บทที่ 13 การเตรียมพร้อม
ยามรุ่งอรุณหลังการประชุมอันเข้มข้นในโถงาุโ คฤหาสน์ตระกูลเฉายังคงเงียบสงบราวกับผืนน้ำนิ่งที่ปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ในยามเช้า แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงสาดส่องทะลุผ่านเมฆหมอกที่ปกคลุมเทือกเขารอบเมืองหย่งหนิง
ทำให้เงาของอาคารไม้สนแกะสลักลายัและวิหคคู่เคียงยาวเหยียดราวกับงูั์ที่กำลังเลื้อยคลาน ทว่าบรรยากาศภายในคฤหาสน์กลับตึงเครียดราวกับถูกกดทับด้วยูเาน้ำแข็งั์ที่กำลังจะถล่มลงมา ลมยามเช้าพัดโชยมาจากเทือกเขารอบเมือง
พาเอาความเย็นะเืที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกของทุกคนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ ใบไม้สีเขียวที่เคยสดชื่นบนต้นไม้ใหญ่บัดนี้ดูเหี่ยวเฉาและสั่นไหวราวกับััได้ถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ โคมแดงที่ห้อยตามชายคาแผ่แสงสลัวจาง ๆ แม้จะเป็ยามเช้า เพราะค่ายกลป้องกันยังคงทำงานอย่างเต็มที่
ทำให้คฤหาสน์ทั้งหลังดูมืดครึ้มและเต็มไปด้วยความกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทุกคนที่เดินผ่านระเบียงยาวต่างรู้สึกถึงความหนักอึ้งในอากาศ ราวกับว่าทุกย่างก้าวกำลังนำพาพวกเขาเข้าใกล้ขอบเหวแห่งความตายมากขึ้นทีละน้อย
หลังจากการประชุม่เช้า ผู้าุโหลักทั้งห้าและผู้าุโหนิงม่ายทั้งสิบสองคนต่างทยอยกลับไปยังที่พักของตนอย่างเงียบ ๆ แต่ในใจของแต่ละคนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านราวกับไฟที่กำลังลุกโชน
คำสั่งลับจากเฉาหลินหยวนถูกส่งต่อไปอย่างรวดเร็วและรอบคอบผ่านหยกสื่อสารที่ถูกเข้ารหัสด้วยค่ายกลลึกลับ พวกเขาค่อย ๆ สะสมกองกำลังภายในตระกูลอย่างลับ ๆ ไม่ให้คนภายนอกล่วงรู้แม้แต่น้อย กองกำลังรักษาการณ์ที่เคยประจำการตามจุดต่าง ๆ ตามชายแดนเมืองและเหมืองแร่ถูกเรียกกลับเข้ามาในคฤหาสน์หลักทีละน้อย
ลูกหลานสายตรงและสาขาที่มีพลังปราณระดับจู้จี้ขึ้นไปถูกสั่งให้เตรียมอาวุธและโอสถปราณปะทุอย่างเงียบเชียบ โดยซ่อนไว้ในมิติเก็บของส่วนตัวเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น ค่ายกลป้องกันรอบตระกูลถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยทรัพยากรจำมากจากตระกูล
การเคลื่อนไหวทั้งหมดราวกับเงาในความมืดที่เลื้อยคลานอย่างช้า ๆ ไม่มีเสียงดัง ไม่มีแสงสว่างที่ดึงดูดสายตา แต่ทุกอย่างกำลังก่อตัวเป็พายุที่รอวันะเิออกมา
ผู้าุโหลายคนที่มาจากสาขารองต่างรู้สึกถึงความตื่นเต้นและวิตกที่พลุ่งพล่านในใจ เพราะครั้งนี้พวกเขารู้สึกว่าได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ถูกใช้งานในยามา
แม้ว่ายามนี้ภายในเมืองหย่งหนิงจะดูนิ่งสงบราวกับผืนน้ำเรียบที่ไม่มีคลื่น แต่คลื่นใต้น้ำกลับรุนแรงและโหดร้ายยิ่งนัก ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างเงียบ ๆ ว่าตระกูลเฉากำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าตอบโต้การรุกรานของตระกูลหูแม้แต่น้อย
พ่อค้าที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเฉาและชาวเมืองที่เคยค้าขายกับตระกูลเฉาต่างหันไปพึ่งพาตระกูลหูมากขึ้น เพราะกลัวถูกกลืนกินตามไปด้วย บรรยากาศในตลาดกลางเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ซ่อนเร้น
พ่อค้าที่เคยซื่อสัตย์กับตระกูลเฉาต่างถูกข่มขู่อย่างลับ ๆ ทำให้พวกเขาต้องยอมจำนนและหันไปค้าขายกับตระกูลหูแทน ราวกับว่าทุกคนในเมืองกำลังรอวันที่เืจะไหลนองและตระกูลเฉาจะถูกกลืนหายไปจากประวัติศาสตร์ ผู้าุโและลูกหลานในตระกูลเฉาต่างรู้สึกถึงความอับอายที่แผ่ซ่านในใจ ราวกับถูกมีดกรีดลงบนเนื้อทีละชั้น แต่พวกเขาก็อดทนตามคำสั่งของประมุข รอคอยวันที่ความแค้นทั้งหมดจะถูกชำระล้าง
ตระกูลหูที่เห็นตระกูลเฉามีท่าทีอ่อนแอและยอมก้มหัวให้อย่างไม่ขัดขวาง ก็ยิ่งได้ใจใหญ่ พวกมันเริ่มโจมตีหอการค้าตระกูลเฉาอย่างเปิดเผย ส่งผู้ฝึกตนระดับจู้จี้และหนิงม่ายไปยึดครองร้านค้าสมุนไพรวิเศษที่เคยเป็แหล่งรายได้หลักของตระกูลเฉา
ลูกค้าที่เคยมาซื้อโอสถและสมุนไพรถูกข่มขู่ด้วยคำพูดเ็าและการแสดงพลังปราณที่รุนแรงจนไม่กล้าเข้ามาอีก ร้านค้าต่าง ๆ ในย่านกลางเมืองที่เคยมีป้ายตระกูลเฉาแกะสลักอย่างสง่างาม บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็ป้ายตระกูลหูอย่างรวดเร็วอย่างหน้าด้าน ๆ
แม้กระทั่งเส้นแร่เหมืองศิลาปราณระดับต่ำที่เหลือเพียงเล็กน้อยในเขตชายขอบ ก็ถูกตระกูลหูส่งผู้ฝึกตนระดับจู้จี้และหนิงม่ายไปยึดครองอย่างโหดร้าย คนเฝ้าเหมืองของตระกูลเฉาสามคนที่พยายามขัดขวางถูกสังหารอย่างทารุณ
ร่างกายถูกทิ้งไว้ในป่ารอบเหมืองพร้อมรอยแผลจากเคล็ดวิชาเพลิงของตระกูลหูที่แผดเผาจนไหม้เกรียม แต่เมื่อตระกูลเฉาเรียกร้องความยุติธรรมผ่านการประชุมห้าตระกูล ตระกูลหูกลับอ้างอย่างหน้าด้าน ๆ ว่าพวกเขาถูกสัตว์อสูรสังหารระหว่างทาง ไม่เกี่ยวกับตระกูลหูแต่อย่างใด การอ้างที่ไร้เหตุผลนี้ทำให้ผู้าุโและลูกหลานในตระกูลเฉายิ่งแค้นเคืองพลุ่งพล่าราวกับไฟที่ถูกจุดติดในอก
แต่คำสั่งจากประมุขคือให้อดทนและรอเวลา จึงได้แต่กลั้นใจไว้อย่างเ็ปร้าวราน ราวกับถูกมีดกรีดลงบนเนื้อทีละชั้น ความอับอายและความแค้นสะสมจนกลายเป็พลังที่รอวันะเิ
เฉาิที่อยู่ในเขตสาขารอง แม้จะไม่สนใจโลกภายนอกมากนักเพราะมุ่งมั่นกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เหยาหวังชี้แนะและทรัพยากรจากประมุขตระกูล แต่เมื่อข่าวการรุกรานและการสังหารมาถึงหูเขา ความอยุติธรรมที่ตระกูลได้รับก็ทำให้เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้น เฉาิยืนนิ่งในลานฝึกตนเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรม ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายแห่งความแค้นที่ฝังลึกมานานหลายปี
ั้แ่เขาถูกมองว่าเป็ขยะและถูกทอดทิ้ง ความอยุติธรรมที่เขาได้รับในอดีตพลันผุดขึ้นในใจราวกับไฟที่กำลังลุกโชน เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พลังปราณเลี่ยนชี่ขั้นเก้า่ปลายแผ่ซ่านออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้อากาศรอบกายร้อนผ่าวราวกับถูกเพลิงธาตุไฟห่อหุ้ม
ในห้วงจิติญญา เหยาหวังถอนหายใจแ่เบา “เด็กน้อย... ข้าััได้ถึงความโกรธในใจเ้า ความแค้นนี้ดีต่อการฝึกฝน แต่เ้าต้องควบคุมมันให้ได้ อย่าให้มันกลืนกินเ้าเสียเอง ตระกูลเฉามีประมุขที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เ้าเพียงฝึกฝนต่อไป เมื่อถึงเวลา เ้าจะได้แก้แค้นด้วยมือของเ้าเอง…”
เฉาิพยักหน้า กัดฟันแน่นก่อนจะกลับมาฝึกฝนต่อด้วยความมุ่งมั่นที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ฝ่ามือแต่ละครั้งแผ่พลังปราณธาตุไฟที่ร้อนแรง ทำให้พื้นลานฝึกตนร้อนผ่าวราวกับถูกเผาไหม้
แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความใและความเคารพที่ลึกซึ้งต่อเคล็ดวิชาที่ได้รับจากเฉาหลินหยวน 'เคล็ดวิชาฝ่ามือเพลิงทลายฟ้า' ระดับพิภพที่เขากำลังฝึกฝนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในอาณาจักรเทียนเหอที่เป็เพียงอาณาจักรขนาดกลาง เคล็ดวิชาระดับพิภพนับว่าหายากยิ่งนัก
แม้แต่ราชวงศ์หรือห้าสำนักใหญ่ก็มีเพียงไม่กี่เล่มที่เป็สมบัติสืบทอด แต่ตระกูลเฉาที่กำลังถดถอยกลับมีเคล็ดวิชาน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ซ่อนอยู่ เฉาิเคยตกตะลึงอย่างรุนแรงในคราวก่อนที่ได้รับเคล็ดวิชานี้จากเฉาหลินหยวน มือของเขาสั่นเทาเมื่อเปิดม้วนหนังสัตว์โบราณนั้น ตัวอักษรลึกลับที่จารึกไว้แผ่พลังปราณเพลิงที่รุนแรงออกมา
ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเพลิง์แผดเผาจากภายใน “เคล็ดวิชาระดับพิภพ... ในตระกูลชั้นล่างอย่างเรา... กลับมีสมบัติเช่นนี้ซ่อนอยู่? ประมุขตระกูล... ท่านช่างลึกล้ำยิ่งนัก!” ความในั้นผสมกับความตื้นตันและความเคารพที่พลุ่งพล่าน ทำให้เขาฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกฝ่ามือที่แผ่ออกไปเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เข้มข้น ความแค้นต่อตระกูลหูและความอยุติธรรมที่ตระกูลเฉาได้รับกลายเป็เชื้อเพลิงที่ทำให้เพลิงในฝ่ามือของเขารุนแรงยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เพียงตระกูลหูเท่านั้นที่รุมทึ้งตระกูลเฉา อีกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือในเมืองหย่งหนิง คือตระกูลฟาง ตระกูลจี๋ และตระกูลหม่า ต่างก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ
พวกมันเริ่มทยอยกลืนกินธุรกิจของตระกูลเฉาทีละน้อยอย่างเ้าเล่ห์และโหดร้าย ตระกูลฟางที่เชี่ยวชาญด้านการค้าขายส่งคนไปกดราคาสินค้าของตระกูลเฉาในตลาดกลางเมือง ทำให้พ่อค้าที่เคยร่วมมือกับตระกูลเฉาหันไปค้าขายกับตระกูลฟางแทนด้วยความกลัวที่จะถูกข่มขู่
ตระกูลจี๋ที่แข็งแกร่งด้านการต่อสู้ส่งผู้ฝึกตนไปข่มขู่คนงานในเหมืองที่เหลือน้อยนิด ทำให้คนงานหลายคนหนีไปเข้าร่วมตระกูลจี๋ด้วยความสิ้นหวัง และตระกูลหม่าเชี่ยวชาญด้านโอสถวิเศษ ส่งนักปรุงโอสถไปลอบทำลายเตาหลอมโอสถของตระกูลเฉา ทำให้โอสถที่ผลิตออกมามีคุณภาพต่ำลงอย่างมาก
ลูกค้าต่างหันไปซื้อจากตระกูลหม่าแทนด้วยความผิดหวัง การรุมทึ้งนี้ราวกับฝูงหมาป่าที่หิวโหยรุมกัดเหยื่อที่าเ็หนัก ตระกูลเฉากลายเป็เป้าหมายที่ทุกคนอยากแบ่งเนื้อ การค้าขายที่เคยรุ่งเรืองบัดนี้ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
รายได้ลดฮวบจนแทบหล่อเลี้ยงลูกหลานในตระกูลไม่ได้ หลายคนในตระกูลกัดฟันแน่นด้วยความอับอายและความแค้นที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็ธรรม หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึกที่กำลังจะเริ่มต้นการรบใหญ่ ลูกหลานรุ่นเยาว์บางคนน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความโกรธและความไร้พลังที่ไม่อาจแก้แค้นได้ในทันที
แม้แต่ผู้าุโระดับต่ำบางคนก็กำหมัดแน่นจนเืซึม พวกเขารู้ดีว่านี่คือการยั่วยุอย่างเปิดเผยเพื่อบีบให้ตระกูลเฉาออกมาโต้ตอบ แล้วใช้เป็ข้ออ้างในการกวาดล้าง แต่คำสั่งจากประมุขคือให้อดทนและรอเวลา จึงได้แต่กลั้นใจไว้อย่างเ็ปร้าวราน ราวกับถูกมีดกรีดลงบนเนื้อทีละชั้น ความอับอายและความแค้นสะสมจนกลายเป็พลังที่รอวันะเิออกมาอย่างรุนแรง
ผู้าุโหลักตระกูลเฉาทั้งห้าต่างเก็บตัวเงียบ ไม่ยอมปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนแม้แต่น้อย เพื่อไม่ให้ศัตรูสงสัย เฉาเฉิงิและเฉาฮวาปิงซ่อนตัวในห้องลับใต้ดิน เตรียมแผนการลอบโจมตีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เฉาจี๋หยวนกำหมัดแน่น กล้ามเนื้อกำยำสั่นะเืขณะตรวจสอบอาวุธวิเศษ เฉาอวิ๋นเช่อหลับตาลงช้า ๆ ในห้องมืด ใช้จิตััสำรวจการเคลื่อนไหวรอบเมืองด้วยความระมัดระวังยิ่งนัก
โดยเฉพาะเฉาเสวียนเหิง ผู้าุโใหญ่ ที่เคยเป็เสาหลักของตระกูล หลังจากผู้าุโทุกคนทยอยเดินออกไปจากโถงประชุม ก็ถูกเฉาหลินหยวนเรียกไว้เพียงลำพังสองคนในโถงที่เงียบสงบและมืดครึ้ม
เฉาหลินหยวนมองชายชราที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้ตระกูลเฉา ดวงตาเปล่งแววเคารพและขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งนัก “ท่านผู้าุโใหญ่... คุณูปการที่ท่านพิทักษ์ตระกูลเฉามาตลอดชั่วชีวิตเกือบสามร้อยปี จะให้ข้าที่เป็ประมุขตระกูลนิ่งดูดายได้อย่างไรกัน ท่านรักตระกูลยิ่งกว่าสิ่งใด แม้กลิ่นอายมรณะจะเข้ามาครอบงำ ท่านก็พร้อมจะตายไปพร้อมกับตระกูล... แต่ข้าจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้น”
เขาสะบัดมือเบา ๆ ขวดโอสถแก้วใสขนาดเล็กปรากฏขึ้นในฝ่ามือ ขวดนั้นประณีตวิจิตร แกะสลักลายัและวิหคคู่ ภายในบรรจุเม็ดโอสถสีทองอร่ามที่แผ่กลิ่นหอมบริสุทธิ์ราวน้ำอมฤต “นี่คือโอสถทะลวงจินตันระดับห้า ท่านจงรับไปเพื่อทะลวงสู่ระดับจินตัน และอยู่เคียงข้างข้าปกป้องตระกูลเฉาไปจนวันสุดท้ายของชีวิตที่ยืนยาวยิ่งขึ้น!”
เฉาเสวียนเหิงตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างรุนแรง ร่างกายที่เคยอิดโรยราวกับใกล้ตายพลันแข็งทื่อ มือสั่นระริกยื่นออกไปรับขวดโอสถนั้นราวกับกลัวว่าจะหลุดมือ น้ำตาแห่งความปีติยินดีและความซาบซึ้งไหลลงแก้มเหี่ยวย่นอย่างหยุดไม่อยู่ “ท... ท่านประมุข... นี่มัน... โอสถทะลวงจินตันระดับห้า? ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนอย่างงั้นรึ? สิ่งนี้... หายากยิ่งแม้แต่ในอาณาจักรเทียนเหอทั้งหมด! ท่าน... ท่านจะมอบให้ข้าเช่นนี้หรือ? ข้า... ข้าไม่สมควรได้รับสิ่งนี้... ข้าเคยล้มเหลวในการปกป้องตระกูล... ทำให้ลูกหลานหลายพันถูกปลดออกไป... ข้าเป็คนบาป!”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื้นตันที่ยากจะบรรยาย หัวใจของชายชราที่เคยสิ้นหวังพลันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความรักที่พลุ่งพล่าน
เขาคุกเข่าลงช้า ๆ น้ำตาไหลรินราวกับน้ำท่วม “ข้า... ข้าใช้ชีวิตทั้งหมดปกป้องตระกูลเฉา รักตระกูลยิ่งกว่าสิ่งใด แม้กลิ่นอายมรณะจะเข้ามาครอบงำ ข้าก็พร้อมจะตายไปพร้อมกับตระกูล... แต่ท่านประมุข... ท่านมอบโอกาสนี้ให้ข้า... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง! ข้าจะทะลวงจินตัน และอยู่เคียงข้างท่านปกป้องตระกูลเฉาไปจนวันสุดท้ายของชีวิต! ขอบคุณ... ขอบคุณท่านประมุข!”
เฉาหลินหยวนยกชายชราขึ้นเบา ๆ พลังปราณอบอุ่นแผ่ซ่านออกมา ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ทำให้ร่างกายที่อิดโรยของเฉาเสวียนเหิงรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย
“ท่านคือเสาหลักของตระกูลมานาน ข้า้าให้ท่านแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อตระกูลเฉาในอนาคตที่เราจะสร้างร่วมกัน การปกครองแบบทรราชอาจมีอำนาจเบ็ดเสร็จในชั่วขณะ แต่จุดจบสุดท้ายตระกูลก็จะไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวาและความสามัคคี ข้า้าสร้างตระกูลที่ทุกอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะตระกูลหลัก ตระกูลรอง หรือตระกูลสาขา ทุกคนหากมีความสามารถก็ได้รับทรัพยากร หากมีความดีความชอบก็ได้รับสิ่งตอบแทน การได้รับรางวัลเป็สิ่งตอบแทนนับเป็ตัวช่วยที่ทำให้สมาชิกในตระกูลมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองและอุทิศให้ตระกูลยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงกลัวอำนาจ แต่เพราะความรักและความผูกพันที่แท้จริง”
เฉาเสวียนเหิงพยักหน้าด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า ความซาบซึ้งในใจพลุ่งพล่านราวคลื่นั์ “ท่านประมุข... วิสัยทัศน์ของท่านช่างยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ข้าจะทะลวงจินตันให้ได้ เพื่อร่วมสร้างตระกูลเฉาใหม่เคียงข้างท่าน!”
หลังจากนั้น เฉาหลินหยวนก็กลับไปปิดด่านในศาลบรรพชนอีกครั้ง ห้องศิลาเคลือบทมิฬที่เคยเป็สถานที่ปิดด่านของเขาถูกเปิดออกอีกครั้ง ท่ามกลางความเงียบสงบของศาลบรรพชนที่ปกคลุมด้วยหมอกควันสีเทาจาง ๆ และกลิ่นธูปหอมกรุ่น
เขาเข้าสู่ห้วงมิติพิเศษของระบบทันที เพื่อกลืนกินโอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ที่เสริมสร้างกระดูกและรากฐานร่างกายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โอสถนั้นละลายในปากราวกับน้ำทิพย์ พลังงานบริสุทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้กระดูกที่เคยอ่อนแอจากาแเก่าถูกชำระล้างและเสริมความแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าที่ถูกหลอมในเตาเพลิง ความเ็ปรุนแรงราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกบดขยี้แล้วประกอบใหม่พลันถาโถมเข้ามา แต่เฉาหลินหยวนกัดฟันแน่น ทนรับความเ็ปนั้นด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่สั่นคลอน เพราะเขารู้ดีว่านี่คือก้าวสำคัญในการเสริมรากฐานให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ในห้วงมิติที่เวลาหยุดนิ่งหรือไหลช้าลงอย่างมหาศาล หนึ่งชั่วยามในโลกภายนอกเทียบเท่ากับหนึ่งเดือนในมิติสำหรับบ่มเพาะเคล็ดวิชา และหนึ่งวันเทียบเท่าหนึ่งปี เขาใช้เวลานี้ฝึกฝนความเข้าใจเคล็ดวิชาทั้งสองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยความเข้าใจและพร์ที่ราวกับได้รับการเสริมจากระบบเอง
เขาเชี่ยวชาญ 'เคล็ดวิชาฝ่ามือเพลิงทลายฟ้า' ได้อย่างถ่องแท้ พลังฝ่ามือแต่ละครั้งสามารถพลิกฟ้าทลายปฐี เผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้ราวกับเพลิง์ลงมาจุติ ความร้อนแรงของเพลิงธาตุไฟที่แผ่ออกมาทำให้อากาศในห้วงมิติสั่นะเืราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
ส่วน 'คัมภีร์หมุนเวียนปราณไร้ลักษณ์' ที่ลึกล้ำยิ่งกว่า เขาฝึกฝนถึงระดับที่สี่ 'ไร้ลักษณ์' ลมปราณในกายกลมกลืนกับฟ้าดิน สามารถยืมพลังรอบกายมาเสริมตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ การฟื้นฟูและความยืดหยุ่นของพลังปราณสูงจนแทบไร้เทียมทาน
ในห้วงมิติเขานั่งขัดสมาธิ ลมปราณหมุนเวียนราววงล้อ์ที่ไม่หยุดยั้ง ทำให้ร่างกายรู้สึกเบาสบายราวกับเป็ส่วนหนึ่งของจักรวาล ความเ็ปจากการชำระไขกระดูกถูกบรรเทาด้วยคัมภีร์นี้ ทำให้เขาฝึกฝนต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
หลังจากกลืนกินโอสถชำระไขกระดูกและฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะผ่านไปเพียงแค่วันเดียวในโลกภายนอก พลังปราณในร่างกายของเฉาหลินหยวนกลับทะลวงเข้าสู่ระดับจินตันขั้นสอง่ต้นแล้ว รากฐานที่มั่นคงจากโอสถและเคล็ดวิชาทำให้พลังของเขาบริสุทธิ์และหนักแน่นยิ่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่า หากเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับจินตันจริง ๆ แม้แต่ยอดฝีมือระดับจินตันขั้นห้า่ปลายธรรมดา ๆ ก็ยากที่จะชนะเขาลงได้
ด้วยเคล็ดวิชาระดับพิภพและดาราที่เชี่ยวชาญ เขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้แม้จะเสียเปรียบด้านขอบเขตย่อย การฝึกฝนครั้งนี้ไม่เพียงเสริมพลัง แต่ยังจุดประกายความมุ่งมั่นในใจให้ลุกโชนยิ่งขึ้น ราวกับเพลิงที่ไม่ดับสูญ
ในห้วงมิติที่เงียบสงบ เฉาหลินหยวนยืนนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นที่รุนแรง “สองวัน... จะถึงเวลาแล้ว ตระกูลหู... เ้าจะได้ชดใช้สำหรับทุกสิ่งที่ทำกับตระกูลข้า ด้วยเืและน้ำตาของเ้าเอง!”
พายุแห่งการแก้แค้นกำลังก่อตัว และวันที่สองที่กำลังมาเยือน จะเป็วันแห่งเืและน้ำตาที่ตระกูลหูจะไม่มีวันลืม
แต่ในเงามืดของเมืองหย่งหนิง หูอิ่นโหยว่ บรรพบุรุษตระกูลหู กำลังยิ้มเย็นในห้องวาระประชุมลับกับเหล่าาุโตระกูลหู "อีกไม่กี่วัน... เราจะเริ่มเคลื่อนไหว ตระกูลเฉา... จุดจบของเ้ากำลังใกล้เข้ามาแล้ว...”