ปัจจุบัน 12 ธันวาคม พ.ศ.2565
19:30 น.
ความมืดและความเงียบเข้ามาแทนความสว่างและเสียงเซงแซ่ของผู้คนในเมืองใหญ่ ใต้เงาแสงจันทร์ยามค่ำคืนบนยอดตึกร้างแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ชั้นที่ 13
ท่ามกลางหมู่ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ อากาศเย็นสดชื่น ควันบุหรี่จากมือของชายหนุ่มที่ยืนครุ่นคิดถึงเื่ราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของตน ในมืออีกข้างถือโทรศัพท์มือถือกดอัดเสียงถ่ายทอดทุกความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจของตนออกมาจนหมดสิ้น
นั่นก็คือวิน หนุ่มมหาลัย ปี 3 ที่สามารถมองเห็นิญญาได้ ั้แ่เด็กถึงปัจจุบัน เขาไม่สามารถพูดหรือปรึกษาเื่เหล่านี้กับใครได้เลย เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี มีิญญามากมายอยู่รอบตัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา จนทำให้การใช้ชีวิตของเขาวุ่นวาย และส่งผลให้สุขภาพทางจิตแย่ลงทุกวัน
บางครั้งเมื่อรู้สึกอยากออกห่างผู้คน โลกที่แสนวุ่นวาย วินมักจะหาเวลาขึ้นมาชมวิวบนตึกร้างยามค่ำคืน เสพบรรยากาศเมืองเบื้องล่างบวกกับลมพัดเย็น ๆ และสูบบุหรี่คลายเครียด ช่างเป็อะไรที่เงียบสงบและได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ สักที เพราะที่นี่ทั้งเงียบและปลอดผู้คน
แต่วันนี้กลับแปลกไป ความรู้สึกของวินเศร้าและหม่นหมองอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไม่รู้ว่าตนจะอยู่บนโลกนี้ไปทำไม ไม่มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต ไม่มีคนให้คิดถึง ไม่มีคนให้ดูแลและเป็ห่วง เพราะในชีวิตก็ไม่เหลือใครแล้ว
แม้ทั้งเมืองจะมีผู้คนมากมายแต่นั่นไม่สามารถเติมเต็มความสุขให้ตนได้เลย ในใจยังรู้สึกเคว้งคว้าง โดดเดี่ยวและมืดมน าแในใจจากเื่ราวในอดีตยากเกินจะเยียวยาให้หายขาดได้ กลายเป็รอยแผลเป็ที่ติดอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ
ชีวิตของเขาเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผู้แต่งยัดปมและความโศกเศร้าทุกอย่างให้ตัวเอก จนแทบหาความสุขไม่เจอ ความรู้สึกบุบสลาย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตอนจบของหนังสือเล่มนี้จะเป็อย่างไร จะดำเนินไปในทิศทางใด แม้กระทั่งตัวเอกก็ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนที่ต้องเจอภายหน้า
บุหรี่ในมือวินหมดเป็มวนที่สอง แต่ตัววินก็ยังนั่งกอดเข่าและเหม่อลอยมองท้องฟ้าแบบไร้จุดหมาย ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงบางอย่างคล้ายคนพูดพึมพัมก็ได้ดังขึ้นอยู่ข้างหลังวิน แต่ไม่สามารถจับใจความได้ วินเองไม่ได้ใส่ใจอะไรยังคงนั่งสูบบุหรี่มวนที่สองในมือของตนให้หมด จนกระทั่งเสียงนั้นเริ่มเข้ามาใกล้และดังขึ้นเรื่อย ๆ จากฟังไม่รู้ความหมาย ก็เริ่มฟังได้เป็คำ
“คนสมัยนี้สูบบุหรี่ไม่เกรงใจคนอื่นบ้างเลย”
เสียงหญิงสาวปริศนาพูดจาเชิงบ่น วินรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมถึงมีคนมาอยู่บนนี้ใน่เวลานี้ ทั้งที่ทุกครั้งวินไม่เคยพบใครเลย เนื่องจากเป็ตึกร้างคงไม่มีใครกล้าขึ้นมาบนนี้ยามวิกาล เว้นแต่ว่าเป็วัยรุ่นที่อยากมาลองดี ล่าท้าผีอะไรทำนองนั้น แต่วินก็ยังไม่ได้หันไปหาต้นเสียง ตั้งหน้าตั้งตามองวิวแสงไฟระยิบระยับสวยงามของเมือง แต่เสียงของหญิงสาวคนเดิมก็ยังคงบ่นต่อว่าชายหนุ่มไม่เลิก
“ติดบุหรี่ขนาดนี้ ปอดน่าจะดำปี๋เป็ถ่านแล้วแน่ ๆ”
ด้วยความที่วินไม่ชอบสุงสิงกับใคร แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งเื่ส่วนตัว จึงตอบกลับเสียงนั้นทันควันทั้งที่ตัวเองยังหันหลังให้
“นี่คุณ ปอดก็ปอดผม คุณยุ่งอะไรด้วย แล้วใครใช้ให้ไปยืนใต้ลมล่ะครับ”
วินตอบกลับตัดความรำคาญด้วยน้ำเสียงต่ำสุดแสนเ็า
“คนอุตส่าห์เป็ห่วง ทำไมต้องมาทำเสียงแข็งใส่ด้วยล่ะ”
น้ำเสียงนุ่มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า เสียงที่สามารถทำให้ใจสุดเ็าของชายชาตรีละลายกลายเป็น้ำได้
แม้วินจะหันหลังให้กับหญิงสาว แต่เขาก็สามารถเดาใบหน้าของเธอได้จากน้ำเสียง ว่ากำลังกอดอกแล้วเบะปากใส่เขาเพราะความน้อยใจอยู่เป็แน่ แบบที่หญิงสาวขี้งอนชอบทำกัน
“แต่เอ๊ะ! เมื่อกี้คุณพูดกับฉันเหรอ”
เมื่อคิดได้ก็นึกแปลกใจ ว่าทำไมชายหนุ่มถึงคุยกับตน หญิงสาวจึงท้วงถามด้วยความสงสัย
“ก็ใช่น่ะสิ ก็คุยกับคุณนั่นแหละ บนนี้จะมีใครอีกนอกจากเรา ปกติผมก็ไม่เคยเห็นมีใครขึ้นมา่เวลานี้หรอกนะ ก็พึ่งมีคุณนี่แหละ”
“คุณได้ยินฉันเหรอ นี่คุณเห็นฉันไหม”
เสียงหญิงสาวพูดเร็วเพราะความตื่นเต้น จนแทบจับใจความไม่ได้
“คุณ ผมก็คนปกติตาไม่ได้มีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องมองไม่เห็นคุณด้วย”
วินพูดพร้อมกับลุกยืนขึ้นและหันหลังไปหาต้นเสียง เพื่อให้เธอดูว่าตาตนปกติดี
เมื่อชายและหญิงแปลกหน้าทั้งสองพบหน้ากันครั้งแรก ดวงตาสองคู่ประสานกัน วินได้เห็นดวงตาคู่หนึ่งซึ่งกลมโต สีน้ำตาลเข้ม ยิ่งมองเข้าไปในั์ตาของหญิงปริศนาคนนี้ ยิ่งน่าหลงใหลราวกับมีมนต์สะกด ดวงตาคู่นี้สามารถหยุดเวลา และความโศกเศร้าของเขาได้ชั่วขณะ ดวงตาคู่นี้เหมือนยาวิเศษที่ช่วยให้เขาลืมความเ็ปเมื่อก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น
หญิงสาวะโโลดเต้นดีใจคล้ายกับถูกรางวัลที่หนึ่ง จนทำให้วินเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ชีวิตแสนมืดมนของเขาเหมือนพบแสงสว่างปลายอุโมงค์ เหมือนพบแอ่งน้ำกลางทะเลทรายยามหิวกระหาย พบดวงดาวที่ส่องแสงในคืนที่เดือนดับ พบบางสิ่งที่ทำให้เขายิ้ม และเป็ตัวเองอย่างที่เคยเป็ ดึงความสดใสวัยเด็กกลับมา เป็เื่แปลกที่คนแปลกหน้าอย่างเธอทำให้ชายหนุ่มสบายใจได้ขนาดนี้
“คุณนี่เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่เลยนะ ทำไมถึงต้องดีใจอะไรขนาดนั้น”
สายตาชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความเอ็นดู
“นี่มันวิเศษมากเลยนะ ฉันนึกว่าฝันไปซะอีก คุณเห็นฉัน และคุยกับฉันได้”
น้ำเสียงตื่นเต้นกับใบหน้าที่เบิกบานเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาของหญิงสาว บ่งบอกว่าเธอมีความสุขมากเมื่อพบวิน ประหนึ่งพบคนที่ตามหามาตลอด เธอจ้องมองหน้าวินสายตาไม่กระพริบ เธอทำตาราวกับเป็แมวน้อยมองเ้าของ
“คุณก็หน้าตาน่ารักออก ปกติไม่มีใครคุยด้วยหรือไง”
“ก็ใช่น่ะสิ คนอื่นไม่มีใครคุยกับฉันเลย พวกเขาไม่น่าจะเห็นฉันแบบคุณมั้ง”
หญิงสาวทำหน้ามุ่ย หน้างอคล้ายกับปลาทู ระหว่างวินกำลังจะเอื้อมมือไปจับไหล่เธอเพื่อปลอบ แต่จู่ ๆ เื่ที่วินหลีกเลี่ยงมาตลอดก็เกิดขึ้น
มือวินแตะผ่านร่างเธอไป ราวกับอากาศ ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้ แต่ดวงตาเนื้อของวินยังคงเห็นเธอ เพียงแต่ไม่สามารถััโดนตัวเธอได้
วินรู้ได้ทันทีว่านี่คือิญญา แม้เขาจะเคยเจอิญญามามากพอสมควร แต่นี่คือครั้งแรกที่เจอจัง ๆ แบบที่ว่ายืนคุยกันเป็เื่เป็ราว คล้ายกับคนคุยกันปกติ วินได้แต่ด่าตัวเองในใจ
“แกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นมาตั้งนาน มาเสียรู้ผีสาวตนนี่ได้อย่างไรกันนะ”
เขารู้ได้ในทันทีว่าเมื่อิญญาตนใดก็ตามรู้ว่าวินสามารถมองเห็น และรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา เขาจะต้องโดนตามขอให้ช่วยเหลือ และชีวิตที่สันโดษก็จะถูกรบกวนแบบหลีกหนีไม่พ้น
“คุณสื่อสารกับฉันได้คุณต้องช่วยฉันได้แน่ ๆ”
เป็อย่างที่คิดผีสาวตนนี้ร้องขอให้วินช่วย
“ไม่เอาด้วยหรอกคุณ ผมไม่ช่วยใครทั้งนั้นแหละ ลำพังตัวผมเองยังเอาไม่รอดเลย นับประสาอะไรจะมาช่วยคุณ ผมไม่อยากเอาปัญหาของคนอื่นมาเพิ่ม ทุกวันนี้แค่ตื่นขึ้นมามีชีวิตในแต่ละวันผมก็เหนื่อยมากพอแล้ว ขอโทษด้วยนะ แต่ผมไม่สามารถช่วยคุณได้จริง ๆ”
วินกำลังจะเดินหนี แต่ผีสาวโผล่มาดักหน้า ตามตอแยวินไม่เลิก
“คุณต้องช่วยฉันได้แน่ ๆ คุณเป็คน และที่สำคัญคุณมองเห็นฉัน พูดคุยกับฉันได้นี่ไง”
“ผมแค่เห็นคุณ ใช่ว่าผมจะช่วยอะไรคุณได้นะ โลกของเรามันต้องใช้เงินนะคุณ ไม่ได้ใช้สังฆทานหรือการกรวดน้ำ”
“แล้วถ้าคุณไม่ช่วยฉัน ใครที่ไหนจะช่วยได้ ก็คุณเป็เพียงคนเดียวที่สามารถมองเห็นฉันนี่”
“ผมก็ไม่ได้อยากจะมองเห็นคุณนักหรอก มันทำให้ผมจะเป็บ้า คุณรู้ไหม คุณไปให้คนอื่นช่วยเถอะ ผมไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ”
“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ฉันคงไม่มาขอร้องคุณแบบนี้หรอก คุณก็ดูไม่ได้ยุ่งอะไรนักหนานะ เท่าที่ฉันเห็น”
“ถ้าคุณอยากจะให้ผมช่วยคุณจริง ๆ งั้นไปหาเงินมาให้ผมสิ เดี๋ยวผมจะช่วย คุณจะให้คนอื่นช่วยแค่คำขอบคุณมันไม่พอหรอกนะ แล้วยิ่งตอนนี้ผมช็อตด้วยสิ ทำได้หรือเปล่าล่ะ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามาตามผมอีก”
“คุณจะมาหวังเงินอะไรกับคนตาย ฉันไม่มีเงินหรอก แต่ช่วยฉันเถอะนะ มีแค่คุณคนเดียวที่สามารถช่วยฉันได้ ถือว่าเอาบุญนะ”
“รู้ตัวไหม ว่าคุณเป็ผีที่เื่เยอะมาก”
“ทำไมเห็นแก่ตัวจังนะ ถ้าคนอื่นสามารถมองเห็นฉันได้ ฉันก็ไม่ง้อคุณหรอก”
การตอบปัดแบบสุภาพของวินเหมือนจะใช้ไม่ได้ผล บวกกับคำพูดของผีสาวที่บอกว่าตนเป็คนเห็นแก่ตัว ทั้งที่เขาไม่เคยเป็แบบนั้น จนทำให้เขาพูดทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่ภายในใจออกมา
“แล้วผมอยากมองเห็นคุณมากเหรอ ก็เพราะพลังบ้า ๆ นี่ ไม่ใช่เหรอที่ทำให้คุณมาวุ่นวายกับผมแบนี้ การใช้ชีวิตผมโคตรลำบากเลยรู้ไหม ต้องเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น ต้องได้ยินเสียงอะไรที่ไม่อยากได้ยิน คุณรู้ไหมว่าคุณไม่ใช่ิญญาดวงแรกที่มาขอให้ผมช่วย หัวผมจะะเิอยู่แล้ว”
“ทำไมคุณไม่มองว่านี่คือความพิเศษล่ะ คุณสามารถช่วยพวกเราได้ มีแค่คุณคนเดียวที่จะช่วยพวกเรา ทำไมคุณถึงไม่เอาสิ่งนี้มาช่วยเหลือคนอื่น ถ้าคุณไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยล่ะ คุณทำได้แต่คุณเลือกที่จะไม่สนใจพวกเรา คุณมันคนใจแคบ”
“ก็จริงอย่างที่คุณพูด ถ้าคนอื่นเห็นคุณคงไม่มาสนใจผม คนกับผีก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้น นี่ขนาดคุณเป็ผีนะ ยังเห็นแก่ได้ ไม่สนใจคนอื่นว่าจะรู้สึกอย่างไร ว่าเขาจะลำบากใจแค่ไหน คุณไปให้คนอื่นช่วยเถอะ”
วินไม่สนใจคำร้องขออะไรจากผีสาวแม้แต่น้อย ตอบปัดด้วยคำพูดเรียบเฉย ไม่มีทีท่าจะสงสารหรือจะช่วยเธอเลยสักนิด เดินหนีไปหน้าตาเฉย เดินผ่านเหมือนว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น ทำเหมือนกับว่าผีสาวเป็เหมือนไรฝุ่นไม่มีค่าให้ต้องจำ
ชายหนุ่มเร่งฝึเท้าเดินลงจากดาดฟ้าตึกร้างชั้น 18 ลงมาจนถึงชั้นที่ 1 ให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ในใจครุ่นคิดอยู่เื่เดียวคือไม่อยากให้ผีสาวมาวุ่นวายกับเขาอีก จนลืมเื่ที่เคยเศร้าก่อนหน้าเมื่อมีเื่ผีสาวเข้ามาเกี่ยว