บทที่ 25 แคสเซียน
ลมหายใจของแคสเซียนขาด่เป็ระยะเขาหอบถี่กระชั้นราวกับพยายามจะตักตวงเอาอากาศเข้าปอดเป็เฮือกสุดท้าย
รูม่านตาขยายกว้างพร้อมกับร่างกายที่สั่นเทิ้มอย่างรุนแรงเืสีแดงฉานยังคงพุ่งทะลักออกจากาแฉกรรจ์ไม่หยุดส่งผลให้ผิวพรรณที่ซีดอยู่แล้วซีดเผือดลงทุกวินาทีจนดูเหมือนคนตายเข้าไปทุกที
คนที่ดูจะสติหลุดที่สุดในตอนนี้คือโดมินิกเขาพยายามใช้มือที่สั่นระริกกดปากแผลทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดเืที่ไหลริน
“บัดซบ... มันไม่ควรเป็แบบนี้สิ!”
เขากดเศษผ้าลงบนแผลอย่างบ้าคลั่ง
“ใครก็ได้... ทำอะไรสักอย่างที!”
เขาแผดเสียงะโขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวังทว่าคำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือเสียงพึมพำแ่เบาของฝูงชนแล้วตามด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดเพียงไม่นาน แคสเซียนก็หมดสติไป
“ไม่ ไม่ ตื่นสิ ตื่น!”
โดมินิกเขย่าร่างเพื่อนที่แน่นิ่ง
“แฮดวิน ช่วยผมทีเถอะขอร้องล่ะ โชอี้...เธอด้วย!”
เขาหันไปวอนขอความช่วยเหลือจากทั้งคู่แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงัน ในโลกที่ไร้อุปกรณ์การแพทย์เช่นนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าควรจะรับมือกับาแระดับเสียแขนได้อย่างไร
“เขาต้องมาเป็แบบนี้เพราะปกป้องเธอนะโชอี้!”
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นบนใบหน้าขณะที่เขาตวัดสายตาไปหาโชอี้
“อย่างน้อยก็หัดพูดอะไรออกมาบ้างสิวะ!”
ยังคงไร้คำตอบโชอี้ทำเพียงเบือนหน้าหนีไปเงียบๆ ราวกับไม่้ารับผิดชอบความรู้สึกใครทั้งนั้น
“นังแพศยาเอ๊ย!”
โดมินิกฟิวส์ขาดถลาเข้าใส่เธอทันทีแต่เขาก็ต้องชะงักกึกเมื่อแฮดวินก้าวเข้ามาขวางทางไว้ด้วยแววตาเ็า
“โดมินิก ใจเย็นก่อนทำแบบนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก”
น้ำเสียงของแฮดวินนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่หนักแน่น
“พวกแกมัน...”
โดมินิกกัดฟันแน่นจนผมเกือบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกันด้วยความแค้นเขาเหวี่ยงหมัดใส่แฮดวินสุดแรง แต่น่าเสียดายที่มันช้าเกินไป
แฮดวินเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดายก่อนจะซัดหมัดสวนเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนโดมินิกกระเด็นหงายหลังลงไปกองกับพื้น
“ผมเสียใจด้วย...แต่พวกเราไม่มีใครช่วยเขาได้จริงๆ”
“โธ่เว้ย...”
โดมินิกทำได้แค่เอามือกุมหน้าสะอื้นและนอนแผ่อยู่บนพื้นอย่างคนหมดสภาพ
ทุกคนทำได้แค่ยืนดูอยู่ห่างๆาแของแคสเซียนรุนแรงเกินกว่าจะเยียวยาหากเขามีค่าสถานะความทนทานมากหน่อยก็อาจจะพอพยุงลมหายใจได้นานกว่านี้แต่ดูเหมือนเขาจะแทบไม่มีมันเลย หรืออาจจะยังไม่อัปเลเวลด้วยซ้ำไป
การจะช่วยเขาในตอนนี้ต้องพึ่งพาโรงพยาบาลเท่านั้นแต่ในโลกบ้าๆ นี่การแบกร่างที่ไกล้ตายวิ่งเข้าป่าไปเพื่อหวังจะเจอหมอเป็เพียงเื่เพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็จริง
เพียงไม่กี่นาทีต่อมาลมหายใจที่แสนทรมานของแคสเซียนก็หยุดลง
ครั้งนี้โดมินิกไม่ได้โวยวายอะไรอีกเขาเพียงแต่จ้องมองร่างไร้ิญญาของเพื่อนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ครู่ต่อมาเขาก็หันไปมองโชอี้ด้วยสายตาเคียดแค้นฝังลึกก่อนจะละสายตาไปและขอให้แฮดวินช่วยฝังศพเพื่อนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ผมยืนมองเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่งแน่นอนว่ามีความสงสารอยู่ลึกๆ แต่ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดวันต่อวันการเสียเวลาให้ความเศร้าโศกนานเกินไปอาจหมายถึงจุดจบของเราเองสู้เอาเวลาไปหาทางรอดให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นยังจะดีเสียกว่า
ผมหันไปทางเควินก่อนจะสะกิดเรียกสติเขาให้กลับมาสู่โลกความจริงจากนั้นพวกเราก็ช่วยกันเอาซากกวางไปแขวนไว้ที่จุดเดิมที่แฮดวินเคยแขวนเพื่อเตรียมจัดการมันต่อไป
ผมยืนนิ่งจ้องมองซากกวางอยู่ครู่หนึ่งควงมีดในมือเล่นพลางนึกทบทวนภาพตอนที่แฮดวินชำแหละกวางตัวแรกถึงจะไม่ได้ชอบหน้าที่นี้นัก แต่ผมก็คิดว่าตัวเองพอจะเลียนแบบได้ไม่ยาก
ทว่าตอนที่กำลังจะกรีดมีดลงไปเป็ครั้งแรกผมก็นึกอะไรบางอย่างออก... ในเมื่อต้องทำแล้วก็ควรใช้โอกาสนี้ฝึกฝนตัวเองไปด้วยเลยจะดีกว่า
ผมเก็บมีดแล้วเริ่มเปิดใช้งานทักษะ การสั่นพ้องไม่นานมานารูปทรงแหลมคมก็เริ่มก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้ว
ผมกรีดมานาลงไปสองจุดจุดแรกคือที่ลำคอเพื่อรีดเืออกให้ได้มากที่สุด ส่วนจุดที่สองคือหน้าท้องโดยลากยาวจากขาหลังขึ้นมาจนถึงขาหน้า
มานาที่ปลายนิ้วยังไม่คมกริบเท่าที่ใจ้าผมจึงจมดิ่งเข้าสู่สภาวะ สมาธิ ควบคู่กับการเปิดใช้งาน การรับรู้มานาเพื่อััและสังเกตการไหลเวียนของมานาที่ปลายนิ้วอย่างละเอียด
จากนั้นจึงใช้ การควบคุมมานา บีบอัดเส้นใยมานาให้ยาวขึ้นหนาแน่นขึ้น และคมกริบยิ่งกว่าเดิม
นี่ผมต้องใช้ถึงสี่ทักษะเพื่อแค่จะถลกหนังกวางตัวเดียวเลยเหรอเนี่ย?
ผมอดไม่ได้ที่จะสบถในใจก่อนจะทุ่มสมาธิขั้นลึกชำแหละกวางต่ออย่างประณีต
การประคองทักษะหลายอย่างพร้อมกันนั้นยากลำบากและสูบกินมานาไปมหาศาลจนน่าใจหายผมนึกขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่ตัดสินใจลงแต้มสถานะไปที่ค่ามานาไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อมานาหมดเกลี้ยงผมจึงสลับกลับมาใช้มีดทำงานต่อจนเสร็จสิ้น
น่าเสียดายที่ระหว่างการฝึกไม่มีทักษะไหนเลเวลอัปเลยแต่ผมมั่นใจว่าตัวเองควบคุมพวกมันได้คล่องแคล่วขึ้นมาก แถมยังมีไอเดียใหม่ๆผุดขึ้นมาอีกหลายอย่างจนอยากจะรีบทำงานตรงหน้าให้เสร็จเพื่อไปลองทดสอบดู
เมื่อจัดการเสร็จผมก็ถอยออกมามองผลงานของตัวเอง... มันก็ดูไม่ได้แย่เท่าไหร่นะ
“โอโห!เนื้อแบมบี้ยังติดอยู่บนกระดูกกับพื้นตั้งครึ่งนึงแน่ะพี่”
เควินโพล่งขึ้นมา
ไปตายซะเถอะไอ้เควิน... ผมด่าเ้าหนูนั้นในใจ
“แฮดวินทำไว้เนียนกว่านี้เยอะเลยนะคะ”
แม้แต่เทสก็ยังเอากับเขาด้วยใบหน้าของผมกระตุกเล็กน้อย
“แบบนี้ผมว่าเราเรียกมันว่าแบมบี้ครึ่งซีกดีกว่าครับ”
เควินยังไม่หยุดพ่นลมปาก
“ถ้าเทียบกันแล้ววิธีของแฮดวินมันดูเหมือนอาหารชั้นเลิศนะคะ ส่วนของคุณ...”
เทสเว้น่ครู่หนึ่ง
“...เหมือนบุฟเฟต์วันสิ้นโลก มากกว่า”
ใบหน้าผมกระตุกอีกรอบมันหมายความว่ายังไงวะนั่น?
ก่อนที่เ้าพวกนี้จะล้อเลียนไปไกลกว่านี้ผมจึงขัดจังหวะขึ้นมาเสียงเข้ม
“เควิน!”
“ครับ?”
เขาหันมาอย่างกระตือรือร้น
“พาเด็กคนอื่นไปช่วยกันรมควันเนื้อซะนายเห็นแฮดวินทำแล้วนี่ก็หัดเรียนรู้ไว้ ถ้าทำเสียของล่ะก็ฉันสาบานเลยว่านายจะได้กินแต่ตูดกวางรมควันไปจนกว่าจะได้ออกไปจากที่นี่แน่!”
รูม่านตาของเควินขยายกว้างด้วยความใ
สะท้อนคำสั่งนี้ให้ได้สิไอ้หนูผมแสยะยิ้มเยาะในใจ ก่อนจะหันไปหาเทสที่กำลังจะแอบย่องหนีไปที่อื่นดูท่าเธอจะฉลาดกว่าเควินเยอะ
“เทส”
น้ำเสียงของผมมันดูนุ่มนวลจนน่าขนลุกแม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกได้
เธอชะงักกึกกลางคัน
“คะ?”
เธอหันมาพยายามตีสีหน้าเรียบเฉยอย่างสุดความสามารถ
“เธอมีเวลาสองชั่วโมง อัปทักษะพลังจิตควบคุมวัตถุให้ถึงเลเวลสามซะ”
“เอ๋?!”
ผมทิ้งให้เธออึ้งอยู่ตรงนั้นแล้วเดินจากมา
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
แฮดวินก็เดินเข้ามาหาในขณะที่ผมกำลังเคี้ยวเนื้อแห้งและจิบน้ำอยู่ จริงๆ เขาควรรอจนผมกินเสร็จก่อนค่อยเปิดปากพูดแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มีมารยาทขนาดนั้น
เขามองไปที่ซากกวางที่ผมชำแหละทิ้งไว้ก่อนจะกล่าวออกมา
“ผมคิดว่าคุณอาจจะ้าคำแนะนำเื่การชำแหละกวางนะ”
ไป-ตาย-ซะ ผมคำรามในหัวก็นั่นมันครั้งแรกของผมนี่หว่า คราวหน้าผมทำได้ดีกว่านี้แน่!
“ผมอยากคุยกับคุณเื่สิ่งที่เกิดขึ้น”
ในที่สุดเขาก็เข้าประเด็น
“พวกเราโดนฝูงก็อบลินโจมตีครั้งนี้พวกมันมีรอยสักสีแดง และมี ก็อบลิน วอริเออร์ อยู่ด้วยพวกเราสู้ไม่ได้จนต้องถอยหนีออกมา”
น่าสนใจแฮะผมแปลกใจที่ทำไมพวกมันถึงไม่ไล่ล่าพวกเขาต่อ แต่พอมองหน้าเขาแล้วดูเหมือนเขาจะอยากเก็บความลับบางอย่างไว้กับตัวมากกว่า
“พวกเราอาจจะต้องอ้อมไปทางอื่นเพื่อไปเอาน้ำหรือไม่ก็ต้องหาแหล่งน้ำใหม่”
ผมแค่นั่งนิ่งรอฟังไม่มีทางที่ผมจะทำให้เื่มันง่ายสำหรับเขาหรอกความรู้สึกตอนแกล้งคนนี่มันดีจริงๆ... เอาเลยสิ พูดสิ่งที่นายควรจะพูดออกมา
“พวกเราควรจะรวบรวมกลุ่มใหญ่แล้วลองดูอีกครั้งเพราะน้ำของพวกเราเกือบจะหมดแล้ว เราเจอถุงขยะเยอะแยะเลยที่พอจะนำมาใช้ขนน้ำได้”
เขาพูดต่อก่อนจะจ้องมองผมด้วยสายตาจริงจัง
“ผม้าความช่วยเหลือจากคุณ”
ความเงียบเข้าปกคลุมผมจงใจปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไม่ตอบทันทีเพื่อกดดันเขาผมรู้ว่าคนที่มีศักดิ์ศรีสูงอย่างเขาการต้องมาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเด็กที่อายุน้อยกว่าครึ่งหนึ่งมันคงเป็เื่ที่เ็ปพิลึก
หลังจากผ่านไปนานกว่าหนึ่งนาทีผมจึงให้คำตอบกับเขา
“ผมจะช่วย... แต่ต้องแลกกับปืนพกของคุณ”