เที่ยงนี้สือจิ่วไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง เธอมากินข้าวที่บ้านถานตามคำชวนของท่านย่าหลิน
“กำลังตั้งท้องอ่อนๆ ยิ่งต้องระวัง เ้าอยู่นิ่งๆ ไปก่อนเถอะ”
“ข้าอยากตรวจดูว่าของในบ้านมีจุดไหนต้องซ่อมต้องเปลี่ยนบ้างน่ะเ้าค่ะเตาฟืนยังใช้ได้ดี พอเข้าหน้าฝนหน้าหนาวจะได้หมดห่วง”
“เ้าน่ะขี้เกรงใจไม่เปลี่ยน พวกเราไม่ใช่คนอื่นไกลเสียหน่อย”
สือจิ่วยิ้มขอบคุณความใจดีของนาง ท่านย่าหลินทำกับข้าวมื้อละสามอย่างนอกจากน้ำแกง อาหารสองอย่างเน้นเผ็ดร้อนและออกรสเลี่ยนเยิ้มด้วยน้ำมันเธอสังเกตว่าท่านปู่มักไอบ่อยครั้ง อาหารที่กินอร่อยปากก็จริงแต่มีส่วนให้ระคายคอแน่ๆ
คนโบราณเจ็บป่วยและตายได้ง่าย เพราะวิวัฒนาการด้านการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้าและไม่ทั่วถึงจะหาหมอสักคนยังเป็เื่ยาก อย่างท่านหมอเวินของหมู่บ้านก็ตรวจรักษาสารพัดโรคั้แ่ทารกยันแก่ชราสมุนไพรพื้นฐานกับการฝังเข็มคงจะไม่ได้ผลครอบจักรวาลขนาดนั้น
นอกจากระวังเื่ตัวเองกำลังตั้งท้อง สือจิ่วอยากตรวจสุขภาพแบบละเอียดสักหน่อยเ้าของร่างเดิมเพราะตรอมใจกับชะตาชีวิต หลายเดือนก่อนจึงไม่ดูแลตัวเองเท่าไร แม่สุขภาพอ่อนแอเธอเกรงจะมีผลกับอาจื้อ เด็กโบราณอัตราการตายแรกเกิดถึงสามเดือนค่อนข้างสูง การดูแลป้องกันแต่เนิ่นๆย่อมดีกว่าตามรักษาทีหลัง สมดุลอินหยางในร่างกายมีความสำคัญกับสุขภาพวิธีดูแลตัวเองได้ง่ายที่สุดก็คืออาหารกับสภาพชีวิตความเป็อยู่ในแต่ละวัน
สือจิ่วจึงเกริ่นถามถานเจ๋อเื่หากอยากจะพบหมอคนอื่นจะไปพบได้ที่ไหน
“ข้าถามเผื่อไว้ถ้าหมอเวินติดขัดรักษาไม่ได้ เราจะได้มีทางออกข้าห่วงอาจื้อกับทุกคนน่ะนะ” พรุ่งนี้จะมีตลาดซื้อขายหน้าวัดอิ่นเหมินเธอภาวนาให้ปิ่นหยกขายได้ราคาดีหน่อยเผื่อจะได้แบ่งเป็ค่าหมอ
“โรงเตี๊ยมเฟิ่งเผยน่าจะมีคำตอบ” แหล่งรวมผู้คนและข่าวสารในโลกโบราณนอกจากหอนางโลมก็มีแค่โรงเตี๊ยมเว้นแต่ตัวเมืองใหญ่ๆ นั่นแหละถึงมีสำนักคุ้มภัยควบกับการขายข้อมูล
เมื่อแน่ใจว่าตัวเองต้องสวมบทบาทของถานเจ๋ออย่างไม่รู้กำหนดเลิก เขาจึงกล่าวฝากเสี่ยวจิ่วไว้กับท่านปู่ท่านย่า
‘เ้ายังรักนางอยู่หรือ’
เพราะนางเป็หญิงหม้าย ชื่อเสียงถูกทำลาย พวกท่านย่อมกังวลอยู่บ้างถ้าความสัมพันธ์จะไปไกลเกินกว่าเพื่อนบ้าน
หากเขายังเป็ถานเจ๋อคนเดิม คำตอบเดียวที่มีก็คือรัก
แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่อาเจ๋อและไม่ได้รักหญิงสาว ทว่าหน้าที่ดูแลสองแม่ลูกอย่างไรก็ต้องเป็เขาการโกหกจะทำให้พวกเราได้อยู่ด้วยกัน
‘รักขอรับท่านย่าข้าอยากดูแลพี่เสี่ยวจิ่วกับลูกให้ดีที่สุด ตอนนี้นางเกลียดเฉิงหยางปิงเข้าไส้คิดว่าอีกไม่นานคงจะยอมรับน้ำใจข้า’
‘แล้วแต่พวกเ้าเถอะ’
เขาไม่ได้รังเกียจแม่ม่ายลูกติด ถ้าต้องลงเอยกับสือจิ่วก็ไม่เป็ไรเขารู้จักนิสัยใจคอนางดี อยู่ที่ว่านางจะลืมเฉิงหยางปิงได้หมดใจจริงหรือไม่เท่านั้นเอง
หนุ่มโสดที่แต่ก่อนก็ไม่ได้สนใจเื่รักใคร่ คิดง่ายๆ ถ้าจะต้องแต่งงาน(แม่ที่เกาสงร่ำร่ำอยากจับคู่เขากับลูกสาวคนรู้จักหลายรอบแล้วน่ะนะ) ขอแค่อยู่ด้วยกันไม่มีเื่ชวนทะเลาะเป็คู่คิดทำมาหากินพาชีวิตไม่อดอยากไส้กิ่วก็พอ
มีเงินแล้วชีวิตจะสโลว์ไลฟ์ยังไงก็ได้ ยังหนุ่มแน่นร่างกายแข็งแรงมุ่งมั่นขยันค้าขายสักหน่อย บั้นปลายชีวิตเรียบง่ายของเขาคงมีความสุขกับการนั่งนับเงินแล้วเก็บใส่ไหฝังดินแน่
ยังดีที่เขาไม่ได้ตั้งระบบสังคมในนิยายให้พ่อค้ามีศักดิ์ศรีในแคว้นน้อยกว่าอาชีพอื่น[1]ไม่อย่างนั้นเส้นทางลืมตาอ้าปากคงได้สั้นกุด
หลายวันต่อมา ถานเจ๋อเริ่มวางแผนจะทำเตียงเตา
“ที่ผ่านมาพวกเราก็ทนหนาวได้นี่” นางกับสามีไม่เคยเห็นเตียงเตาหลานชายเล่าว่าเตียงแบบนี้มักใช้ในบ้านของคนภาคเหนือ
“แล้วทำไมปีนี้เราต้องทนเล่าขอรับท่านย่า มีเตียงเตาเก็บความร้อนของถ่านได้นานกว่ากะละมังไฟวางข้างเตียงแถมยังอุ่นกว่าด้วย อาจเป็เพราะข้าเคยจมน้ำล่ะมัง ตื่นกลางดึกรู้สึกมือเท้าเย็นเกรงเข้าฤดูหนาวแล้วร่างกายจะทนไม่ไหวต้องเจ็บป่วยเรื้อรังในภายหน้า”
ผู้เฒ่าทั้งสองคนรักหลานชายมาก เขาให้เหตุผลอะไรก็เชื่อตามนั้น แคว้นฉางฝูในฤดูหนาวหิมะจะตกทั่วถึงทุกเมืองจ้าวต่งิตัวละครหลักของเขาก็เกือบจะหนาวตายกลางหิมะตอนเก้าขวบรู้อย่างนี้แล้วเขาไม่ขอเสี่ยงอยู่แบบหนาวโดยไม่เตรียมรับมือหรอกนะ
บ้านของเขากับสือจิ่วพื้นเป็ดินเหนียว ผนังก่ออิฐดิน หน้าต่างขึ้นไปถึงเพดานเป็โครงไม้มุงหลังคาด้วยตับหญ้าแฝกพวกเขามีบ้าน มีที่ดินทำกิน ถือว่ามีความเป็อยู่ไม่ได้ยากจนถึงขั้นต้องนอนกระท่อมไม้ไผ่ผุๆ
กำลังจะเข้าฤดูร้อน เหมาะกับการทำอิฐดินดิบ บ่อตื้นข้างบ้านเคยให้เป็ดไก่ลงเล่นน้ำจึงถูกใช้แช่ดินที่เขาไปขนมาจากที่นารอดินอมน้ำกลายเป็โคลนเหลวก็ผสมแกลบกับฟางสับลงไป สองแรงแข็งขันช่วยกันกับท่านปู่วัยห้าสิบสามปีอีกราวสิบห้าวันต่อมาก็ได้อิฐดินดิบถอดจากพิมพ์ไม้ วางตากเรียงรายอยู่บนลานดินทั้งสองบ้านสำหรับเตรียมพร้อมทำเตียงเตา
สือจิ่วไม่ได้อยู่เฉยนางช่วยพลิกก้อนอิฐตากแดดเท่าที่ท่านย่าเขาจะปล่อยให้ผู้หญิงตั้งท้องอ่อนทำ อายุสิบเจ็ดปีเขายังไม่ร่ำรวยพอจะสร้างบ้านไม้เนื้อแข็งทั้งหลังมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา รวมถึงสร้างรั้วรอบขอบชิดกว่านี้ เช่นนั้นมาลองกันสักตั้งขอเวลาสักสิบไม่เกินสิบห้าปี เขาอาจจะมีบ้านหลังใหญ่เป็ของตัวเองก็ได้
[1] จีนสมัยโบราณ กลุ่มคนที่ถูกนับหน้าถือตามากสุดคือข้าราชการ ปัญญาชน รองลงมาคือชาวนาอันดับสามช่างฝีมือ คนใช้แรงงาน สุดท้ายคือพ่อค้า เพราะถือว่าเป็กลุ่มคนไม่รักถิ่นฐานบ้านเกิดใช้ชีวิตไม่เป็หลักแหล่งรอนแรมค้าขายไปเรื่อย บ้างก็คิดว่าพ่อค้ามักขูดรีดทำกำไรจากการนำสินค้าจากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่ง