ชื่อ : เฟรด้า
เผ่าพันธุ์ : เอลฟ์
อายุ : 167 ปี
อาหารที่ชอบ : อะไรที่หวานๆ
อาหารที่ไม่ชอบ : หนอนแมลง
สภาพร่างกายของผู้บริโภค : มีต่อมเกสรที่เป็พิษ
“ ( ม..หมายความว่ายังไงต่อมเกสรที่เป็พิษ วิเคราะห์มันได้ไหมน่ะ หือ? ) ”
[ ดอกหญ้าโบทูลิ เป็หญ้าที่เกิดตามโขดหินทางตอนใต้มันจะปล่อยกลิ่นเกสรออกมาเพื่อหลอกล่อเหยื่อให้กินมันเข้าไปแล้วมันจะค่อยๆกัดพลังชีวิตอยู่ในกระเพราะของเหยื่อ ]
“ ( เพราะงี้เองสินะพวกมอนสเตอร์ถึงไปบุกที่หมู่บ้านของเธอแล้วโดนกล่าวหาว่าเป็ตัวโชคร้าย และสีผมของเธอที่เป็สีดำก็น่าจะเป็เพราะว่ามันกำลังกัดกินพลังชีวิตของเธออยู่ ) ”
“ ( โสมหมื่นปีจะช่วยเธอได้ไหมน่ะ…งั้นลองดูละกัน ) ”
โซมะเดินไปหยิบโสมในไฮที่แช่ใส่น้ำไว้ออกมา จากนั้นตัดแบ่งโสมนิดหน่อยนำลงเครื่องปั่นและเทน้ำจากไฮที่แช่โสมในบริมาณที่พอดีและปั่นมัน เมื่อปั่นได้ที่แล้วเทใส่แก้วพักไว้จากนั้นนำถ้วยใบใหม่มา ใส่เนยสดรสเค็ม น้ำตาลทราย และใช้เครื่องตีไข่ตีจนขึ้นฟูเล็กน้อย จากนั้นนำไข่ขาว และใส่กลิ่นวานิลา และน้ำโสมที่ปั่นก่อนหน้านี้เทลงไป โรยเกลือและน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นฉุนของโสมและตีให้เข้ากัน จากนั้นร่อนแป้งเค้กลงไปแล้วตีอีกรอบ
เมื่อตีให้เข้ากันได้ที่แล้วแบ่งครึ่งอีกถ้วยแล้วนำสีผสมอาหารหยดลงเพื่อสีสันและตะล่อมให้เข้ากันและนำไปปานใส่แม่พิมพ์ตูเลที่เป็รูปสี่เหลี่ยมและวงกลม จากนั้นนำเขาเตาอบในอุณภูมิ 150 องศา ประมาณ 10 - 12 นาที
เสร็จแล้วนำไปพักทิ้งไว้และเริ่มทำไส้ นำไวท์ช็อกโกแลตไปละลายในไมโครเวฟ 30 วิ ถึง 1 นาที และคนให้ละลาย และนำไปพิมพ์หยดใส่แม่พิมพ์ตูเลที่เป็สี่เหลี่ยมกับวงกลมอีกครั้งชุดและแช่เย็นทิ้งไว้ 30 นาที
จากนั้นนำไวท์ช็อกโกแลตที่เหลือหยดใส่แป้งที่อบพักไว้แล้วนำมาประกบกับไส้ไวท์ช็อกโกแลตที่เตรียมไว้และเสร็จ
“ ทุกคนมากินของว่างกัน ” โซมะเรียกทุกคนมากินคุกกี้ที่เขาทำพร้อมกับชาเขียว
“ ว้าวคุกกี้ลิ้นแมวแหละ ” นัทสึกิกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นทำให้ไอรีนและฮาคุรู้สึกประหลาดใจ

“ นี่โลกของพวกเ้าเอาลิ้นแมวมาทำอาหารงั้นเหรอ ? ” ไอรีนถามด้วยความประหลาดใจ
“ ฮ่าๆใช่ที่ไหนล่ะคะ แต่ก่อนเขาทำออกมาเป็รูปร่างประหลาดที่คล้ายกับลิ้นแมวคะ เขาก็เลยตั้งชื่อมันว่าคุกกี้ลิ้นแมว ” นัทสึกิได้อธิบายให้ไอรีนและฮาคุฟัง หลังจากที่พวกเขาหายสงสัยพวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะชิมมันทันที
“ อืม~ อร่อยมาก หือ? ทำไมจู่ๆข้าก็รู้สึกว่าอาการเมาค้างของข้ามันหายไป ? ข้ายังไม่ได้ร่ายเวทเลยแท้ๆ” ไอรีนรู้สึกหลาดใจหลังจากกินเ้านี้เข้าไป นัทสึกิเกิดสงสัยแล้วลองชิมมันทันที
“ เอ๋ กลิ่นหวานฉุนเตะจมูกนี้มันอะไรกัน ? ”
“ ฮ่าๆ ฉันใส่โสมหมื่นปีเข้าไปน่ะ ”
“ ห๊า!? ” พวกเขาพาอุทานออกมาด้วยความใเพราะหลังจากที่กินเข้าไปมันทำให้อาการเมาค้างของไอรีนและฮาคุนั้นหายปลิดทิ้งรวมถึงอาการปวดท้องของนัทสึกิก็หายไปในทันตา
“ สุดยอด~ ”
“ ว้าวมันสุดยอดมากเลย นี้คือความฝันของหลายๆคนที่ไม่ชอบกินยาที่ขมแถมมันยังอร่อยมาก! ” พวกเขาทั้งสามคนไม่รอช้าที่แย่งกันเพื่อกินมันอีก เอลฟ์ตนนั้นที่ยืนมองอยู่ห่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นโซมะได้เดินไปยื่นให้เธออีกชุดที่เขาทำไว้เผื่อ
“ เธอก็ลองดูสิ ฉันคิดว่ามันน่าจะช่วยเื่คำสาปที่เธอพูดมาก่อนหน้านี้ได้นะ ”
“ … ”
เธอมีท่าทีที่ลังเลเล็กน้อยแต่ด้วยสีสันของมันทำให้เธออยากที่จะลิ้มลองและไม่รอเช้าเธอหยิบมันมาหนึ่งชิ้นแล้วชิมมันทันที
“ … ( อร่อยมาก หวานด้วย แต่ทำไมจู่ๆรู้สึกว่าร่างกายของฉันมันอุ่นจัง ) ” วินาทีนั้นจู่ๆน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว โซมะสังเกตเห็นแล้วใช้วิเคราะห์เพื่อตรวจสอบดูอีกครั้ง
ชื่อ : เฟรด้า
เผ่าพันธุ์ : เอลฟ์
อายุ : 167 ปี
อาหารที่ชอบ : อะไรที่หวานๆ
อาหารที่ไม่ชอบ : หนอนแมลง
สภาพร่างกายของผู้บริโภค : ปกติ
“ ( มันได้ผล ?! ต่อมเกสรถูกกำจัดไปแล้ว ) ” และในระหว่างนั้นก็มีระบบหน้าต่างเด้งขึ้นมา
[ เควสพิเศษวัตถุดิบล้ำค่า ]
[ โสมหมื่นปีเป็วัตถุดิบโบราณที่ถูกเรียกว่าเป็ยาที่สามารถรักษาได้ทุกโรคหรือยาอายุวัฒนะ ว่ากันว่ามันสามารถช่วยปลุกิญญาเพื่อฟื้นคืนชีพให้คนตายได้อีกด้วย ]
[ ภารกิจ : ใช้โสมหมื่นปีทำเป็อาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อช่วยเหลือลูกค้า 1/3 ( เฉพาะคนที่จำเป็เท่านั้น ) ]
[ รางวัล : เงินสด 100 ล้านเยน ]
[ ล้มเหลว : ปิดร้าน 365 วัน ]
[ ระยะเวลา : 7 วัน ]
“ สำเร็จ!! ” โซมะอุทานออกมาทำให้ทุกคนที่ได้ยินหันมามองเขาด้วยความสงสัย
“ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ ? ” ฮาคุถามด้วยความเป็ห่วง
“ ภารกิจใช้โสมหมื่นปีของฉันสำเร็จไปหนึ่งครั้งแล้ว ”
“ จริงเหรอ?! ได้ยังไง ? ” นัทสึกิแทรกถามออกมาด้วยความใทำให้เฟรด้ารู้สึกมึนงงและได้เช็ดน้ำตาของตัวเอง
“ ฉันรู้แล้วละว่าทำไมผมของเธอถึงเป็สีดำ มันไม่ใช่เพราะว่าเป็ความโชคร้ายหรือคำสาปอะไรนั้นหรอก ”
โซมะได้ยื่นโทรศัพท์ที่เปิดกล้องหน้าให้เธอดูแล้วน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอีกครั้งและเข่าทรุดลงไปนั่งกับพื้น ผมของเธอบางส่วนนั้นกลับมาเป็ผมสีเงิน เธอร้องไห้ออกด้วยความดีใจเพราะเธอคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นผมสีเงินของเธออีกแล้ว หลังจากนั้นโซมะก็ได้อธิบายที่มาที่ไปของเฟรด้าที่กลายเป็ผมสีดำให้คนอื่นฟัง
“ ใช่ ก็อย่างที่ฉันบอกไปว่ามันไม่ใช่เพราะคำสาปอย่างที่เธอว่า แต่มันคือดอกหญ้าโบโทลิ มันจะปล่อยกลิ่นเกสรออกมาเพื่อหลอกล่อเหยื่อให้กินมันเข้าไปแล้วมันจะค่อยๆกัดพลังชีวิตอยู่ในกระเพราะของเหยื่อ ”
“ ผมของเธอที่เป็สีดำก็เพราะว่าถูกดูดพลังชีวิตออกไป และเพราะงี้พวกมอนสเตอร์ที่ได้กลิ่นเกสรจากตัวของเธอจึงบุกไปที่หมู่บ้านของเธอยังไงละ ”
“ ป..เป็อย่างงี้เองหรอกเหรอ ? ” เฟรด้ายังคงประหลาดใจกับสิ่งที่โซมะเล่าออกมา
“ แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าไปกินไอ้เ้าหญ้านี้ได้ยังไง ”
“ หรืออาจจะมีใครจงใจให้เธอกินมันเพื่อที่จะไล่เธอออกจากหมู่บ้าน ”
นัทสึกิได้พูดออกมาลอยๆทำไมทุกคนประหลาดใจเล็กน้อย แต่มันก็มีความเป็ไปได้ที่เธอจะโดนวางยาแบบนี้ แต่ถึงยังไงเื่มันก็ผ่านมาแล้วเธอจึงไม่ได้คิดแค้นอะไรมากนักเธอทำได้แต่กล่าวขอบคุณโซมะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ นี่คือเหล้าสาเกที่หมักกับโสมหมื่นปีไว้ ลองดื่มวันแก้วเผื่อมันจะใช้ให้ผมของเธอกลับมาเป็สีเงินมากกว่านี้ ” โซมะได้ยื่นไฮเหล้าที่หมักกับโสมหมื่นปีไว้ให้เฟรด้าไว้ทาน
“ เฮ้ยขอฉันด้วยสิโซมะ ” ฮาคุเข้าไปกอดโซมะเพื่อที่จะอ้อนขอเหล้าหมักโสม
“ ไม่ได้ ฉันต้องใช้โสมทำอาหารอีกอยู่นะ ”
“ เอ๋ไม่จริงน่าา ”
“ บุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่มีวันลืมเลย บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าฉันควรจะตอบแทนนายยังไง ” เฟรด้ายังของร้องไห้ออกไม่หยุดด้วยความดีใจของเธอจึงกล่าวขอบคุณโซมะอีกครั้ง
“ ไม่เป็ไรหรอกไม่ต้องตอบแทนฉันก็ได้ ฉันยินดีอยู่แล้วที่อาหารของฉันช่วยเธอได้ ”
“ ต..แต่ว่า ”
เธอยังคงยืนกรานที่จะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ของโซมะให้ได้แต่โซมะก็ยืนกรานที่จะปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั้ง
“ งั้นขอให้ฉันได้เป็พนักงานเสิร์ฟที่ร้านของนายได้ไหม ? ”
“ เอ๋!? / ห๊ะ!? ”
โซมะและไอรีนอุทานออกมาพร้อมกันเพราะใกับคำพูดของเฟรด้า ไอรีนเสกป้ายที่มีรูปหน้าของเฟรด้าออกมาเพื่อที่จะประท้วง
“ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอม ” ไอรีนชูป้ายประท้วงเพื่อที่จะไม่รับเฟรด้าเข้ามาทำงานที่ร้าน เฟรด้าได้ใช้เวทลมทำลายป้ายนั้นภายในพริบตาทำให้ไอรีนรู้สึกโกรธขึ้นมาและพวกเธอก็ได้ทะเลาะกันอีกครั้ง
“ เฮ้อ…พอได้แล้วๆ เธอแน่ใจแล้วอย่างงั้นเหรอ ? ” โซมะถามอีกครั้งเพื่อให้เธอแน่ใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้
“ ใช่ ฉันแน่ใจ ” เธอยิ้มตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่มีความสุขแต่ไอรีนยังคงทำหน้าจ้องเขม็งใส่เฟรด้าทำให้พวกเธอนั้นทะเลาะกันอีกครั้ง
“ ( ยัยไอรีนนี้ตัวป่วนหาเื่ทะเลาะจริงๆเลย ) เฮ้อ…ตามใจเธอละกัน ”
หลังจากนั้นโซมะก็ได้ฝากให้นัทสึกิช่วยสอนงานเฟรด้าเกี่ยวการกับบริการ ส่วนฮาคุนั้นได้เทเลพอร์ตกลับไปที่เมืองของเขาเพื่อทำธุระส่วนตัว ส่วนไอรีนยังคงนั่งดื่มไวน์และอ่านหนังสือ และร้านของโซมะก็ได้เปิดให้บริการอีกครั้งซึ้งตอนนี้ร้านของเขาได้เทเลพอร์ตไปยังเมืองบาบิโลนอีกครั้งแต่ครั้งนี้ร้านของเขาได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของบาบิโลนซึ้งด้านหน้าร้านของเขานั้นอยู่เป็โรงเรียนอคาเดมี่ ซึ้งเป็โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์ของเหล่าขุนนางชนชั้นสูง
“ โห…แบบนี้คงยากที่พวกขุนนางจะมาใช้บริการร้านโทรมๆแบบนี้ ” นัทสึกิกล่าวออกมาหลังจากออกไปเดินสำรวจรอบๆร้านของโซมะ
“ นั้นสินะ แต่ก็ทำได้แค่รอก็แค่นั้น ” โซมะตอบกลับ
และหลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นมา เป็ชายดูมีอายุราวๆ 50 ส่วมใส่ชุดหรูหราบ่งบอกถึงชนชั้นสูงและส่วมแว่นตาที่มีเลนเดียว เมื่อเห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้านเฟรด้าได้กล่าวทักทาย “ ยินดีต้อนรับคะ ” ชายคนนั้นยังคงนิ่งเงียบแล้วมองไปรอบๆด้วยสายตาที่น่าขยะแขยง
“ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าร้านนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้ยังไงในเพียงชั่วข้ามคืน แต่นี้มันเขตของโรงเรียนอคาเดมี่ที่จะไม่ยินยอมให้ใครมาตั้งร้านอาหารแบบนี้ได้ง่ายๆหรอกนะ ” ชายคนนั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดพร้อมกับแสดงท่าทีที่เหนือชั้นออกมา
“ เอ่อ…ไม่ได้สร้างขึ้นมาอะไรแบบนั้นหรอกนะคะ ร้านนี้เป็ร้านอาหารจากต่างโลก มันจะเทเลพอร์ตไปสถานที่ต่างๆเองจึงมาโผล่ที่หน้าโรงเรียนแบบนี้ ” เฟรด้าพยายามอธิบายความเป็มาของร้านนี้ให้ชายคนนั้นฟัง
“ หืม ? งั้นเธอก็เป็เผ่าอสูรที่มาจากต่างโลกอย่างงั้นเหรอเป็เผ่าอสูรที่อัปลักษณ์อะไรแบบนี้ ”
คำพูดของชายคนนั้นทำให้เฟรด้ารู้สึกโกรธขึ้นมา เธอยังไม่คายเวทมนตร์ลวงตาออกเพราะงั้นคนอื่นจึงมองเห็นเธอเป็เผ่าอสูรหลังจากนั้นเธอก็ได้อธิบายไปว่าเธอเป็คนของโลกนี้เพียงแค่ขอมาทำงานด้วย ชายคนนั้นยังคงมองไปรอบๆแล้วเห็นไอรีนที่กำลังนั่งดื่มไวน์แดงในสภาพที่กำลังเมาได้ที่
“ ( หึ ร้านโทรมๆแบบนี้ยังมีไวน์แดงขายด้วยสินะนึกว่าอารยธรรมต่างโลกจะดูไม่ถึงไหนซะอีกถ้าดูจากร้านแล้ว ต้องลองตรวจสอบดูหน่อยซะแล้ว ) งั้นเอาเบียร์มาให้ฉันหน่อยสิและกับแกล้มมาด้วย ”
“ รอสักครู่นะคะ ” ชายคนนั้นเดินไปที่นั่งที่โต๊ะ 3 แล้วสั่งเบียร์กับเฟรด้า เฟรด้าเดินไปหาชายคนนั้นพร้อมยื่นผ้าขนหนูอุ่นๆและน้ำเปล่าให้แล้วเดินไปบอกออเดอร์กับโซมะ
“ ( หือ ? อย่างน้อยก็บริการใช้ได้ ส่วนน้ำเปล่าก็บรรจุแก้วใส ) ” หลังจากนั้นไม่นานเบียร์และกับแกล้มก็มาเสิร์ฟ
“ ( หือ? แก้วใส ถือว่าไม่เลวสำหรับสีของเบียร์และรสชาติ ) แล้วไอ้นี้มันคืออะไร ? ” ชายคนนั้นชี้ไปที่กับแกล้มที่นำมาเสิร์ฟด้วย
“ อ๋อมันคือกะหล่ำปลีดองคะ ” เฟรด้าตอบกลับ
“ ( เฮ้อ…ร้านอาหารแบบไหนใช้กะหล่ำปลีเป็กับแกล้มเนี่ย ช่างอนาถาอะไรแบบนี้ ) ” ชายคนนั้นถอนหายใจออกมาแล้วหยิบขึ้นมากินอย่างช่วยไม่ได้
กรุบ ~
กรุบ ~ กรุบ ~ กรุบ ~ กรุบ ~ " ( นี้มัน!? อร่อย!? รสเค็มที่ผ่านการดองและรสหวานของกะหล่ำปลี!? ) "
กรุบ ~ กรุบ ~ อึก อึก อึก ตึง! “ ( ไอ้เศษดำๆนี้คงเป็สาหร่ายสินะที่ช่วยเพิ่มความเค็มขึ้นมานิดหน่อยและปรุงด้วยเครื่องเทศอ่อนๆ ) ”
“ ( นี่คือทั้งหมดที่ปรุงไปอย่างงั้นสินะ แต่ทำไมฉันถึงหยุดกินไม่ได้ ) ”
กรุบ ~ กรุบ ~ กรุบ ~ “ ( !? มันหมดแล้ว ถ้ามันไม่หมดเราคงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการกินกะหล่ำปลีอันนี้แน่ๆ ) ”
“ ติดใจแล้วอย่างงั้นสินะคะ ” เฟรด้าพูดขึ้นมาหลังจากเห็นท่าทีของชายคนนั้นกินกะหล่ำปลีไปหมดภายในไม่กี่นาที
“ โทษทีนะ แต่ฉันยอมรับไม่ได้ว่านี้คืออาหารหรอกนะ ถึงแม้ว่ารสชาติจะเป็อะไรที่สร้างสรรค์ก็ตาม ”
“ งั้นเหรอคะ~ ”
ชายคนนั้นยังมีท่าทีอีโก้ออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้เฟรด้ารู้สึกหมั่นไส้เล็กๆน้อยๆแต่เธอก็ต้องอดทนไว้ จากนั้นชายคนนั้นได้ถามหาเมนูของร้านเฟรด้าจึงชี้ไปที่ผนังแต่ด้วยความที่เป็ภาษาของต่างโลกเฟรด้าจึงอ่านเมนูและอธิบายให้ชายคนนั้นฟัง
“ ( อืม…ชื่ออ่านยังเข้าใจยากจริงแต่วัตถุดิบหลายๆอย่างล้วนแล้วคล้ายคลึงกับโลกเรานัก ) งั้นฉันขอสั่งเมนูที่เป็เส้นสปาเกตตีกระทะร้อนอะไรนั้นแล้วกันแล้วก็ขอกะหล่ำปลีดองอีกถ้วย ”
“ ได้คะรอสักครู่นะคะ ” เมื่อเฟรด้ารับออเดอร์เสร็จเธอจึงเดินไปหาโซมะทันที
“ โต๊ะ 3 นาโปลิตันกระทะร้อน 1 ที่ ”
“ โอ้ว เธอเข้าใจภาษาของเราเร็วมากเลยนะเฟรด้า ” โซมะกล่าวชื่นชมเธอที่เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว
หลังจากที่โซมะเคลียร์ออเดอร์ลูกค้าโต๊ะอื่นเสร็จ เข้าได้เตรียมเมนูสำหรับโต๊ะ 3 นำเส้นสาเกตตีไปต้มน้ำเดือดโรยเกลือเล็กน้อย แล้วหั่นหัวหอมเป็เส้นๆ หั่นพริกสามสีเป็เส้นๆ และหั่นไส้กรอก
จากนั้นนำถ้วยเปล่ามาและเทซอสมะเขือเทส พาสต้าซอส วูสเตอร์ซอส โรยเกลือกับพริกไทย และปิดท้ายด้วยนมสดคนๆให้เข้ากัน เมื่อทำซอสเสร็จแล้วนำไปพักไว้
เมื่อเส้นสปาเกตตีได้ทีแล้วนำมาพักด้วยน้ำเย็นที่เตรียมไว้ และตั้งกระทะเริ่มต้นด้วยการผัดหัวหอมด้วยไฟอ่อน เมื่อหัวหอมเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองได้ที่แล้วนำพริกสามสีลงไปผัดตามจากนั้นใส่เนยลงไปหนึ่งก้อนและผัดให้เข้ากันและตามด้วยไส้กรอกที่หั่นเตรียมไว้และผัดให้เข้ากัน จากนั้นเทซอสที่ทำไว้ลงในกระทะแล้วผัดให้เข้ากันแล้วนำเส้นสปาเกตตีนำลงมาผัดเข้าด้วยกัน
หลังจากนั้นเตรียมกระทะร้อนใบเล็กและม้วนเส้นสปาเกตตีมาใส่กระทะร้อนใบเล็กและเตรียมไข่ที่ตีจนละเอียดไว้เทรอบๆเส้นสปาเกตี ความร้อนของกระทะจะทำให้ไข่ค่อยๆเริ่มสุกและพร้อมเสิร์ฟ

“ ขอโทษที่ทำให้รอนะคะ ” เฟรด้ายกมาเสิร์ฟทั้งกะทะทำให้ชายคนนั้นใกับวิธีการเสิร์ฟอาหารแบบนี้
“ ( หือ? สีของสปาเกตตีที่เป็สีแดงแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ? กลิ่นแบบนี้มันซอสมะเขือเทสอย่างงั้นเหรอ ? ) ”
“ ดูเหมือนว่าเครื่องเคียงจะมีแค่ พริกหยวก หัวหอม และก็ไส้กรอกงั้นสินะ ทำออกมาลวกๆแบบนี้ง่ายจังเลยนะ”
“ ใช่แล้วครับนี่แหละนาโปลิตัน แต่เคล็ดลับมันอยู่ที่ซอสต่างหากละ ” โซมะได้เดินออกมาแล้วอธิบายเครื่องเทศต่างๆให้ชายคนนั้นฟังทำให้ชายคนนั้นชะงักไปชั่วขณะหนึ่งและเริ่มที่จะอยากลิ้มลองมันอย่างช้าๆ
“ หึ ถ้าพูดถึงขนาดนั้นจะลองชิมมันดูก็ได้ ”
“ ( อืม…เปรี้ยว แต่หวาน…ไม่สิไม่ใช่แค่หวาน ) ”
“ อ่ะอ๊าถึงกับต้องชิมเป็ครั้งที่สองเลยเหรอครับ ” โซมะพูดแทรกขึ้นมาในขณะที่ชายคนนั้นกำลังตักคำที่สอง
“ ก..ก็แค่ฉันกินเบียร์มาก่อนไงล้า ลิ้นของฉันถึงรับรสได้ช้า ” ชายคนนั้นหัวร้อนขึ้นมาเพราะท่าทีที่เยาะเย้ยของโซมะ
“ คร้าบๆเชิญเลย ผมแค่ล้อเล่นน่ะ ” โซมะได้เดินกลับไปที่ครัวเพื่อทำอาหารต่อ ชายคนนั้นลังเลที่จะชิมมันอีกอยู่สักพักหนึ่งเขาก็ตักมันเข้าปาก
“ ( น..นี้มัน!? ความเปรี้ยวและความหวานของซอสมะเขือเทศมันลงตัวสุดๆ ไม่คิดเลยว่าจะผลิตซอสมะเขือเทศที่มีอัตราส่วนที่ลงตัวแบบนี้ได้ ถึงรสชาติจะดูเหมือนเด็กแต่มีบางอย่างที่มันติดปากเราทำให้เราหยุดกินมันไม่ได้! ) ”
“ เอ่อ…คุณลูกค้าคะ จะรับผงชีสกับทาบาสโกหรือเปล่าคะ ? เชฟเขาบอกว่ามันจะช่วยให้อร่อยขึ้น ” เฟรด้าเดินเข้ามาพร้อมกับถือ ผงชีสและ ทาบาสโก ( หรือซอสพริก )
“ งั้นเหรอขอบใจ ( ลองที่ผงชีสก่อนเลยละกัน ) ” เขาหยิบขวดผงชีสมาแล้วโรยไปที่เส้นสปาเกตตีและชิม
“ ( อร่อย!? เราไม่เคยคิดเลยว่าชีสกับมะเขือเทศมันจะเข้ากันได้แบบนี้ ผงชีสที่เพิ่มรถเค็มออกมาเล็กน้อยเป็การจับคู่ที่ดี ) ”
" ( ต่อไปทาบาสโกสินะ…สีแดงสดแบบนี้มันคืออะไรกัน? ) เขาหยิบขึ้นมาและหยดลงที่เส้นสปาเกตตีอีกครั้ง
" ไม่น่าเชื่อ!! ( เผ็ด นี่คือเป็ซอสพริกสินะ ความเข้ากันของความเปรี้ยว หวาน และเผ็ด มันกำลังกระกายอยู่ในปากของฉัน )
“ ( ส่วนผสมของพริกหยวกที่ถูกผัดจนเกรียมเล็กน้อยทำให้มีรสขมเล็กน้อย และหัวหอมที่เป็ตัวช่วยในการเพิ่มความหวาน รสเผ็ด รสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยว และรสขม กลายเป็ว่าอาหารจานนี้มีรสชาติที่ครบรสที่สุดเลย!! ) ”
“ ความร้อนของกระทะที่คงที่ทำให้อาหารดูสดใหม่ราวกับพึ่งออกมาจากเต่า ยิ่งกินกับไข่ที่อยู่รอบๆก็ยิ่งเพิ่มรสชาติของความนัวเข้าไปอีก ”
ชายคนนั้นจู่ๆก็ลุกขึ้นยืนแล้วบรรยายสิ่งที่ตัวเองกินออกมาแบบไม่รู้ตัวทำให้คนทั้งร้านมองไปที่เขาคนนั้น ตัวด้วยความอีโก้สูงอย่างเขาจึงกลับมาเนียนนั่งกินต่อได้ และคืนนี้ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว