“คุณหนูไม่เป็อะไรนะเ้าคะ!” ชิวฮว่ารีบเข้าไปพยุงด้วยความเป็ห่วง
“ช่วยด้วย! มาเอานางตัวซวยนี่ออกไป! แล้ววันหลังก็อย่าให้มันเข้ามาอีกนะ! ช่วยด้วย!” โต้วสือสยาเหมือนสตรีสติฟั่นเฟือนอย่างไรเยี่ยงนั้น นางร้องะโเป็บ้าเป็หลังอยู่ในห้อง! และมิคิดมิฝันว่าบ่าวที่คอยปรนนิบัติรับใช้นาง จะถูกอิ๋นชุนเรียกตัวไปยกกับข้าวกับปลาที่สวนดอกไม้ข้างหลัง ในนามของฮูหยินผู้เฒ่าเสียแล้ว
“ผู้ใดเป็ตัวซวยรึ เ้าเป็บ้าอะไร?!”
ยามนี้ลู่เฮ่อเหนียนกำลังจูงจิ่นผินพลางถือปิ่นโตเคลื่อนคลาเข้ามา ครั้นเห็นใบหน้าบวมแดงของอวิ๋นจือ ไหนจะท่วงท่าหัวรัดฟัดเหวี่ยงเยี่ยงนั้นของโต้วสือสยา ก็อดสังหรณ์ใจไม่ดีมิได้ สลัดปิ่นโตทิ้งรีบวิ่งเข้าไปกุมแขนของอวิ๋นจือดูตรงนั้นลูบคลำตรงนี้
“ท่านพ่อข้าไม่เป็อะไรเ้าค่ะ” อวิ๋นจือแสร้งทำท่าน่าสงสารราวกับอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก เล่นเอาลู่เฮ่อเหนียนสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ
ลู่เฮ่อเหนียนบันดาลโทสะจนแผดเสียงคำรามใส่โต้วสือสยา “นางปากจัดนี่! ไยต้องตบตียายหนูจือด้วย?!”
โต้วสือสยาพูดจาสะเปะสะปะ บนดวงหน้ามีแต่ความหวาดกลัว “ท่านโหวเ้าคะ ยายหนูจือถูกผีเข้าแล้วเ้าค่ะ! นางจะทำร้ายเหวยซื่อเหวยเทียน ท่านโหวรีบเอานางไปขังเร็วๆ สิเ้าคะ!”
ลู่เฮ่อเหนียนผลักนางล้มลงบนเตียง “นางบ้า! คนที่ควรจะถูกขังคือเ้าต่างหาก!”
“ท่านโหว! ข้าขอสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่า ข้าหาได้โกหกไม่แม้แต่ประโยคเดียว!” สติสตังโต้วสือสยาเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ทว่าสีหน้าท่าทางของอวิ๋นจือดันบ่อนทำลายสติรู้คิดอันน้อยนิดของนางจนหมดสิ้น
ในทรวงของอวิ๋นจือนั้นสาแก่ใจยิ่งนัก แต่บนหน้ากลับโศกศัลย์พลันชี้แจงแถลงไขว่า “ลูกเอาเสื้อผ้ามามอบให้น้องๆ เ้าค่ะ แต่ฮูหยินไม่ยอมให้ลูกเอาให้น้องๆ หนำซ้ำยังตบตีลูกอีก”
เมื่อลู่เฮ่อเหนียนได้ยินเข้า ในใจก็นึกเหยียดหยามชิงชังโต้วสือสยาขึ้นอีกหลายส่วน จากนั้นจึงสั่งให้แม่นมอุ้มเหวยซื่อเหวยเทียนไปเรือนอื่น หลงเหลือแค่โต้วสือสยาที่ถูกคุมขังไว้ในเรือนกวนจวีแต่เพียงผู้เดียว
จิ่นผินยืนอยู่ที่มุมห้อง มองผู้เป็บิดาอย่างหวาดระแวง พูดไปก็ร้องไห้ไป “ท่านพ่ออย่าขังท่านแม่นะเ้าคะ...” หากไม่ใช่เพราะโทษทัณฑ์เมื่อครั้งก่อน นางคงก่นด่าอวิ๋นจือว่าเป็ปีศาจน้อยไปเสียตั้งนานแล้ว
จิ่นผินเพ่งมองอวิ๋นจืออย่างโกรธเกลียดชิงชัง
ูเาจำลองสีสันฤดูใบไม้ร่วงตรึงใจคน แตกหน่อออกใบเจริญงอกงาม ผลิดอกบานสะพรั่งเฉิดฉายยิ่งยวด บนสะพานหินโค้งสร้างด้วยหยกขาว เหล่าดรุณวัยยืนมือไพล่หลังงามสง่า อีกฟากฝั่งหนึ่งของสะพานหินโค้งประดับประดาด้วยไม้เลื้อยอย่างพิถีพิถัน สายลมยามฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยทำชายแขนเสื้อพลิ้วไสว พวกเขาเปล่งวาจาฉะฉานพลันส่งลำเนาขบขันเจื้อยแจ้วเป็ครั้งคราว
ฝีเท้าอวิ๋นจือชะงักในทันใด นางปล่อยมือผู้เป็บิดา “ท่านพ่อไปจัดการงานเถิดเ้าค่ะ เดี๋ยวลูกอยู่เล่นเป็เพื่อนจิ่นผินตรงนี้เอง”
ลู่เฮ่อเหนียนที่กำลังจะจัดเตรียมพิธีโกนผมไฟให้บุตรชายทั้งสองอยู่พอดี ก็ส่งยิ้มพลางพยักศีรษะ กล่าวชมเชยในใจว่าบุตรสาวช่างรู้ความเสียจริง
รอหลังจากลู่เฮ่อเหนียนจากไป ดวงหน้าเพริศพริ้งของจิ่นผินก็ฉายแววชิงชังขยะแขยงนานาชนิด กระทืบเท้าหนึ่งทีพลันกล่าวเสียงแหลมใส่อวิ๋นจือว่า “แม่เ้าเป็ปีศาจ เ้าก็เป็ปีศาจน้อย! เ้าคงใช้วิชามารทำร้ายแม่ข้าแน่ๆ!” ในยามที่จิ่นผินจำนรรจา มวยผมสองข้างที่หวีไว้อย่างดีก็ส่ายตามเล็กน้อย บุปผาหยกเม็ดมุกประดับเปล่งแสงระยิบระยับใต้แสงแดด
อวิ๋นจือเดินเข้าหานางหนึ่งก้าวอย่างเ็า ส่วนจิ่นผินก็พลันก้าวถอยหลังด้วยความกลัวอย่างอดมิได้
“น้องจิ่นผินมวยผมบนหัวเ้าใกล้จะหลุดลงมาแล้ว เดี๋ยวพี่ช่วยเ้ามัดให้แน่นสักหน่อยแล้วกัน” อวิ๋นจือส่งยิ้มหวานแต่ั์ตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น
จิ่นผินใช้มือของตนปัดมืออวิ๋นจือทิ้งอย่างแรง “ออกไป! อย่ามาแตะตัวข้า!”
อวิ๋นจือแก่กว่านางสองปี เรี่ยวแรงก็ย่อมมากกว่ามิโอนอ่อนไปตามแรงขืนของนางเป็ธรรมดานางจัดการรัดผมเผ้าให้เข้าที่ได้โดยง่าย บุปผาหยกประดับมุกทักษิณบนหัวจิ่นผินดอกนั้นพลันร่วงใส่มือโดยมิได้ตั้งใจ
จิ่นผินหวนคืนสู่ความหยิ่งยโสดังเดิม ผลักตัวอวิ๋นจือ เชิดหน้าใส่ “ข้าเป็ธิดาภรรยาเอก เ้าเป็ธิดาอนุ ห้ามเรียกข้าว่าน้องอีก! ถ้าจะเรียกให้เรียกคุณหนูจิ่นผิน!”
อวิ๋นจือเอาแต่ขบขัน มิต่อปากต่อคำ เรี่ยวแรงที่กำบุปผาหยกอยู่ก็ค่อยๆ ทวีแรงยิ่งขึ้น
จิ่นผินเชิดหน้าเดินผ่านอวิ๋นจืออย่างโอหัง อวิ๋นจือรอจนนางเดินจากไปไกลจึงเดินไปทางสะพานหินโค้ง ก้มศีรษะราวกับกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่
เหล่าดรุณวัยสามสี่คนมองมาทางอวิ๋นจือซึ่งเห็นเพียงแต่แม่สาวน้อยที่สวมกระโปรงยาวสีเขียวอ่อน เรือนผมมัดขึ้นสูง คิ้ววาดยาวเข้าปอยผม ธาตุอากาศทิ้งฝุ่นและหน้าดวงน้อยเปล่งสีชมพูระเรื่อ ครั้นเยื้องยาตรมาชายเสื้อก็พลิ้วไสวประหนึ่งเทพธิดาในภาพวาด
เหล่าบุรุษวัยละอ่อนต่างพากันตกตะลึงจนลืมคุย
“นี่คงจะเป็ธิดาเอกแห่งจวนอู่อันโหวสินะ”
เซี่ยซีผิง บุตรชายคนรองของเซี่ยเฉิงหลี่ผู้ช่วยเ้ากระทรวง ปริปากพูดอย่างสุขตาสุขใจ ยามนี้อายุราวๆ สิบเอ็ดสิบสองปี
“ผิดแล้ว ข้าเคยพบธิดาเอกของจวนอู่อันโหวมาก่อน นางเป็แค่เด็กน้อยอายุสองสามขวบ สาวน้อยผู้นี้ดูโตกว่าหน่อย”
“พวกเ้าลืมแล้วหรือว่า ฮูหยินคนก่อนของจวนอู่อันโหวเป็บุตรีของพ่อค้า และเพราะเล่นของใส่ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ จึงมีการเชิญนักพรตเต๋ามากักนางไว้ที่เรือนส่วนในของจวน แม่นางผู้นี้น่าจะเป็ลูกของนาง”
คนที่พูดแย้งก็คือเฉาหย่ง บุตรชายของเฉาจิงถังขุนนางเน่ยเก๋อ[1]ตำแหน่งมหาบัณฑิตประจำตำหนักเหวินยวน และหลิวถิงคัง บุตรชายของหลิวอัน เ้ากรมตรวจการ อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเซี่ยซีผิง
เมื่อได้ยินดังนี้จูฉุนอี้ตำแหน่งเว่ยเหวินโหวก็มิสบอารมณ์ สะบัดแขนเสื้อ กล่าวอย่างเ็า “อย่าสูญเสียคุณธรรมเพียงเพราะความปากมาก เื่เรือนส่วนในของบ้านอื่น เราสามารถตัดสินได้ด้วยหรือไร”
สีหน้าเซี่ยซีผิง หลิวถิงคังรวมถึงเฉาหย่งต่างพากันตกตะลึง พ่อเว่ยเหวินโหวคนปัจจุบันเป็อันใดไปเล่าอีกเล่าเนี่ย ก็แค่พูดถึงชาติกำเนิดของแม่นางผู้นี้เท่านั้นเอง
อวิ๋นจือแสร้งไม่ได้ยิน เดินมาหยุดตรงข้างพวกเขา เอ่ยวาจาอย่างสนิทสนมว่า “พี่ๆ เ้าคะ ข้าทำบุปผาหยกหล่น พวกท่านพอจะเห็นบ้างหรือไม่”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6
[1] เน่ยเก๋อเป็องค์กรในระบบราชการของจีนโบราณ บางสมัยเป็หน่วยประสานงาน บางสมัยมีอำนาจปกครองสูงสุดเหนือขุนนางอื่น