บทนำ
“อ๊าก!!”
เสียงร้องสุดท้ายก่อนที่ร่างในชุดเกราะจะล้มลงไป เลือดสีแดงสาดกระจายทั่วพื้นหินอันเย็นเฉียบมัจจุราชที่คร่าชีวิตมีรูปร่างหน้าตาคล้ายหมาป่ายืนสองขาตัวใหญ่ยักษ์ กระจายตัวเข้าโอบล้อมเหล่าคณะเดินทางอย่างกระหายเลือดผมสีดำของชายหนุ่มที่ปกติกระเซอะกระเซิงบัดนี้ยิ่งชี้ฟูเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยุ่งยาก เขายกโล่ขึ้นต้านการโจมตีของเดวัลกลุ่มนี้ เบื้องหลังของเขามีเด็กสาวกุมด้ามไม้คทาไว้แน่นขณะบริกรรมคาถาบทหนึ่ง
เดวัล คือคำที่ผู้คนบนโลกนี้ใช้เรียกเหล่าสัตว์ประหลาดทั้งหลายหรือสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตามที่เกินกว่าความเข้าใจของพวกเขา มันเป็นมากกว่าสัตว์ทั่วไป มีสติปัญญา รูปร่างที่ดูผิดธรรมชาติ ใช้เวทมนตร์ได้ แน่นอนว่ารวมไปถึงเจ้าหมาป่าตัวใหญ่ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้านี่ก็คือเดวัลสายพันธุ์หนึ่ง
“รีเซอร์เรคท์!” หัวไม้คทาเปล่งแสงสว่างวาบ แสงสว่างสีขาวปรากฏเหนือร่างเพื่อนร่วมกลุ่มผู้ไร้ลมหายใจ มันกลายเป็นหยดน้ำทันทีที่สัมผัสกับหน้าผาก เจ้าของใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาดพลันกระตุกเฮือกหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
[รีเซอร์เรคท์ (Resurrect) คาถาระดับสูงของนักบวช ใช้สำหรับคืนชีพให้ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุผิดธรรมชาติ เช่นถูกทำร้ายจนเสียชีวิต โอกาสสำเร็จขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ใช้และระยะเวลาเสียชีวิตของผู้ที่ได้รับการคืนชีพ]
“รีบลุกก่อนที่จะโดนฆ่าอีกรอบ” ชายหนุ่มผมดำร้องบอกไม่ทันขาดคำ ปีศาจหมาป่าก็กระโจนเข้ามาขย้ำร่างที่เพิ่งฟื้นชีพจนสิ้นใจตายไปอีกครั้งโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องเขาสบถขณะใช้โล่ผลักศัตรูตรงหน้ากระเด็นแล้วตวัดดาบในมือขวาตัดคอศัตรูอีกตัว จากนั้นกวาดตามองหาทางหนีทีไล่ แต่ก็พบกับความสิ้นหวัง
“ข้าร่ายคาถาไม่ไหวแล้ว” เด็กสาวพูดอย่างเหนื่อยหอบหลังจากร่ายเวทมนตร์ชุบชีวิตอีกรอบทว่าไร้ผล
คณะเดินทางของพวกเขาที่ตอนแรกมีอยู่เจ็ดคน หลังจากเข้ามาที่วงกตแห่งนี้ตอนนี้เหลือเพียงแค่...
“เราสองคนหนีออกไปตั้งหลักก่อนเถอะ” เมื่อเห็นแววว่าไม่มีทางรอด ฝ่ายชายจึงเอ่ยปากขึ้น
“แต่ว่า...ขอข้าลองใช้เวทชุบชีวิตอีกสักครั้งเถอะค่ะ” น้ำใสๆ เริ่มปริ่มขึ้นขอบตาของเด็กสาว เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามไม่ร้องไห้ออกมา เธอรู้ตัวว่าพลังเวทมนตร์ของเธอถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ความดื้อดึงทำให้เธอยังไม่ยอมแพ้ เธอตะโกนร่ายคาถา ‘รีเซอร์เรคท์’ ครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่ามันจะไม่ได้ผลแล้วก็ตาม
“เจ้าทำดีที่สุดแล้ว” เขาปลอบใจ แต่ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวเศร้าเสียใจ “ข้าให้สัญญาณแล้วเจ้าก็รีบวิ่งย้อนออกไปทางเดิมเลยนะ เปิดทางเสร็จแล้วข้าจะรีบตามไป”
เมื่อสิ้นคำชายหนุ่มก็ยัดแผ่นหนังใส่มือเธอ มันคือแผนที่ทางวงกตเขียนด้วยลายมือแบบลวกๆ ที่ได้มาโดยแลกกับชีวิตของพรรคพวกอีกห้าคน
“ค่ะ” เด็กสาวตอบรับทั้งน้ำตา
ปีศาจหมาป่าที่อยู่รายรอบราวกับรับรู้ว่าเหยื่ออันโอชะกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่จึงเข้ามาประชิดมากกว่าเดิม
“เอาล่ะนะ...หนึ่ง สอง...”
“เดี๋ยวค่ะ!” นักบวชสาวร้องห้ามเพราะเธอเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้ “ท่านไม่ได้คิดจะตามไป แต่จะอยู่สู้ที่นี่เพียงคนเดียวสินะคะ ข้าไม่ยอมหรอกค่ะ เราต้องรอดไปด้วยกัน”
เขาส่ายหัว “ฟังนะฮาจา แผนที่นี้จะช่วยให้นักเดินทางกลุ่มอื่นมาถึงตรงนี้ได้ ถ้าเรามาตายกันหมดที่นี่ ความตายของทุกคนจะสูญเปล่า”
ได้ยินดังนั้นเด็กสาวก็นิ่งไป เธอพยักหน้าอย่างยากลำบาก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยเปิดทางให้อีกแรงค่ะ”
“ตกลง พร้อมนะ หนึ่ง สอง...”
โครม!
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะนับถึงสาม เสียงอะไรบางอย่างก็กระแทกกำแพงเสียงดังทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปมองก็พบว่าปีศาจหมาป่าตนหนึ่งถูกฝังอยู่ในกำแพงอย่างหมดสภาพ พวกเขาได้แต่งุนงงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นปีศาจหมาป่าตนอื่นหูหางลู่ลงแล้วร้องเสียงหลง พากันวิ่งหนีไปหมด
“อะไรกัน มีมนุษย์เข้ามาถึงนี่ด้วยรึ” เจ้าของเสียงเดินมาจากทิศตรงข้ามกับที่ร่างปีศาจหมาป่าพุ่งลอยละลิ่วไป เขาหรือเธอผู้นี้ถือดาบพาดบ่าท่าทางสบายอารมณ์ในขณะมองสำรวจทั้งสองที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมไร้สิ้นเรี่ยวแรง
“เจ้าก็มนุษย์ หรือว่าไม่ใช่” ชายหนุ่มย้อนถามกลับพลางมองสำรวจฝ่ายตรงข้ามบ้างว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่ ผู้ที่มาช่วยชีวิตเขาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่นี้มีรูปร่างไม่สูงนัก ผมสั้นสีน้ำตาล ผิวขาวเนียนราวกับหญิงสาว นัยน์ตาสีน้ำเงินคมกล้า จมูกเป็นสัน รวมทั้งเครื่องหน้าอื่นๆ หากเป็นชายคงเป็นหนุ่มหน้าสวย หากเป็นหญิงคงมองว่าเป็นสาวหน้าตาดี สิ่งที่น่าจะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายคือเพศอะไรมีเพียงอย่างเดียว...หน้าอกแบนราบแข็งแรงนั่น
“มองอะไร น่าขยะแขยง”
จ้องนานเสียจนคนตรงหน้ารู้ตัว เขารีบเบนหน้าหนีก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง
...เป็นผู้ชายสินะ...
“ข้า...เอ็ดวาน” ชายหนุ่มผมยุ่งสีดำแนะนำตัว
“ข้าชื่อฮาจาค่ะ” เด็กสาวข้างกายเขาเอ่ยแนะนำตัวบ้าง “เมื่อครู่นี้ต้องขอบคุณมากนะคะ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ท่านเป็นคนไล่ปีศาจหมาป่าพวกนั้นไปได้”
“ก็ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยหรอก แค่บังเอิญเดินผ่านมาน่ะ” ผู้ที่ถูกขอบคุณไม่ได้สนใจนัก เขาหาวหวอดพลางโบกไม้โบกมือเหมือนจะบอกว่า ‘อย่าไปสนใจมันเลย’
“เดินผ่านมา?” เอ็ดวานทวนคำ “แล้วนั่นแบกของอะไรมารึ ข้าวของที่มีดูไม่เหมือนนักผจญภัยเลย” ถึงจะเสียมารยาทต่อคนที่เพิ่งจะช่วยชีวิตตัวเอง แต่เอ็ดวานก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกสงสัยในตัวชายแปลกหน้า เขาเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้มาเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ในที่อันตรายแบบนี้ได้
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ ข้าเป็นช่างตีอาวุธ แล้วของพวกนี้คือวัตถุดิบที่ข้ารวบรวมมาได้ในวันนี้” อีกฝ่ายรีบตัดบท
“ไม่มีอะไรแล้วสินะ ข้ากำลังจะกลับที่พัก”
“เดี๋ยวค่ะ เดี๋ยวๆๆ” ฮาจารีบร้องห้ามไว้ ด้วยความสูงระดับต่ำกว่ามาตรฐานหญิงชาวบริซาเนียทำให้คู่สนทนาต้องก้มหน้าคุยด้วย
“มีอะไรรึ”
“ท่าทางท่านเป็นคนมีฝีมือ ไม่ทราบว่าท่านพอจะเป็นกำลังให้เราได้ไหมคะ” เด็กสาวอ้อนวอน
“ขอร้องล่ะค่ะ ถ้าได้ท่านมาช่วย เราต้องสามารถปราบซอมบี้ลอร์ดได้อย่างแน่นอน”
ชายแปลกหน้าขมวดคิ้ว ทำหน้าราวกับจะบอกปัดว่าไม่ใช่เรื่องของเขาสักหน่อย เขานิ่งเงียบครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังที่ไม่เข้ากับท่าทางซื่อๆ ของนักบวชสาวก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสที่จะได้ทดลองอาวุธใหม่ๆ ที่เขาสร้างขึ้นก็เป็นได้สุดท้ายจึงพยักหน้าตอบตกลง
“เอ้อ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ ข้าลู...อ๊ะ! ไม่ใช่สิ ข้าโซลาร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายปริศนาแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ดูน่าสงสัย