EP.6/2
เพราะความหวังของแซนถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งเธอจึงลงมือสร้างอาคารที่พักให้กับคนงานทั้งหกทันที
อาคารนี้เป็อาคารสองชั้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา เธอไม่ได้ออกแบบให้ดูสวยงามแต่กลับออกแบบให้ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรง
บันไดเหล็กด้านข้างทอดยาวขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองอย่างมั่นคงราวจับและเสาค้ำถูกวางเรียงอย่างเป็ระเบียบเพื่อรองรับน้ำหนักและการใช้งานระยะยาวขอบหลังคายื่นออกมาเล็กน้อยช่วยบังแดดและฝน ในยามกลางวัน
ห้องพักทั้ง16 ห้อง แบ่งเท่าๆ กันในแต่ละชั้นประตูแต่ละบานเป็ไม้ทึบผสมเหล็กเคลือบกันสนิมพร้อมหน้าต่างกระจกบานเลื่อนที่มีม่านผ้ากันแสงแดดในระดับหนึ่งภายในแต่ละห้องมีเพียงสิ่งจำเป็พื้นฐานนั่นคือ เตียงนอน ฟูกนอนหมอนกับผ้าห่มหนึ่งผืน โต๊ะไม้เล็กๆ ตั้งอยู่ที่มุมห้องพร้อมเก้าอี้สี่ตัวพร้อมกันนั้นริมระเบียง แซนยังวางกระถางดอกไม้ให้ดูมีสีสันเพิ่มขึ้นอีกด้วยภายในห้องแบ่งแยกห้องน้ำและห้องครัวเล็กๆ เอาไว้ด้วย
ทั้งหมดนี้เป็รูปแบบหอพักง่ายๆก่อนวันสิ้นโลกที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในเวลานี้มันกลับถูกสร้างขึ้นมาในเวลาไม่นานและแซนก็สูญเสียเงินไปมากถึง 39,780 เหรียญในการสร้างมันขึ้นมา
แม้จะปวดใจแต่มันจำเป็ต้องเริ่มทำและห้องทั้ง 16 ห้องนี้แซนจะแบ่งให้ครอบครัวเกษตรกรจำนวน 5 ห้อง จะมีห้องว่างอีก 11ห้องซึ่งแซนคิดเอาไว้แล้วว่าจะให้กับครอบครัวเหล่าเวรยามที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลกำแพงทั้งสี่ทิศนั้นมาอาศัยอยู่ด้วย
“น่าเสียดายนะคะที่คลื่นซอมบี้แบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ”
เสียงบ่นพึมพำของแซนที่นั่งอยู่คนเดียวทำให้ชาญชัยกับซีอาร์ที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้ได้ยินเต็มสองหูพวกเขาอดไม่ได้ที่จะหยุดชะงักสีหน้าเผยความอึ้งเล็กน้อยกับความคิดของหญิงสาวที่เหมือนจะผิดแปลกจากคนทั่วไป
“แซน”
ชาญชัยเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเตือนเบาๆ
แซนหันกลับมาทันทีพอเห็นใบหน้าคุ้นตาที่ไม่ได้เจอมาั้แ่เมื่อคืน เธอก็เผยรอยยิ้มสดใสขึ้นทันที
“คุณหายดีแล้วเหรอคะ?”เธอถามซีอาร์ด้วยน้ำเสียงยินดี
“ใช่ฉันดีขึ้นมากแล้ว” ซีอาร์ตอบพร้อมพยักหน้าเบา ๆ
“เขาเป็ไข้เพราะพลังพิเศษในตัวเขาเลื่อนระดับน่ะตอนนี้ซีอาร์เป็ผู้มีพลังพิเศษระดับสองแล้ว” ชาญชัยเอ่ยบอกลูกสาว
แซนพยักหน้าอย่างเข้าใจดูเหมือนผู้นำค่ายคนก่อนก็มีพลังพิเศษระดับสองเช่นกันแบบนี้ก็ดีเลยเธอยังเป็กังวลว่าคนที่รอดชีวิตพวกนั้นจะสร้างปัญหาถ้าซีอาร์ยอมร่วมมือกับเธอ เธอคิดว่ามันน่าจะง่ายขึ้นมากทีเดียว
“ฉันได้ฟังเื่ทั้งหมดจากคุณพ่อเธอแล้วขอบคุณมากนะแซน ขอบคุณที่ทำให้ค่ายแห่งนี้ยังมีโอกาสรอดอีกครั้ง”
เขามองรอบค่ายที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแข็งแกร่งและระบบป้องกันแ่าทุกอย่างที่หญิงสาวคนนี้สร้างขึ้น เกินกว่าจินตนาการที่เขาเคยคาดหวังไว้เสียอีก
“อย่าเพิ่งขอบคุณฉันเลยค่ะมันเป็การปกป้องชีวิตครอบครัวของฉันมากกว่า แต่กับคุณนี่สิคุณสามารถหนีรอดไปได้แต่ทำไมถึงเลือกเผชิญหน้าแบบนั้น”
“ฉันแค่ไม่อยากเป็คนเห็นแก่ตัวนะ”
เขาตอบพร้อมกับยิ้มหยันให้กับตัวเอง
“หรือบางทีฉันอาจจะอยากตายไปจากโลกแบบนี้ก็ได้นะฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันแค่รู้สึกว่ามันคงดีไม่น้อยถ้าไม่ต้องต่อสู้กับอะไรที่สิ้นหวังแบบนี้อีก”
ชาญชัยยกมือขึ้นตบไหล่ซีอาร์อย่างให้กำลังใจ
“แล้วตอนนี้คุณคิดว่าการต่อสู้ของคุณสิ้นหวังอีกไหมคะ?”
คำถามของแซนพร้อมรอยยิ้มสว่างสดใสนั้นทำให้ซีอาร์ลังเลเล็กน้อยเขาไม่รู้จะตอบยังไงดีเช่นกัน เพราะบนโลกใบนี้เขาไม่มีเป้าหมายอะไรอยู่แล้ว
“คุณตามฉันมาสิ”
แซนพูดพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ
ซีอาร์กะพริบตาเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองชาญชัยที่พยักหน้าให้เขาเชิงบอกว่า ‘ไปเถอะ’ เขาจึงรีบสาวเท้าเดินตามหญิงสาวไปอย่างไม่รีรอ
ทั้งคู่เดินไปตามทางลูกรังเล็กๆ ภายในค่าย ลัดเลาะผ่านแนวต้นไม้แห้งกรังไร้ใบ พื้นดินแห้งระแหงเต็มไปด้วยฝุ่นและบางจุดยังมีร่องรอยของการเผาไหม้ของกองไฟอย่างชัดเจน
แต่ทันทีที่เดินพ้นมุมหนึ่งของกระโจมเก่าๆขาดๆ หลังหนึ่ง ซีอาร์ก็ต้องหยุดชะงัก
ตรงหน้าคือภาพที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นในวันสิ้นโลกแบบนี้
ผู้รอดชีวิตนับสิบคนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่บนผ้าใบผืนใหญ่ที่ปูอยู่บนพื้นใบหน้าของแต่ละคนมีรอยเปื้อนฝุ่นและความอ่อนล้าแต่กลับแฝงไว้ด้วยแววตาที่เปล่งประกายอย่างเงียบงัน
ในมือของพวกเขาคือขนมปังก้อนเล็ก ๆ ที่ดูเรียบง่ายกับขวดน้ำพลาสติกใสที่กำลังถูกยกขึ้นดื่มทีละคำ
เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยแ่อยู่ในอากาศ เด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างแม่ของเขาเขายื่นขนมปังขึ้นสูงราวกับจะชูให้ฟ้า ก่อนจะกัดคำเล็ก ๆแล้วหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
คนข้างๆ ลูบหัวเด็กเบา ๆ พลางพูดอะไรบางอย่างที่ซีอาร์ไม่ได้ยินแต่เห็นได้ชัดว่าทุกคนที่นั่นกลับยิ้มและหัวเราะ
“พวกเขาไม่เคยยิ้มกันแบบนี้มาก่อนเลยั้แ่ฉันมาถึงค่าย”ซีอาร์เอ่ยแ่เบา
แซนหันไปมองเขายิ้มจาง ๆ ก่อนพูดขึ้นอย่างมั่นคง
“แค่มีขนมปังหนึ่งก้อนกับน้ำสะอาดหนึ่งขวด มันก็เพียงพอให้คนรู้สึกว่าตัวเองยังมีความหวังแล้ว”
เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ฉันไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะแค่รู้ว่าถ้าคนไม่มีความหวัง พวกเขาจะกลายเป็ศพเดินได้เหมือนซอมบี้ฉันเลยไม่อยากให้พวกเขาหมดหวังในชีวิต”
คำพูดนั้นไม่ต่างจากการปล่อยลูกศรที่ปักเข้ากลางใจของซีอาร์อย่างแม่นยำ
เขามองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้งไม่ใช่แค่ในฐานะผู้รอดชีวิต ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้มีพลังพิเศษแต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีความศรัทธาต่อชีวิตอยู่เต็มเปี่ยม
“เธอรู้ไหม”ซีอาร์พูดขึ้นเบา ๆ
“คะ?”
“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองรอดมาเพื่ออะไรจนได้มายืนอยู่ตรงนี้ แล้วเห็นแบบนี้” เขายิ้มบาง ดวงตาไหววูบเล็กน้อย
“เธอทำให้ฉันอยากสู้ต่ออีกครั้งนะ”
แซนชะงักก่อนจะเบือนหน้าเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ค่อย ๆ เผยขึ้นมา
“งั้นก็ดีแล้วค่ะเพราะหลังจากนี้ ฉันยังมีอะไรให้คุณช่วยอีกเยอะเลย”
เธอหันไปสบตาเขาเต็มๆ
“ฉันจะทำให้ที่นี่กลายเป็บ้านให้ได้คุณจะช่วยฉันไหม?”
แซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่แววตามีประกายของความหวังเจืออยู่
ซีอาร์ชะงักไปเล็กน้อยกับคำว่า‘บ้าน’ เขาเงียบงัน ราวกับกำลังทบทวนอะไรบางอย่างในใจ
“บ้านงั้นเหรอ?” เขาพึมพำเบา ๆ ดวงตาเหม่อมองออกไปไกล
ในความทรงจำของเขาบ้านเคยมีเพียงเขา กับน้องสาวที่จากไปแล้ว และหากจะพูดให้ตรงที่สุดเขาไม่เคยได้รู้จักคำว่าบ้านอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง
เขาหันกลับมามองแซนดวงตานิ่งลึกเหมือนจะสื่อสารในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้
“เอาสิ”เขาพูดในที่สุด เสียงทุ้มแ่แต่มั่นคง
“ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าบ้านแบบที่เธอพูดถึง มันเป็แบบไหนกันแน่”