จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 125 หยางหนิงจินต้องการห้องรับรอง

    ​

     ผลฝิ่นที่อยู่ในมือถูกจ้าวลู่ชิงสำรวจทุกจุด ฝิ่นเข้ามาตั้งแต่ช่วงนี้เลยหรือ ให้นางคาดเดาคงเข้ามาทางเส้นทางสายไหม เพียงคิดว่าราษฎรในแคว้นหลงมัวเมากับฝิ่นนางก็หนาวยะเยือก

    แคว้นใดอยากบ่อนทำลายต้าถังเพียงแค่ส่งเสริมให้ราษฎรเสพฝิ่นเพียงเท่านี้ก็ง่ายต่อการทำลาย

    “คุณหนู ด้านล่างวุ่นวายมากเลยขอรับ” โม่เอินที่ยืนกอดกระบี่มองดูด้านล่างภัตตาคารผ่านทางหน้าต่าง “คนนั่งต่อแถวหน้าภัตตาคารยาวเหยียด”

    จ้าวลู่ชิงลุกขึ้นไปส่องดู เห็นผู้คนนั่งรอกันจนเก้าอี้ที่วางอยู่หน้าภัตตาคารไม่เพียงพอจำนวนคน

    “ไม่คิดว่าผู้คนจะหลั่งไหลกันมาที่หลงซีมากขนาดนี้”

    โม่เอินมองดรุณีน้อยที่เป็นเจ้านายของตน “ยาสมุนไพรแก่นพลังแห่งเทพเซียนมีสรรพคุณน่าเหลือเชื่อเพียงนั้นผู้ใดบ้างที่ไม่ต้องการ”

    จ้าวลู่ชิงมองบุรุษกลุ่มหนึ่งที่ยืนรออยู่ด้านหน้าภัตตาคาร “พวกเจ้าเห็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่ท้ายสุดหรือไม่”

    โม่เอินกับซูเซียงมองตามที่จ้าวลู่ชิงบอก เห็นชายฉกรรจ์ประมาณห้าถึงหกคนยืนอยู่ตรงนั้น

    “พวกเจ้าคิดว่าเป็นคนเผ่าใด”

    “ซยงหนู?” โม่เอินประเมินลักษณะที่สูงใหญ่รวมไปถึงหน้าตาจึงคาดเดาว่าเป็นคนเผ่าซยงหนู

    “ในประกาศเขียนบอกมิใช่หรือเจ้าคะ ว่าให้เข้าร่วมประมูลได้เฉพาะชาวต้าถัง” ซูเซียงมีสีหน้าสงสัย

    “พวกเขาก็เป็นชาวต้าถังเหมือนกันมิใช่หรือ”

    ซยงหนูคือหนึ่งในเผ่าทางตอนเหนือที่ชาวจีนฮั่นเรียกว่าชาวหู คนพวกนี้เคยเป็นดั่งคนป่าเถื่อน มีชีวิตแบบเร่ร่อน ตั้งกระโจมอยู่ตามทุ่งหญ้าแล้วย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ก่อนจะยอมสวามิภักดิ์แล้วเข้ามาร่วมใช้ชีวิตกลมกลืนกับชาวฮั่น

    “แม้พวกเขาจะยอมสวามิภักดิ์แต่พวกเขาไม่ใช่ชาวฮั่นแท้นะเจ้าคะ”

    “ถ้าเจ้าแบ่งเช่นนั้น โอรสสวรรค์กับฮองเฮาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลน่ะสิ เพราะพวกเขามีสายเลือดชาวหู”

    ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังอย่างไท่ซ่างหวงยังมีพระมารดาและฮองเฮาเป็นพวกเซียนเปย[1]  ฮองเฮาคู่พระทัยของหลี่ซื่อหมินยังเป็นพวกเซียนเปยเช่นเดียวกัน 

    จ้าวลู่ชิงไม่อยากจะบอกว่าต่อไปพวกชาวหูจะยิ่งมีอิทธิพลต่อต้าถัง ตามถนนจะคราคร่ำไปด้วยโรงเตี๊ยม โรงเหล้า ที่พวกเขาเป็นเจ้าของ และพวกชาวหูยังสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพได้หลายคน อนาคตชาวหูจะมีอิทธิพลต่อราชสำนักมากขึ้นจนสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวฮั่น

    “ถ้าเกิดว่าพวกเขาได้ยาแก่นพลังแห่งเทพเซียนไปครอบครอง จะไม่เกิดการลุกฮือขัดขืนมิยินยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าถังอีกต่อไปหรือเจ้าคะ”

    “ยามีเพียงเม็ดเดียว ช่วยชีวิตได้เพียงคนเดียว และข้อจำกัดของมันก็ยังมีมาก หากพวกเขามิยินยอมสวามิภักดิ์อีกต่อไปเรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ แต่เจ้าอย่าลืมว่าแค่เพียงคอขาดกระเด็นออกจากบ่าต่อให้มียาวิเศษเพียงใดก็ช่วยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งไม่ได้”

    คนพวกนี้นับถือหลี่ซื่อหมินยิ่งกว่าอะไรดี ช่วงที่หลี่ซื่อหมินครองราชย์คนพวกนี้ต่างยินยอมสวามิภักดิ์ หลังจากนั้นก็ให้เป็นไปตามสวรรค์ลิขิต

    “เป็นเช่นนี้พวกที่ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ก็คงเป็นชนเผ่านอกด่านที่ไม่ยิมยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าถัง”

    “เป็นอย่างที่เจ้าเข้าใจ เจ้าคิดหรือว่าคนพวกนี้จะประมูลสู้ตระกูลใหญ่ที่เป็นชาวฮั่นแท้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้” 

    จ้าวลู่ชิงอ่านรายชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลแล้วยิ้มกริ่ม ประวัติของคนพวกนี้ต่างถูกคนของนางสืบค้นมาให้จนละเอียด

    “พวกเราลองทานอาหารของภัตตาคารตัวเองหน่อยเถิดว่าจะอร่อยแค่ไหน”

    ซูเซียงรีบไปสั่งอาหารสำหรับมื้อเที่ยงทันที

    “สงสัยงานนี้คลังของบ้านต้องขยายให้ใหญ่กว่าเดิมเสียแล้ว”

    โม่เอินอยู่กับสกุลจ้าวมาหลายปีเรียกได้ว่าทั้งชีวิตมอบความภักดีให้กับคนสกุลจ้าวเพียงสกุลเดียวเท่านั้น เขายังไม่เคยเห็นเงินไหลออกจากคลังเป็นล้านก้วนในภารกิจเดียว และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือเงินมันกำลังจะย้อนกลับเข้าคลังมากกว่าที่นำออกไป

    “เกรงว่าภายภาคหน้าหออิงฮวาคงต้องถูกราชสำนักจับตามอง”

    “พวกเรามิได้ทำอันใดผิด เหตุใดต้องกลัวราชสำนัก”

    ทุกอย่างที่นางทำล้วนสุจริต มิได้คดโกงผู้ใด ราชสำนักจะเอาอำนาจอันใดมาลงโทษ หากลงโทษกันมั่วซั่วเช่นนี้ใต้หล้าคงวุ่นวาย คหบดีตระกูลใดจะกล้าร่ำรวย

    “ข้าคิดว่าต่อไปราชสำนักต้องดมกลิ่นเจอ และพวกเขาต้องหาทางรีดไถสกุลจ้าวอย่างแน่นอน”

    จ้าวลู่ชิงก็กลัวเรื่องนี้เช่นเดียวกัน นางควรทำอย่างไรดีเพื่อไม่ให้ถูกรีดไถ ต่อให้ฉีอ๋องปกป้อง หลี่ซื่อหมินก็หาหนทางจนได้อยู่ดี คนผู้นี้ปราดเปรื่องยิ่งนัก ยิ่งมีพวกขุนนางเฒ่าที่คอยให้คำปรึกษานางกลัวว่าจะเหลือแต่กระดูกเสียจริง

    “คุณหนูเจ้าคะ ห้องครัวทำไก่ย่างกับเป็ดย่างไม่ทันเลยเจ้าค่ะ” ซูเซียงรีบขึ้นมาบอก

    “วัตถุดิบที่เตรียมมาใกล้หมดหรือยัง”

    “เหลือไก่กับเป็ดอย่างละสามสิบตัวเจ้าค่ะ”

    จ้าวลู่ชิงกับผู้ติดตามทานมื้อเที่ยงอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็พากันเดินลงไปช่วยงานในห้องครัว ยกเว้นโม่เอินที่อยู่ดูสถานการณ์จากด้านบน

    หยางหนิงจินนั่งหน้าบูดบึ้งอยู่ชั้นล่างของภัตตาคาร ห้องส่วนตัวถูกจับจองจนเต็มพวกตนจึงต้องมานั่งรวมกับผู้คนพวกนี้ แม้หน้าต่างทุกบานจะเปิดรับลมแต่ทว่าผู้คนเข้ามาใช้บริการมากจนเกินไปจึงทำให้แออัด ส่งผลให้ร้อนอบอ้าว

    หนวกหูไม่พอยังต้องมานั่งมองคนอื่นทานอาหาร ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงลำดับโต๊ะของตนสักที

    “เจ้าอย่าได้หงุดหงิดไปเลย” หมอหยางก็มาเยือนตำบลหลงซีในครั้งนี้ด้วยกล่าวกับหลานชาย

    “เสี่ยวเอ้อ” หยางหนิงจินเรียกเสี่ยวเอ้อของภัตตาคาร

    “คุณชายมีอันใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ”

    “เมื่อไหร่พวกข้าจะได้อาหาร”

    เสี่ยวเอ้อก่นด่าคุณชายที่เพิ่งเข้ามานั่งได้ไม่นานอยู่ภายในใจ โต๊ะที่มาก่อนยังไม่ได้รับอาหารเลย ตนเองมาหลังยังมาเร่งไม่เห็นหรืออย่างไรว่าลูกค้าเยอะขนาดไหน แต่ต้องเก็บความขุ่นเคืองไว้ภายในใจใบหน้าแสดงความอ่อนน้อม

    “คุณชายรอสักครู่นะขอรับ ข้าน้อยจะรีบเร่งพ่อครัวให้”

    “เดี๋ยว!”

    “คุณชายขาดเหลืออะไรหรือขอรับ”

    “วันนี้จ้าวลู่ชิงมาที่ภัตตาคารหรือไม่”

    เปิดตัวอาหารชนิดใหม่ขนาดนี้นางต้องมาอยู่แล้ว กูเหนียงผู้นี้ฉลาดนักรู้ว่ายามนี้ตำบลหลงซีคึกคักจึงถือโอกาสเปิดตัวอาหารชนิดใหม่ ดมกลิ่นหอมที่ลอยมาเข้าจมูก มันช่างทรมานท้องที่กำลังร้อง

    เสี่ยวเอ้อก้มหน้านิ่ง ก่อนจะรีบปั้นหน้าแล้วเงยขึ้น “ท่านถามหาผู้ใดหรือขอรับ”

    “เจ้าของภัตตาคารแห่งนี้อย่างไรล่ะ นางเป็นสหายของข้าเอง”

    “อ้อ ที่แท้ท่านเป็นสหายของคุณหนูนี่เอง”

    “เจ้าไปตามนางมาพบข้าหน่อย”

    “คุณหนูไม่ว่างขอรับ ตอนนี้คุณหนูกำลังยุ่งอยู่ในห้องครัว”

    “เจ้าเอาหูมานี่” หยางหนิงจินกระซิบข้างหูเสี่ยวเอ้อ จากนั้นก็มอบเงินรางวัลถุงใหญ่ใส่มือ

    “เจ้าใช้เงินแก้ปัญหาอีกแล้ว” หมอหยางเห็นการใช้เงินของหลานชายแล้วได้แต่หัวเราะ

    “หาเงินมาก็ต้องใช้สิขอรับ” หยางหนิงจินนั่งให้บ่าวรับใช้ข้างกายพัดไล่ความร้อนให้

    จ้าวลู่ชิงกำลังวุ่นอยู่ในห้องครัว เตาอบสิบอันแทบแตกเพราะใช้งานตลอดเวลาตั้งแต่เช้า

    “คุณหนูขอรับ คุณชายหยางหนิงจินฝากมาบอกว่า วันนี้เขาพาท่านปู่มาเยือนภัตตาคารหย่งเล่อสาขาหลงซี แต่ผู้คนเข้ามาใช้บริการมากเกินไปจึงไม่สามารถจองห้องรับรองชั้นสองได้ พวกเขานั่งอยู่ชั้นหนึ่งผู้คนเยอะจนทำให้ท่านปู่รู้สึกเหมือนจะเป็นลม”

    เสี่ยวเอ้อท่องประโยคที่ฝากมาบอกไม่ตกหล่นสักคำ

    “ซูเซียง เจ้าไปพาท่านหมอหยางขึ้นไปนั่งชั้นสาม เจ้าอยู่คอยดูแลพวกเขาก็แล้วกัน”

    “เจ้าค่ะ”

    บนชั้นสามมีห้องรับรองสองห้อง ห้องหนึ่งมีไว้เพื่อรับรองแขกพิเศษโดยเฉพาะอีกห้องเป็นของคุณหนูและคนในครอบครัว

    เสี่ยวเอ้อรีบเดินกลับไปรายงาน

    หยางหนิงจินประคองหมอหยางลุกขึ้นเดินตามเสี่ยวเอ้อไป

    หมอหยางเหนื่อยใจกับหลายชายที่ดูละครงิ้วมากจนเกินไป เขายังแข็งแรงดีแต่เจ้าหมอนี่มันพยายามบอกให้เขาแกล้งเป็นลม

    “อ๊ายหยา! ชั้นสามนี่กว้างใหญ่จริง ๆ ท่านเห็นหรือยังว่าข้ากับนางเป็นสหายสนิทกันมากเพียงใด”

    “เจ้าโอ้อวดให้มันน้อยหน่อยเถอะ รู้จักอายคนของเสี่ยวชิงบ้าง”

    ซูเซียงยืนต้อนรับอยู่หน้าห้อง ส่งยิ้มทักทายทุกคน แล้วเชิญพวกเขาเข้าไปในห้อง

    “นางชักจะร่ำรวยมากเกินไปแล้ว”

    หยางหนิงจินเดินไปหยุดอยู่บริเวณหน้าต่าง มองลงไปด้านล่างที่เต็มไปด้วยผู้คน มีอาคารสามชั้นตั้งอยู่ในตำบลเล็กๆ อำเภอชิงเหอยังมีร้านค้าที่สูงสามชั้นเพียงไม่กี่แห่ง

    “ผู้มาแย่งชิงแก่นพลังแห่งเทพเซียนมากมายเหลือเกินขอรับ พวกเราจะสู้พวกเขาไหวหรือไม่”

    หยางหนิงจินสังเกตอาภรณ์ของแต่ละคน ผู้ที่กำลังลงจากรถม้ามิใช่คุณชายรองตระกูลใหญ่จากลั่วหยางหรอกหรือ แล้วก็นั่นคุณชายสี่จากตระกูลใหญ่แห่งหยังโจว มองไปทางใดก็มีแต่คนจากตระกูลใหญ่ตามเมืองต่าง ๆ

    “ข้าเป็นหมอมาหลายปีก็เพิ่งเคยได้ยินยาชนิดนี้ สู้ไม่ไหวก็ไม่เป็นไรให้ถือเสียว่าพวกเราแค่มาชมความสนุก”

    หมอเทวดาหยางสนใจยาชนิดนี้เป็นอย่างมากถึงขนาดเดินทางมายังหลงซีเร็วกว่าเวลาเปิดประมูลเป็นอาทิตย์ เกิดมาจนผมเปลี่ยนสีไม่เคยเจอยาที่มีสรรพคุณสะเทือนฟ้าสะเทือนแผ่นดินเช่นนี้มาก่อน

    “อาหารมาแล้วเจ้าค่ะ” ซูเซียงเปิดประตูให้พนักงานทำอาหารเข้ามาให้ห้อง

    หยางหนิงจินมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ “ถือว่านางยังเห็นพวกเราเป็นสหาย”

    ตามที่ภัตตาคารประกาศ ทุกโต๊ะจะสามารถสั่งไก่ย่างกับเป็ดย่างได้เพียงโต๊ะละครึ่งตัวเท่านั้น แต่พวกตนได้มาเป็นตัวทั้งสองอย่าง

    “ต้องเป็นเสี่ยวชิงที่คิดค้นอาหารชนิดนี้ขึ้นมา”

    “ในสมองนางมีความรู้อยู่เต็มไปหมด ไม่แน่ว่ายาแก่นพลังแห่งเทพเซียนอาจเป็นนางที่หลอมมันขึ้นมา”

    “คุณชายหยางเข้าใจผิดแล้ว คุณหนูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาสรรพคุณเลิศล้ำเช่นนั้น และที่สำคัญไปกว่านั้นคุณหนูยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหออิงฮวาด้วยเจ้าค่ะ” ซูเซียงรีบแก้ไขความเข้าใจผิด

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหออิงฮวา” หมอหยางถามด้วยความใคร่รู้ หอแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำบลหลงซีนางอาจจะรู้ก็ได้ สกุลจ้าวมีหูตาอยู่มากมาย

    “ท่านหมอก็รู้ว่าหออิงฮวาลึกลับและมีกฎอยู่มากมาย พวกเราไม่สามารถรู้ข้อมูลของคู่ค้ากับเจ้าของหอได้เลยเจ้าค่ะ อีกอย่างสกุลจ้าวเป็นเพียงสกุลเล็กๆ ที่ไม่กล้าเข้าไปล้ำเส้นผู้อื่น”

    “หรือจะเป็นฉีอ๋องที่เปิดมันขึ้นมา” หมอหยางคาดเดา ที่ตรงนั้นเคยเป็นของอ๋องจากราชวงศ์ที่แล้ว พอเปลี่ยนราชวงศ์ย่อมตกเป็นของคนในราชวงศ์ใหม่ และฉีอ๋องคือผู้ครองมณฑลเหอเป่ยมันต้องตกเป็นของเขาอยู่แล้ว

    “ท่านหมอคาดเดาถูกเพียงเสี้ยวเดียวเจ้าค่ะ สถานที่ตั้งของหออิงฮวาแต่ก่อนเป็นของฉีอ๋องจริงเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้มันถูกเปลี่ยนมือเป็นของผู้อื่นแล้ว ผู้คนต่างรับรู้ว่าฉีอ๋องต้องการใช้เงินเพื่อดูแลกองทัพจึงขายสถานที่ตรงนั้นในราคาสูง”

    “สูงขนาดนั้นเลยหรือ”

    “ข้าก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่าขายในราคาใด จากที่ชาวเมืองลือกันเจ้าของใหม่ให้ราคาสูงมาก”

    “ฉีอ๋องขายหอแห่งนั้นเพื่อนำเงินมาจ้างเจ้านายเจ้าจัดหาเสื้อกันหนาวให้กับกองทัพใช่หรือไม่”

    เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ คนทั้งจังหวัดรู้ว่าเสื้อกันหนาวที่จ้างเย็บล้วนต้องถูกส่งไปให้กองทัพ

    “คุณชายเข้าใจถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูข้าเป็นผู้รับจัดหาเสื้อกันหนาวให้กับกองทัพ”

    “คุณหนูเจ้าอยากเป็นพ่อค้าหลวงหรือ”

    “คุณหนูไม่ได้คิดจะเป็นพ่อค้าหลวงเจ้าค่ะ”

    “คุณหนูเจ้าได้ส่วนต่างจากการจัดหาเสื้อกันหนาวเยอะหรือไม่”

    ซูเซียงทำได้เพียงยิ้มตอบกลับ มิยินยอมตอบคำถามประโยคนี้

    “เจ้าช่างซักไซ้นัก” หมอหยางปรามหลานชายที่ไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น ต่อให้เป็นพ่อค้าหลวงยังไม่อยากรับงานหินเช่นนี้

    หยางหนิงจินยอมหยุดซักไซ้ หันมาสนใจอาหารตรงหน้า บ่าวสองคนที่ติตตามมาด้วยต่างได้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนาย

    ซูเซียงยืนนิ่งเงียบ ใบหน้านางใสซื่อจนผู้คนมองไม่ออกว่านางโป้ปดเก่งเกินวัย คุณหนูสอนนางว่าต้องพูดอย่างไรเมื่อมีคนมาถามถึงเรื่องนี้

    [1]  เซียนเปย คือ พวกอนารยชนทางตอนเหนือแผ่นดินจีนที่ชาวฮั่นเรียกว่า ชาวหู (ชาวหูที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น พวกซยงหนู  เซียนเปย และเจี๋ย)

    ​

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน