เมื่อรู้สึกว่ามีคนจ้องมอง หญิงสาวก็หันมองหาต้นสาย
สุดท้ายพบเข้ากับแม่ทัพและนายกองที่นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม นางสบตาเข้ากับพวกเขาชั่วครู่ต่อมาก็หันหน้าหนี ตัวแข็งทื่อไม่กล้าหันมามองอีก
ถงซีห่าวหัวเราะหึ ๆ “นางหวาดกลัวเสียแล้ว”
“นางไม่กลัวสิแปลก”
“ข้ายังไม่เห็นใบหน้าเต็มของนางเลยสักครั้ง ถอดผ้าคลุมก็ยังมีผ้าปิดอีกครึ่งหน้าไว้ นี่ก็แปลกจริงเชียว หรือที่ลือว่าใบหน้านางเกิดแผลน่าเกลียดจะเป็เื่จริง จิ๊จิ๊ ช่างน่าสงสาร ใครมันอำมหิตเพียงนี้ ทำลายใบหน้าสตรีได้ลงคอ”
บิดาบุญธรรมนางก็หวงยิ่งกว่าอะไร คนที่เอาผ้าห่อใบหน้านางก็เป็เขานั่นแหละ
เกิดแผลน่าเกลียด?
ซ่งเทียนเหิงนึกถึงใบหน้าที่ไร้การปกปิดคืนนั้น ได้แต่พึมพำ “นางปิดหน้าไว้เช่นนั้นแหละดีแล้ว”
ฉายา ‘นายกองหูผี’ ของถงซีห่าวใช่จะไร้ที่มา เขาหูดีอย่างกับหูผีเลยทีเดียว
“หืม? ว่ากระไรเช่นนั้นเล่า หรือเ้าเคยเห็น โอ้! ท่าทางเช่นนี้คงไม่ใช่อัปลักษณ์ นางงามมากรึ!”
ซ่งเทียนเหิงกระดกชาดื่มดับความกระหายจากส่วนลึกของจิตใจ เขาพยักหน้าหนึ่งทีเป็การยืนยัน
ถงซีห่าวเบิกตากว้างหันขวับไปมองแผ่นหลังบอบบางเขม็ง คล้าย้ามองทะลุให้เห็นใบหน้าที่สหายบื้อบอกว่างาม เ้าหมอนี่วัน ๆ เอาแต่พร่ำเพ้อถึงแม่นางไป๋ในดวงใจ บอกว่าใครก็ไม่งามเท่า สำหรับเขา สตรีนางอื่นเหมือนกันหมด ตอนนี้กลับยอมรับสตรีนางหนึ่ง ว่างาม
โอ้์! อยากเห็นเหลือเกินว่า ใบหน้านางจะงดงามเพียงใด
“มิน่าเล่า ตาแก่นั่นถึงหวงนัก” ถงซีห่าวหรี่ตาลง ท่าทางเ้าเล่ห์ยิ่งนัก
ทั้งคู่รู้จักกันั้แ่รู้ความ ยามเด็กร่ำเรียนเล่นฟันดาบ โตมาเป็สหายร่วมรบผู้รู้ใจ เพียงเห็นแววตาไม่น่าไว้ใจนั่นซ่งเทียนเหิงก็รู้ความคิดอีกฝ่ายแล้ว
“อย่าเปิดต่อหน้าผู้อื่น” ไม่มีการห้ามปราม เพียงบอกให้ระวังสักหน่อย
“ได้เลย!” ถงซีห่าวรับปากพร้อมตบเข่าฉาด ก่อนจะเข้าสู่ความจริงจัง “พอเ้าทักแล้วก็เห็นว่ามีบางอย่างไม่เข้าพวกจริง ๆ นางร่างบอบบางอ้อนแอ้น ผิวพรรณขาวกระจ่าง ไม่คล้ายสตรีชนเผ่า ดูไร้เรี่ยวแรงเหมือนสตรีในเมืองเสียมากกว่า”
“ตอนที่พบกัน นางยิงธนูช่วยข้าและทหารเอาไว้ ไม่ได้อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเช่นเ้าว่าแน่ กับชาวเผ่าก็ดูสนิทสนมชิดเชื้อกันดี ไม่คล้ายคนแปลกหน้า”
“หรือจะเป็พวกผ่าเหล่า”
“พวกผ่าเหล่า?”
“ก็พวกที่เกิดมาแปลกแยก อย่างเช่น...คุณหนูจวนกู้นั่นอย่างไร ทั้งบ้านเป็บัณฑิตมาสิบกว่ารุ่น นางกลับชอบจับดาบจับกระบี่ ความเป็กุลสตรีหามีไม่”
“เ้าโกรธที่ถูกนางจับทุ่มมากกว่ากระมัง”
ถงซีห่าวถลึงตาใส่ไม่ยอมรับคำกล่าวหา “ร่างกายนางสูงใหญ่บึกบึนไม่เหมือนพี่น้องหญิงในตระกูล นี่ก็คือการผ่าเหล่าผ่ากอ กรณีนี้ก็แค่กลับกันเท่านั้น”
ซ่งเทียนเหิงยังไม่วางใจ มันจะเป็เื่บังเอิญเช่นนั้นจริงหรือ คุณหนูกู้คนนั้นไม่เหมือนใครในรุ่น แต่บิดาบอกว่านางเหมือนปู่ที่ล่วงลับไปไม่มีผิด เป็บัณฑิตผู้ฝึกยุทธ์ที่ร่างกายสูงใหญ่บึกบึน
“หากเ้าไม่สบายใจ ข้าจะไปสืบให้แน่ชัดเอง” ไม่ควรละเลยผู้มีลางสังหรณ์แม่นยำราวนักพรตเช่นเทียนเหิง
“ดี”
ครั้นก้าวผ่านประตูใหญ่ของเมืองหลวง เหอซือซือกล่าวลาแม่เฒ่าและคนอื่น ตัวนางจะติดตามบิดาบุญธรรมไป
“ทุกคนรักษาตัวด้วย” เหอซือซือเข้าสวมกอดหญิงชราผู้ดูแลตนมาตลอดทาง นางกระซิบเสียงแ่เบา “โปรดรับไว้”
“ไปกันได้แล้ว” เสียงบิดาบุญธรรมเอ่ยเรียก เหอซือซือผละออกมาพยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นเดินไปหาคนที่ยืนรอ “ชักช้าจริง”
“ข้าใช้เวลายังไม่เท่ารินชาใส่ถ้วยเลย”
เขาสะบัดอาภรณ์ตัวยาวเชิดปลายคางขึ้นสูง “ร่ำลากระไรนักหนา ล้วนอยู่ในเมืองหลวง ไปเจอกันเมื่อใดก็ได้”
“เมืองหลวงใหญ่โต ตอนนี้ข้าเป็บุตรท่านแล้วจะมีเวลาไหนไปเจอพวกเขาอีก”
ถูกประจบประแจงไปหนึ่งยก ในที่สุดหลิวซงก็อารมณ์ดี
“ใช่ เมืองหลวงใหญ่โตอย่างเ้าว่า ยังต้องใช้เวลาอีกหน่อย ไปกันเถอะ”
บุตรชายทหารของหญิงชราเอ่ยฝากฝังมารดาและเหล่าพี่น้องในเผ่ากับสหาย
“เขาคือจางอวี๋ เป็สหายในกองทัพของข้า พวกท่านตามเขาไปรอข้าที่บ้านก่อน” สหายคนนั้นน่าจะอยู่ใน่นอกเวลาทำงาน เขาแต่งกายธรรมดาไม่ใช่ชุดทหาร
“อาเจ๋อไม่ไปด้วยกันหรือ”
จิ๋วเจ๋อส่ายหน้า “ข้ายังต้องติดตามท่านแม่ทัพไปรายงานตัว ไว้เสร็จแล้วข้าจะรีบกลับ ท่านลุงท่านป้าทั้งหลาย ตามไปที่บ้านข้าก่อน สหายคนอื่นจะไปรับพวกท่านทีหลัง”
“อ่า ได้ ๆ เ้าไปเถอะ พวกเราดูแลแม่เฒ่าเอง”
จิ๋วเจ๋อหยิบถุงเงินออกมายัดใส่มือมารดาชรา “ใช้เงินนี่ซื้อของกินของใช้นะขอรับ ไม่ต้องเสียดาย ข้าอาจกลับช้าหน่อย สองหรือสามวันก็ไม่แน่”
“ข้าเข้าใจแล้ว รีบไปเถอะ พวกเขาไปกันถึงนู่นแล้ว”
จิ๋วเจ๋อพยักหน้า ไม่ลืมหันไปกำชับสหาย “ข้าฝากเ้าด้วย”
“ไม่ต้องห่วง ข้าดูแลเอง” เขาตบบ่าให้สหายคลายกังวล
ตอนได้ยินว่าจะเกิดเื่ที่ด่านนอก สหายก็จิตใจว้าวุ่นเป็ห่วงมารดาเฒ่าอยู่ตลอด กล่าวว่ามารดามีเขาผู้เดียว เป็ลูกหลงที่มารดามีตอนอายุมากแล้ว ถึงกับอาสาเสนอตัวไปกับท่านแม่ทัพ
รับมาอยู่ด้วยที่นี่ได้ คงสบายใจหายห่วงแล้ว
“เรียกข้าอาอวี๋ก็ได้ เอ่อ ไม่สิ คงฟังข้าไม่รู้เื่ เอาเป็ว่า ทางนี้ เชิญ ๆ” พูดคุยคนละภาษา จางอวี๋ก็จนใจได้แต่ทำมือทำไม้ให้ตามมา
แม่เฒ่ายิ้มแล้วเดินตามไป มองดูถุงเงินน้ำหนักไม่น้อยในมือ รู้สึกว่าบุตรชายพึ่งพาได้จริง ๆ จากนั้นก็ตบอกเสื้อ ทองคำที่ถูกยัดมาก็หนักไม่แพ้กัน
“ยังต้องตามขบวนทหารไปด้วยหรือ ไม่ตรงกลับบ้าน...จริงสิ หรือบ้านท่านจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง” เหอซือซือถือกล่องยาตามติดหลิวซง
“ข้าเป็หมอที่ทำงานให้กองทัพหรือก็คือทำงานให้หลวง กลับมาย่อมต้องรายงานตัว” ...ยังต้องไปยื่นหนังสือลาออกด้วย
เหอซือซือพยักหน้ารับรู้ ในใจรู้สึกกังวลยิ่งนัก
ไปพบคนใหญ่คนโต เกรงความจะแตก
“ไม่ต้องกังวล เป็บุตรีข้าแล้วที่เหลือข้าจัดการเอง” คำกล่าวหนักแน่นทำให้สตรีตัวน้อยใจชื้น ทว่าผู้พูดไม่สนใจเื่นั้น เขาหันมากำชับเป็รอบที่เท่าไหร่ก็สุดรู้ว่า “เ้าระวังตนไว้ก็พอ ใบหน้าของเ้าปิดไว้ให้มิดชิด”
นางขมวดคิ้วหันมองไปรอบ ๆ รู้สึกว่าคนเมืองหลวงแต่งกายสะอาดสะอ้าน สตรีล้วนผิวพรรณผ่องใส รูปร่างสะโอดสะอง สวมเสื้อผ้างดงาม บางคนใบหน้าก็งามมากเช่นกัน เหอซือซือรู้สึกคิดถูกแล้ว
ซ่อนใบไม้ต้องซ่อนในป่า อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ใบหน้าของตนก็น่าจะพอซ่อนเร้นได้
“คนในเมืองหลวงล้วนงดงาม ใบหน้าของข้าคงไม่เป็ปัญหามากหรอกกระมัง”
ปัญหาอยู่ที่จอมยุทธ์หญิงที่เติบโตในสำนักยุทธ์ที่มีแต่สตรีนั้นรู้จักโลกน้อยเกินไป เหอซือซือเป็กำพร้ามารดาสิ้นแต่เด็ก ใบหน้าผู้ให้กำเนิดเป็อย่างไรก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำ นางถูกอาจารย์เ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงดู ต่อมาจึงกราบเป็ศิษย์อาจารย์
สำนักฮวาซานมีแต่สตรี ส่วนใหญ่งดงามกันทั้งนั้น ทุกผู้คนท่วงท่าสง่างาม เหอซือซือที่เติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนั้นจึงค่อนข้างโลกแคบ มองว่าใบหน้าของตนเพียงดูดีกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
เมื่อสำนักมีปัญหาจำต้องระหกระเหิน ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้หนึ่งบอกให้ปิดบังใบหน้าไว้ ในความเข้าใจคือ ป้องกันผู้ประสงค์ร้ายจดจำได้ ไม่ได้คิดว่าปัญหาแท้จริงอยู่ที่ใบหน้านางนั้นงดงามเกินไป จนกระทั่งเริ่มตกเป็เป้าสายตาและบิดาบุญธรรมยังกล่าวถึง
หลิวซงหันขวับมาจนคอแทบเคล็ด “ไม่เป็ปัญหามาก? เป็ปัญหามากต่างหาก! บุตรีข้า เ้าเบิกตามองให้ดีอีกสักที จริงอยู่ที่คนเ่าั้หน้าตาไม่ถึงกับขี้ริ้ว บางคนก็จัดว่าหน้าตาดี แต่เมื่อเทียบกับเ้าแล้วห่างไกลนัก หากเ้าเป็ผ้าทอด้ายทอง พวกนางก็เป็ได้เพียงผ้าฝ้ายระดับกลาง คุณหนูสกุลผู้ดีในเมืองมีหลายคนที่เรียกได้ว่าโฉมงาม แต่ผ้าไหมธรรมดาจะสู้ผ้าทองได้อย่างไร! ใบหน้าของเ้าเป็ปัญหาอย่างยิ่ง อยากอยู่อย่างสงบจงปิดหน้าเอาไว้ อย่าให้ผู้ใดเห็นพร่ำเพรื่อ”
“...”
เช่นนั้นข้ามิต้องปิดบังใบหน้าไปตลอดชีวิตหรือไร
หมอชราคล้ายได้ยินเสียงบ่นในใจ เขากล่าวว่า “ถึงบ้านแล้วค่อยเอาผ้าออก ตอนนี้อยู่ด้านนอกฐานะของเ้ายังไม่มั่นคง พยายามอย่าชักปัญหาเข้ามา”
“...” เหอซือซือทำได้เพียงเม้มปาก แล้วพยักหน้าตอบ “เ้าค่ะ”
ในท้องพระโรง
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรร่างสูงใหญ่องอาจของแม่ทัพหนุ่มอย่างสงบนิ่ง มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเล็กน้อย พระพักตร์ดูอบอุ่นอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
บุตรชายสกุลซ่งอายุน้อยก็ได้เป็แม่ทัพ บิดาผู้เป็แม่ทัพใหญ่เป็ที่เกรงขามของเหล่าขุนนางบู๊ ขุนนางบุ๋นเกรงอกเกรงใจไม่กล้าหักหน้า ประชาชนเคารพสรรเสริญเกินหน้าเกินตาเ้าครองแคว้นอยู่บ้าง แต่สกุลซ่งขึ้นชื่อเื่ความภักดีอย่างยิ่ง
วางตัวเป็กลางในราชสำนัก สนับสนุนฮ่องเต้เท่านั้น...
ด้วยเกรงจะมีคนฉวยโอกาสหาช่องใส่ไคล้ ชิงเข้าเฝ้ากราบทูลเจตจำนงคืนป้ายทองประดับยศแม่ทัพใหญ่ทันทีที่บุตรชายได้เป็แม่ทัพ รวมทั้งคืนกำลังทหารใต้บัญชาเข้าส่วนกลางอย่างมิลังเล