน ประการแรก พวกเ้าสองสามีภรรยาจะได้ไม่มีเื่ทะเลาะเบาะแว้งกันในภายภาคหน้า ประการที่สอง เพื่อเป็การพิสูจน์ให้ผู้นำตระกูลอวี่เห็น ว่าข้ามีสายตาที่เฉียบแหลม ไม่มีทางมองคนผิดไปได้ คลื่นลูกใหม่ซัดคลื่นลูกเก่า คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากกว่า เข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่าที่โรยราไป ต้องแก้ไขทัศนคติให้ถูกต้อง จึงจะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้
เฉินเหวิน
…หืม เฉินเหวินล่ะ?”
นางกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยความใ “วันนี้มีงานมงคลใหญ่เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เห็นผู้าุโเฉินเหวินล่ะ เขาอยู่ไหน ผู้นำตระกูลเฉิน ยังไม่รีบไปเชิญผู้าุโเฉินเหวินมาอีกหรือ?”
เฉินหยวนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ภายในใจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น จึงตอบด้วยเสียงแหบแห้ง “เอ่อ...ผู้าุโเฉินเหวินบอกว่าไม่ค่อยสบาย วันนี้จึงไม่สามารถมาร่วมงานแต่งได้ขอรับ...”
“เหลวไหล!” เฉินเหมียวเหมี่ยวตะคอกเสียงดัง “มีอย่างที่ไหนกัน ข้ายังมาร่วมงาน เขามีสิทธิ์อะไรที่จะไม่มา ไป! ไปเชิญเขามา!”
“เอ่อ...” เฉินหยวนพลันมีเหงื่อกาฬเย็น ๆ ไหลออกมา ในสมองปั่นป่วนไปหมด
“เอ่อ...ในเมื่อผู้าุโเหวินบอกว่าเขาไม่สบาย เช่นนั้น...”
อวี่ฟางเว่ยจึงเอ่ยเสียงเย็นออกมา “ท่านเฉิน ข้าเองก็พอรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง หากผู้าุโเหวินไม่สบาย ข้าบังเอิญมียาติดตัวอยู่พอดี ท่านไปเชิญเขามาเถอะ”
และดูเขาเปิดโปงคนโกหกผู้นี้ต่อหน้าทุกคนซะ!
เฉินหยวน “...”
อวี่ฟางเว่ยก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางคุกคามเล็กน้อย “ท่านเฉิน ท่านหลบเลี่ยงเช่นนี้ มีเื่อะไรที่ปิดบังผู้าุโอยู่หรือไม่?”
ปิดบังงั้นหรือ?
ไม่!
เขามีอะไรให้ต้องปิดบังกันล่ะ!
ต่อให้ผู้าุโชุดขาวถูกหลอก นั่นก็เป็เพราะเฉินเหวินเอง เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ?
คิดได้ดังนั้นเฉินหยวนก็ได้สติทันที เมื่อสบกับดวงตาเย็นเยียบของเฉินเหมียวเหมี่ยว จึงรีบเอ่ยขึ้น “ไม่มีนะขอรับ ไม่มีอย่างแน่นอน ผู้น้อยจะไปเชิญเฉินเหวินมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เ้าเฉินเหวินผู้นี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก เหตุใดต้องโอ้อวดเื่พร์ของตัวเองถึงเพียงนี้ด้วย บอกผู้าุโไปตามตรงไม่ดีกว่าหรืออย่างไร ต่อให้ไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะในการหลอมโอสถ แต่เขาก็ยังเป็นักหลอมโอสถระดับห้าเชียวนะ
แม้ผู้าุโอาจจะไม่สาบานร่วมหัวจมท้ายไปกับเขา แต่ก็ไม่มีทางไม่พอใจเขาอยู่ดี
ช่างโง่เขลาจริง ๆ!
ช่างเถอะ ให้เฉินเหวินมาอธิบายเองก็แล้วกัน
เฉินเหมียวเหมี่ยว “ช้าก่อน อะไรควรพูดไม่ควรพูด เ้ารู้ใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ผู้น้อยทราบดีขอรับ ผู้าุโโปรดวางใจ”
“อืม ไปเถอะ”
……
เฉินเหวินถูกเฉินหยวนบีบให้ต้องมาที่โถงจัดพิธี เพราะกลัวจะทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่พอใจ เฉินหยวนจึงไม่ได้บอกรายละเอียดใด ๆ ก่อน ดังนั้นเมื่อเฉินเหวินรู้ว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะให้ตนหลอมโอสถต่อหน้าทุกคน ขาทั้งสองข้างก็พลันอ่อนแรงลง สีหน้าซีดเผือดลงไปหลายส่วน เขารีบกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “เอ่อ...ผู้าุโขอรับ วันนี้ผู้น้อยไม่ค่อยสบาย เอ่อ...”
อวี่ฟางเว่ยเตรียมการเอาไว้แล้ว “ผู้าุโเหวิน ข้ามีโอสถิญญาชั้นดีมากมาย กินไปเพียงหนึ่งเม็ด รับรองว่า…”
เฉินเหวินจึงเอ่ยด้วยความอึดอัด “เอ่อ...อย่าได้สิ้นเปลืองเลย ข้าพักผ่อนสักวันก็หายแล้ว ผู้าุโ ท่าน...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวผู้ที่ที่ผ่านมาเชื่อมั่นในเฉินเหวินอย่างมาก วันนี้กลับไม่คล้อยตามเขาเหมือนเช่นเคย นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาเย็นวาบจนคนรู้สึกตื่นตระหนก “เฉินเหวิน เ้าไม่ได้หลอกข้าอยู่ใช่หรือไม่ เ้าไม่ได้บรรลุสองระดับภายในวันเดียวใช่หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถหลอมโอสถเจี๋ยอิงขั้นกลางได้ภายในวันเดียวด้วยใช่หรือไม่ ส่วนโอสถที่เ้ามอบให้ข้าเ้าหลอมเอาไว้ตั้งนานแล้วงั้นหรือ…รู้หรือไม่ สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือการถูกคนหลอกลวง ดังนั้นเ้าควรคิดให้ดีก่อนค่อยตอบข้า”
เดิมเขาคิดว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวรู้แล้วว่าเขาหลอมโอสถไม่เป็ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะรู้แค่ว่า เขาไม่ได้มีพร์ที่สูงส่งเท่านั้น
เฉินเหวินรู้สึกราวกับตนเองรอดพ้นจากประตูนรกมาได้ ทว่าเสื้อด้านในกลับเปียกโชกไปหมดแล้ว เขารีบประสานมือและเอ่ยออกไป “ผู้าุโได้โปรดอย่าโมโหเลยขอรับ ผู้น้อยบรรลุเป็นักหลอมโอสถระดับห้านานแล้วจริง ๆ ขอรับ แต่ผู้น้อยไม่ได้บอกท่านก่อน จึงทำให้ท่านเข้าใจผิด ขอผู้าุโโปรดอภัยให้ด้วยขอรับ”
“งั้นหรือ?”
“ขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวก้าวไปหยุดตรงหน้าของเฉินเหวิน จ้องตาของเขาเขม็ง ราวกับไล่ต้อนให้เขาเข้าสู่นรกทีละก้าว “เ้าหลอกข้าได้ครั้งหนึ่ง ก็สามารถหลอกข้าเป็ครั้งที่สองได้เช่นกัน ดังนั้นข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าที่เ้าพูดมาเป็ความจริงหรือไม่?”