บทที่12สวมรอย
เมื่อไร้ซึ่งค่ายกลระยะทางจากที่เคยไปไม่ถึงก็สามารถไปถึง วิชาตัวเบาที่ราวกับเหยียบเมฆาของฮุ่ยจวินวูบไหวดั่งหมอกมายาสามคราก็ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าคมดาบของบุคคลชุดคลุมน้ำตาลที่ฟันลงมา
เคว้ง!
ฮุ่ยจวินชักกระบี่ที่ข้างกายออกมาต้านรับคมดาบส่งให้สภาวะดาบหยุดชะงัก บุคคลชุดคลุมสีน้ำตาลเมื่อเห็นผู้มาขัดขวางอย่างชัดตาก็จดจำได้ที่แท้เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือคนนำขบวนแห่งสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางที่โชคดีออกไปลาดตระเวนนอกขบวนจึงมิได้ตกตายภายใต้ค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรดั่งเช่นบุคคลอื่นนั่นเอง
“เป็เ้า…เ้าติดตามมาได้อย่างไร!”
ฮุ่ยจวินหลังจากรับหนึ่งดาบพลังจากการฟาดฟันดาบของบุคคลตรงหน้าก็แผ่ลามะเืไปถึงาแเดิมของมันจนาแที่กำลังสมานเริ่มปริแตกโลหิตไหลซึมออกมา ฮุ่ยจวินล่าถอยมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าของฮุ่ยไป๋ แล้วกล่าวว่า
“พี่ชายเราท่านมิได้มีเื่บาดหมางอันใด ปล่อยพวกเราไปเถอะ ข้ากับนางสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเื่อันใด"
บุคคลชุดคลุมน้ำตาลจ้องมองฮุ่ยจวินและฮุ่ยไป๋สายตาคู่นั้นของมันหาได้มีความเมตตาไม่
“ข้าดูเหมือนผู้ใจบุญนักหรือหากข้าปล่อยพวกเ้า เป็ข้าที่จะต้องลำบาก พวกเ้าจงยอมรับในชะตากรรมนี้เถอะ เพราะโลกนี้ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็กมันคือสัจธรรมแห่งความเป็จริงที่ปลาเล็กไร้ความสามารถอย่างพวกเ้าจะขัดขืนได้"
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“หากปลาเล็กทำตัวอยู่ในน้ำคนละบ่ออย่างไรก็ยากที่จะเกี่ยวข้องกันได้โปรดไว้ใจข้า ข้าขอสัตย์สาบานว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับพวกท่าน”
“มีแต่คนตายเท่านั้นที่จะไม่พูดจงยอมรับโชคชะตาอันต่ำต้อยของตนและตายไปซะ"
บุคคลชุดคลุมสีน้ำตาลหาได้ฟังเหตุผลหรือคำพูดใดไม่ในใจของมันเพียงมีแต่ต้องสังหารหนึ่งเด็กหนุ่มและหนึ่งเด็กหญิงเท่านั้น โลกนี้เป็โลกของผู้แข็งแกร่งหากมันไม่สังหารคนเหล่านี้ตามคำสั่งของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เป็มันเองที่จะมีชะตากรรมไม่ต่างจากปลาเล็ก
ฮุ่ยจวินได้เห็นเหตุผลของบุคคลตรงหน้าได้เห็นสิ่งที่พวกมันวางแผนกระทำกับคนแห่งสำนักคุมภัยเมืองต้าหยาง ได้เห็นวาระสุดท้ายของเหล่าสหายที่ตกตายต่อหน้าโดยมิอาจช่วยอะไรได้มันจึงเริ่มมองโลกใบนี้ใหม่ จากที่มันเคยคิดว่าโลกนี้มีแต่ความสวยงาม มีอิสระและความปลอดภัยแท้จริงกลับหาเป็เช่นนั้นไม่ โลกนี้ซุกซ่อนไว้ด้วยอันตรายทุกฝีก้าว อาจเจอโจรป่า ผู้ปองร้ายหรือคนเลวได้ทุกเมื่อ เมื่อเป็เช่นนั้นโลกจะยังสวยงามและปลอดภัยได้อย่างไร โลกแห่งนี้แท้จริงแล้วสร้างขึ้นมาเพื่อคนที่แข็งแกร่งผู้ที่แข็งแกร่งจึงจะอยู่บนโลกแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัยอย่างแท้จริง สำหรับโลกแห่งนี้แล้วพวกมันก็มิต่างจากมดปลวกที่รอสัตว์ใหญ่เดินผ่านมาเหยียบจนร่างสลายบี้แบนกลับกลายเป็เศษธุลีเท่านั้น!
เสมอมาฮุ่ยจวินไม่คิดว่าการฝึกปรือฝีมือคือสิ่งจำเป็แต่ที่มันต้องฝึกเพราะต้องอยู่ในสำนักคุ้มภัยและเพื่อที่จะอาศัยที่แห่งนี้หาข้อมูลของเทพดาเร้นกายทว่านับแต่นี้ไปความคิดของมันก็ได้แปรเปลี่ยนกลับกลาย มันต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องคนที่มันรักครอบครัวของมัน สหายของมัน หรือแม้แต่ผู้คนบริสุทธิ์ที่โชคร้ายจากเหล่าคนชั่วช้าที่คิดว่าตนเองคือปลาใหญ่เหล่านี้!
“ผู้ที่ไร้ซึ่งเมตตาธรรมและคุณธรรมมิสมควรที่จะดำรงอยู่บนปฐี สำหรับข้า ผู้ที่มีฝีมือควบคู่ไปกับคุณธรรมจึงนับเป็ปลาใหญ่ความอยุติธรรมแลความชั่วช้าคือปลาเล็ก ปลาใหญ่ควรจะปราบมารผดุงคุณธรรม มิใช่สังหารคนบริสุทธิ์เช่นนี้!”
“โลกสวยเกินไปแล้วปลาใหญ่เช่นนั้นยังจะมีอยู่บนโลกอีกหรือ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมีใครบ้างที่จะไม่ชายตามามองผืนปฐีอย่างเหยียดหยามแม้แต่มหาเทวะเทียนิผู้หลุดพ้น มันยังมิวายบีบคั้นเอาเครื่องบรรณาการอย่างขูดรีดขูดเนื้อจากผู้ที่อ่อนแอกว่านี่ไงล่ะโลกของปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างแท้จริง”
ฮุ่ยจวินสาดประกายตาคมกล้ามันนึกคิดไปถึงมหาเทวะแห่งนิกายเทวะวจนะที่ผู้คนทั้งปฐีต่างเคารพยำเกรงก็รู้สึกว่าจะไม่ผิดไปจากที่คนผู้นี้กล่าวเท่าใดนักในขณะที่ผู้คนตาดำๆ ลำบากทุกหย่อมหญ้า ภายใต้ความศรัทธาและแฝงไว้ด้วยความยำเกรงหวาดกลัวได้ทำให้ทุกสิ้นปีเหล่าชาวบ้านหรือแม้แต่หมู่บ้านแถวชายแดนอันชนบทที่มันอยู่ก็ต้องขูดรีดขูดเนื้อของพวกตนเพื่อถวายสักการะให้แก่มหาเทวะเทียนิ
“ถ้านั่นคือโลกแห่งความเป็จริงของพวกเ้าซักวันข้าจะเป็คนเปลี่ยนแปลงมันเอง!”
บุคคลชุดคลุมสีน้ำตาลหัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่าน้ำหน้าอย่างเ้าคิดเปลี่ยนโลก… เอาชีวิตรอดจากคมดาบของข้าให้ได้ก่อนเถอะ!”
โดยไม่กล่าววาจาใดอีกคมดาบของคนผู้นั้นก็ฟันเข้าใส่ฮุ่ยจวินอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าดาบนี้จะรุนแรงกว่าการใช้ฟันฮุ่ยไป๋เสียอีก
“ไป๋เอ๋อรีบหนีไป"
ฮุ่ยจวินะโกร้าวก่อนวาดกระบี่พุ่งเข้าต้านรับดาบเล่มนั้นสิ่งเดียวที่มันห่วงคือฮุ่ยไป๋การต่อรองก่อนหน้าของมันก็เพื่อจะรักษาชีวิตของฮุ่ยไป๋ไว้ก่อน ส่วนการทวงคืนความเป็ธรรมแก่เหล่าสหายมันจะกลับไปคิดทีหลังแลหาทางสะสางด้วยวิธีที่เหมาะสมสิบปีแก้แค้นยังมิสายคำนี้ยังคงใช้ได้อยู่ แต่เมื่อคนตรงหน้าไร้ปราณีชายหนุ่มจึงไร้ทางเลือก มันจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดและช่วยให้ฮุ่ยไป๋ปลอดภัย
ฮุ่ยไป๋เองรู้ตัวว่าอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะเกะกะและทำให้สมาธิของฮุ่ยจวินต้องวอกแวกนางจึงรีบตะกุยพื้นวิ่งหลบหนีไปยังเนินดินที่ไกลห่าง
“อย่าคิดว่าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของข้า!”
คนผู้นั้นออกแรงเหวี่ยงดาบด้วยพละกำลังของมันนับได้ว่าหนักหน่วงสมชายฉกรรจ์ ฮุ่ยจวินที่ยังเป็เพียงเด็กหนุ่มจึงยังสู้แรงมิได้กอปรกับอาการาเ็เดิมของชายหนุ่มก็ได้ปริแตกเพิ่มขึ้น ร่างจึงถูกกระแทกให้ล้มกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบก่อนคนผู้นั้นมันจะเงื้อดาบขึ้น ตัวดาบตั้งตรงชี้ดิ่งกลางอากาศ และเพียงชั่วพริบตามันก็ฟันดาบดังกล่าวออกไปเบื้องหน้า
ปรากฏที่ด้านหน้าของมันได้มีคลื่นพลังสีใสเจือจางมุ่งออกไปหาร่างของฮุ่ยไป๋ที่กำลังหลบหนี!
ฮุ่ยจวินแตกตื่นตะลึงลาน
“พลังปาฏิหาริย์แย่แล้วมันคือผู้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษ!”
ฮุ่ยจวินเพียงคิดว่าสิ่งที่อยู่บนรถม้าคันสีดำมิธรรมดารวมไปถึงบุคคลชุดคลุมน้ำตาลที่เป็ผู้นำกลุ่มด้วย ทว่าใครจะคาดเคิด คนที่ดูเหมือนจะอยู่ปลายแถวสุดในกลุ่มกลับมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษด้วยแสดงให้เห็นอย่างชี้ชัดว่า คนกลุ่มนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาเลย
พลังปาฏิหาริย์อันก่อเกิดจากลมปราณพิเศษแผ่พุ่งความคมกริบเข้าใส่แผ่นหลังของฮุ่ยไป๋ดีที่ตรงนั้นเป็เนินดินต่างระดับ ร่างของเด็กหญิงจึงล้มฟุบลงไปพร้อมกับพลังคมดาบที่บรรลุถึง
ตูมมม!
เนินดินถูกตัดเฉือนคล้ายกับของมีคมขนาดใหญ่ฟันลงส่วนร่างของฮุ่ยไป๋ก็ลมกลิ้งหลายตลบ หากมองจากตำแหน่งที่บุคคลชุดคลุมน้ำตาลยืนอยู่ก็ราวกับว่าฮุ่ยไป๋ได้ถูกพลังสายนี้ตัดเฉือนแผ่นหลังไปแล้ว
“ไป๋เอ๋อ!”
ฮุ่ยจวินหมุนกายเป็เกลียวขึ้นจากผืนดินปลายกระบี่ของมันได้เสือกแทงเข้าใส่หน้าผากของบุคคลผู้นั้น ด้วยระยะประชิดและกระบวนท่าวิชาตัวเบาของฮุ่ยจวินส่งผลให้คนผู้นั้นต้องเอนกายลู่ไปด้านหลังพร้อมวาดดาบในมือฟันจากล่างขึ้นบน
ฮุ่ยจวินเห็นพลังสีใสที่กำจายออกมาคนก็เตะถีบใบดาบของคนผู้นั้น หยิบยืมเป็แรงตีลังกาคืนกลับหลังส่งให้ร่างรอดจากคมดาบได้อย่างหวุดหวิดแต่ถึงหลบรอดได้ทว่าพลังที่อัดแน่นในใบดาบได้สะท้อนเข้าใส่ฝ่าเท้าของฮุ่ยจวินจนมันรู้สึกกระดูกแทบปริแตก
“วิชาตัวเบาอันร้ายกาจแต่เด็กน้อย วิชาตัวเบามันใช้ฆ่าคนไม่ได้!”
ดาบของบุคคลผู้นั้นได้ฟันออกรุกไล่เข้าใส่ฮุ่ยจวินครานี้ฮุ่ยจวินทะยานกายถอยคืนกลับหลังมิได้มาปะทะต่อสู้กับมันตรงๆ
“อย่าคิดว่าจะรอดวิชาตัวเบาทั้งฆ่าคนมิได้ อีกทั้งยังใช้หนีจากคนอย่างข้าก็มิได้!”
ฮุ่ยจวินถอยมาได้ซักระยะหนึ่งแล้วชายหนุ่มก็เอาแต่วนเวียนหลบหนีอยู่ภายในบริเวณนั้น ด้วยวิชาตัวเบาของมันร้ายกาจยิ่งจึงกลับกลายเป็การล่อหลอกคนผู้นั้นอยู่หลายจังหวะ สร้างโทสะแก่มันเป็อย่างมาก
“เด็กเมื่อวานซืนเช่นเ้าอย่าคิดที่จะล่อหลอกผู้ฝึกพลังปาฏิหาริย์ในมหาวิถีวจนะยุทธ์อย่างข้าได้!”
เมื่อโทสะและความหยิ่งผยองครอบคลุมความประมาทจึงบังเกิด ขณะที่มันกำลังจะเร่งเร้าพลังลมปราณพิเศษในมหาวิถีวจนะยุทธ์เพื่อฟันออกไปพร้อมกับดาบการเคลื่อนที่ไปมาภายในบริเวณทำให้มีอยู่จังหวะหนึ่งที่ขาข้างซ้ายของมันได้ตกลงไปในหลุมลึกจรดหัวเข่าซึ่งหลุมนี้เป็หลุมที่พวกมันขุดเพื่อกระตุ้นใช้ค่ายกลวารีพิทักษ์ในปิ่นปักผมหยกดำนั่นเองโดยอวิ๋นเซ่อได้เห็นหลุมนี้ั้แ่ที่มันล้มกลิ้ง มันจึงคิดที่จะอาศัยประโยชน์จากมันซึ่งจนถึงตอนนี้ก็นับว่าได้ผล
เมื่อขาข้างหนึ่งของคนผู้นั้นร่วงตกลงไปจังหวะการต่อสู้จึงสูญเสียไปชั่วอึดใจหนึ่ง และภายใต้ชั่วอึดใจนี้ความเร็วในวิชาตัวเบาของฮุ่ยจวินก็ได้บรรลุถึงตรงหน้าของมัน
แต่คนผู้นี้ก็มิใช่คนฝึกยุทธ์ทั่วไปมันนับว่ามีปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่ออันตรายอยู่ไม่น้อย จึงยกดาบขวางขึ้นที่ลำตัวได้ทันทว่าสิ่งที่ฮุ่ยจวินใช้โจมตีออกเป็สิ่งแรกกลับมิใช่กระบี่ในมือ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มใช้ออกคือฝุ่นดินหอบหนึ่งซึ่งฝุ่นดินเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ดาบจะต้านทานหรือปัดป้องได้ทั้งหมด จึงมีฝุ่นดินจำนวนมากปลิวเข้าใส่ั์ตาของมันส่งให้สภาวะการต่อสู้ชะงักไปอีกหนึ่งจังหวะ ซึ่งจังหวะนี้เองคือจังหวะที่มันคาดไม่ถึงและต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเพราะหลังจากฝุ่นดินปลิวเข้าตา กระบี่ที่แท้จริงก็ได้แทงสวนเข้ามาถึง!
ฉึก!!!
ปลายกระบี่ทิ่มแทงทะลุหัวใจของบุคคลชุดคลุมสีน้ำตาลคนผู้นี้มันเบิกตากว้างด้วยความมิอยากเชื่อ ใครจะคาดคิดว่าปลาเล็กตัวนี้กลับมีลวดลายแลฤทธิ์เดชถึงขั้นกินปลาใหญ่อย่างมันได้ส่วนหนึ่งมิใช่ว่ามันสู้มิได้ แต่ที่มันต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้เป็เพราะมันประมาทปลาเล็กที่ดูไม่มีพิษสงจนเกินไป!
ฮุ่ยจวินหอบหายใจหนักพร้อมกับชักกระบี่ออกจากร่างของบุคคลตรงหน้าแม้คนผู้นี้จะฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ยังไม่ถึงขั้น แต่เมื่อฝึกยุทธ์กายาจึงทรงพลังกว่าคนธรรมดาเช่นนั้นกระบี่ธรรมดาอันเป็กระบี่ประจำตัวของผู้คุ้มภัยเมืองต้าหยางที่แทงร่างของมันเมื่อชักออกจึงมีรอยบิ่นหักมิน่าใช้การได้อีก
“จริงอยู่ที่วิชาตัวเบามิอาจใช้ฆ่าคนแต่ทว่าปัญญาสามารถใช้ฆ่าคนชั่วช้าอย่างเ้าได้"
พอกล่าวคำนี้ออกมาชายหนุ่มก็หันขวับไปยังทิศทางที่ฮุ่ยไป๋อยู่
“ไป๋เอ๋อ”
แล้วมันก็ฝืนสังขารที่าเ็มุ่งไปหานางเห็นนางนอนแน่นิ่งที่ใต้เนินดินคนก็ใจหายวูบ รีบไสลตัวลงไปด้านล่าง เมื่อไปถึงพบว่าที่แผ่นหลังของนางมิได้มีร่องรอยาแอันใดจึงคลายใจลง
จนกระทั่งเสียงไอจนแทบขาดใจของฮุ่ยไป๋ดังขึ้นนางถึงได้สติคืนมา
“ไป๋เอ๋อ”
ฮุ่ยไป๋เห็นภาพตรงหน้าเป็ฮุ่ยจวินก็บังเกิดความยินดี
“พี่ฮุ่ยจวินท่านไม่เป็ไร"
ฮุ่ยจวินฝืนทนต่ออาการาเ็ที่มีแล้วยิ้มออกมา
“ข้าสบายดี"
ฮุ่ยไป๋จ้องมองาแบนร่างของฮุ่ยจวินเห็นาแบนกายมันก็รู้สึกเ็ปไปถึงจิตใจ ที่มันมีสภาพเช่นนี้ก็คงเป็เพราะดั้นด้นมาช่วยตนเป็แน่อีกทั้งตลอดเวลากว่าเก้าปีมานี้ มันก็ลำบากมามากในการหาทางช่วยเหลือตน จนลืมเลือน่วัยแห่งความสุขตามประสาเด็กชายไปนางรู้ดีถึงความลับเื่ชาติกำเนิดนาง นางรู้ว่านางมิได้เกิดมาจากครอบครัวของมัน มิได้มีสายเืเดียวกันกับมันมันคือผู้ที่เก็บตนมาจากจุดที่ไม่มีใคร้า เหตุใดมันจึงดีกับตนถึงเพียงนี้
พอได้คิดน้ำตาของฮุ่ยไป๋ก็ไหลพรากได้คิดต่อว่าอีกไม่ถึงหนึ่งปีที่ชีวิตตนจะสูญสิ้น ใช่จะทำให้มันต้องเสียใจมากหรือไม่จะทำให้มันจมจ่อมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์หรือไม่
เห็นน้ำตาของฮุ่ยไป๋ฮุ่ยจวินก็ยกนิ้วขึ้นมาซับให้แก่นาง
“น้องสาวอันประเสริฐเ้าไม่ต้องกลัวข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ให้ใครทำร้ายเ้าได้"
ฮุ่ยไป๋สวมกอดมันฮุ่ยจวินลูบศีรษะนางแ่เบาแล้วกล่าวต่อ
“พวกเราหนีไปจากที่แห่งนี้กันเถอะ"
ฮุ่ยไป๋คล้ายนึกเื่ประการหนึ่งขึ้นมาได้จึงรีบยกมือขึ้นมาปราดน้ำตาของตน ก่อนกล่าวว่า
“ข้ามีเื่สำคัญจะบอกท่าน"
ฮุ่ยจวินกล่าวถาม
“เื่อันใด?”
“คนเ่าั้ก็ค้นหาเทพดาเร้นกายเช่นเดียวกันและดูเหมือนว่าพวกมันยังมีเบาะแสของแพทย์เทวดาแล้ว"
ฮุ่ยจวินบังเกิดความยินดีฉายชัดขึ้นบนใบหน้าปากก็พึมพำออกมา
“ที่แท้จุดประสงค์ของพวกมันก็คือเทพดาเร้นกายแสดงว่าเทพดาเร้นกายอยู่ดินแดนทุ่งร้างจริงๆ มิน่าล่ะ ตลอดเก้าปีที่ผ่านมาจึงไม่มีเบาะแสของมันที่แผ่นดินใหญ่เลย”
ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปกล่าวกับฮุ่ยไป๋
“แม้จะอันตรายแต่หากไม่เสี่ยงทำอะไรก็คงต้องเสียใจตลอดชีวิต"
ฮุ่ยไป๋เข้าใจความหมายในวาจานางจึงพยักหน้าคล้อยตามมัน ฮุ่ยจวินจึงจูงมือฮุ่ยไป๋ไปยังเทียมเกวียนบรรทุกเสบียงคันนั้น
“เ้ารอข้าที่นี่"
ก่อนที่มันจะเดินไปที่ศพของบุคคลชุดคลุมน้ำตาลผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าของคนผู้นั้นแล้วนำมาใส่เพื่อสวมรอยแทน ดีที่กลุมคนชุดคลุมน้ำตาลใช้ผ้าโพกศีรษะปกปิดใบหน้าทุกคนจึงนับได้ว่าสวมรอยได้ง่ายขึ้น
“หากมันผู้นี้ไม่กลับขบวนพรรคพวกของมันต้องส่งคนออกมาตามหาแน่ และจะทำให้พวกมันระแวดระวังตัวเป็พิเศษ ซึ่งจะส่งผลต่อพวกเราในการสะกดรอยตามพวกมันเช่นนั้นทางเดียวที่จะเดินทางตามหาเทพดาเร้นกายร่วมกับพวกมันได้คือต้องอาศัยวิธีนี้"
ฮุ่ยไป๋เองนางก็คิดเช่นเดียวกับฮุ่ยจวินจึงพยักหน้าและไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มบอก นางก็รีบมุดเข้าไปหลบซ่อนในเทียมเกวียนบรรจุเสบียงเช่นเดิมจากนั้นฮุ่ยจวินก็ะโขึ้นคุมบังเหียนม้าติดตามร่องรอยขบวนของคนเ่าั้ทันที