ที่บ้านหมอซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล หมอประจำหมู่บ้านซึ่งเป็ชายชราที่มากประสบการณ์ตรวจดูาแของจูฉางหยูอย่างละเอียด เขาพบว่ามีแผลลึกที่แขนและรอยฟกช้ำหลายแห่ง
“เ้านี่รอดมาได้อย่างมหัศจรรย์” หมอเอ่ยพร้อมถอนหายใจ เขาเริ่มทำแผล ใช้สมุนไพรจากป่ารักษาาแ และพันผ้าสะอาดให้
หลินอ้ายที่ตามมาด้วยน้ำตานองหน้าเอ่ยขอบคุณผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านทุกคน
“ขอบคุณพวกท่านมาก หากไม่มีพวกท่าน ข้าคงไม่รู้จะทำอย่างไร”
ผู้ใหญ่บ้านตบเบาๆ บนไหล่ของหลินอ้าย
“ไม่ต้องห่วง ทุกคนในหมู่บ้านคือพี่น้องกัน พวกเ้าต้องพักฟื้นและฟื้นตัวให้แข็งแรง”
ชาวบ้านช่วยกันให้กำลังใจครอบครัวของจูฉางหยู หลายคนเสนอจะช่วยแบ่งอาหารหรือช่วยดูแลพวกเขาใน่ที่ยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์
หลินอ้ายและลูกๆ มองหน้ากันด้วยความซาบซึ้ง แม้จะยังต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก แต่หัวใจของพวกเขาเริ่มเต็มไปด้วยความหวัง
ค่ำคืนมาเยือนพร้อมลมเย็นะเืที่พัดผ่านบ้านเก่าซึ่งทรุดโทรมมากแล้ว ครอบครัวรองกลับมาถึงบ้านพร้อมร่างกายที่เหนื่อยล้าและหัวใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ หลินอ้ายช่วยประคองจูฉางหยูที่ยังาเ็หนักเข้าไปนอนพักบนเตียง ขณะที่จูฉิงเฉิงและจูฉิงหยางพยายามจัดที่ทางให้พ่อของพวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายที่สุด
ในห้องด้านใน จูฉิงอันที่นอนป่วยอยู่บนเตียงได้ยินเสียงพูดคุยแ่เบา เสียงสะอื้นของมารดา และคำพูดปลอบโยนของน้องชายทั้งสองที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอหลับตาแน่น แต่หัวใจกลับเต้นแรง
แม้ร่างกายของเธอจะอ่อนแอ แต่จูฉิงอันพยายามรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อพลิกตัวขึ้นนั่ง แม้เสียงกระซิบแ่เบาจะบ่งบอกถึงความพยายามปกปิดความเ็ปจากแม่และน้องๆ แต่เธอรู้ว่าครอบครัวของเธอกำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานที่เกินจะทน
“ท่านแม่... ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง?” จูฉิงอันถามด้วยเสียงแหบพร่า หลินอ้ายหันมามองลูกสาวคนโต ดวงตาของนางแดงก่ำ
“พ่อของเ้าไม่เป็อะไรมาก หมอบอกว่าเขาจะหายดี เพียงแต่ต้องพักฟื้นสักระยะ” หลินอ้ายตอบพยายามปิดบังความกังวล แต่จูฉิงอันมองออกทันที
“แต่ข้ารู้... ทุกคนเหนื่อยล้ากันมาก” จูฉิงอันพูดต่อเบาๆ นางมองดูมือที่ซีดเซียวของตัวเอง และในใจเริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
จากคำพูดที่เธอได้ยินมา แม่เฒ่าจูและจูฉางไห่ยังคงพยายามควบคุมครอบครัวของพวกเธอ แม้พ่อของเธอจะาเ็ขนาดนั้น แต่พวกเขาก็ยังไม่ปรานี นางรู้ดีว่าหากพวกเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ครอบครัวของเธอจะไม่มีวันพ้นจากขุมนรกนี้ไปได้
ดวงตาของจูฉิงอันเปล่งประกายขึ้นมา แม้ร่างกายของเธอจะยังอ่อนแอ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
“ถ้าข้าหายดี... ข้าจะไม่ยอมให้ครอบครัวของเราต้องทนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป” นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงของนางหนักแน่นเกินกว่าจะปฏิเสธได้
เธอรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ง่าย แต่ด้วยความรู้จากภพก่อนที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ และความรักที่เธอมีต่อครอบครัว นางเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถพาครอบครัวออกจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ได้
“ข้าจะช่วยครอบครัว ข้าสัญญา...” เสียงของนางเบาแต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ หลินอ้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดนั้น แม้เธอจะไม่เข้าใจในทันที แต่เธอกลับรู้สึกว่าลูกสาวของเธอกำลังเปลี่ยนไป
บ้านเก่าที่เต็มไปด้วยรอยรั่วและผนังผุพังแทบไม่อาจต้านทานลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาได้ จูฉางหยูที่ยังาเ็นอนซมอยู่บนเตียงข้างๆ จูฉิงอันที่ป่วยหนักเช่นกัน ทั้งคู่มีเพียงเสื้อผ้าบางๆ ปกคลุมร่างกาย หลินอ้ายพยายามต้มน้ำแกงจืดจางให้สามีและลูกสาวได้กินประทังชีวิต
แต่ความสงบที่เปราะบางนี้ถูกทำลายลงในทันที เมื่อเสียงะโดุดันดังมาจากหน้าบ้าน
“จูฉางหยู! ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงของแม่เฒ่าจูดังลั่น ก่อนที่ประตูไม้จะถูกผลักเปิดอย่างแรง
หลินอ้ายรีบวิ่งออกมาขวางหน้าห้องของสามีและลูกสาว น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ท่านแม่ ท่าน้าอะไรอีก? สามีข้ายังไม่หายดี...”
“ไม่หายดีก็ต้องทำงาน! ข้าไม่มีเงินจะซื้อข้าวของในบ้านแล้ว! เ้าก็รู้ว่าทุกอย่างในบ้านนี้เป็ของข้า” แม่เฒ่าจูกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ขณะที่จูฉางไห่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง พร้อมส่งสายตาดูแคลน
หลินอ้ายพยายามอธิบายอย่างสิ้นหวัง
“โปรดให้เขาได้พักฟื้นก่อนเถิด ท่านแม่ เขาแทบลุกไม่ไหวแล้ว...”
“งั้นพวกเ้าก็ออกไปหาเงินมาเอง!” จูฉางไห่แทรกขึ้น น้ำเสียงเ็า ก่อนจะเดินตรงเข้ามาคว้าแขนของหลินอ้าย
จูฉิงเฉิงและจูฉิงหยางรีบวิ่งเข้ามาขวาง จูฉิงเฉิงะโด้วยเสียงเด็กชายที่พยายามกล้าแกร่ง
“อย่าทำร้ายท่านแม่ของข้า!”
แต่จูฉางไห่กลับผลักเขาออกไปจนล้มลงพื้นอย่างไม่ไยดี ขณะที่จูฉิงหยางซึ่งพยายามดึงแม่เฒ่าจูออกไปจากแม่ของเขาแต่กลับถูกผลักจนเกือบชนเข้ากับผนัง
“ถ้าพวกเ้ายังคิดจะอยู่ในบ้านนี้ ก็ต้องทำตามที่ข้าบอก! เอาเงินมาซะ ไม่งั้นก็ไปหาเอง!” แม่เฒ่าจูกล่าวพร้อมกับยกมือชี้ออกไปที่ประตูบ้าน
หลินอ้ายสะอื้นไห้ด้วยความเ็ป นางรู้ว่าตนเองไม่อาจต้านแรงของคนทั้งสองได้ นางหันไปมองจูฉางหยูและจูฉิงอันที่ยังคงนอนอยู่ในห้อง สายตาของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ในวันต่อมา หลินอ้ายต้องพาลูกชายทั้งสองที่ยังเด็กขึ้นเขาไปเก็บของป่า พวกเขาพยายามหาเห็ด สมุนไพร และผลไม้ป่าที่พอจะขายได้ แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นและพื้นดินที่ลื่นชัน ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยอันตราย
จูฉิงเฉิงที่ยังเล็กพยายามช่วยเหลือแม่ด้วยการแบกตะกร้าหนัก แม้เขาจะเหนื่อยจนแทบล้ม ขณะที่จูฉิงหยางเองก็พยายามช่วยเก็บสมุนไพร ทั้งที่มือน้อยๆ ของเขาเย็นจนชา
หลินอ้ายมองลูกๆ ด้วยความปวดร้าว นางรู้ว่าชีวิตที่ต้องพึ่งพาของป่าคงไม่อาจช่วยให้ครอบครัวรอดพ้นจากความยากลำบากนี้ไปได้ แต่เพื่อลูกๆ และสามี นางต้องอดทน
ขณะเดียวกัน ในบ้านที่เงียบสงบ จูฉางหยูพยายามจะลุกขึ้นจากเตียง แต่ความเ็ปจากาแทำให้เขาแทบไม่อาจขยับตัวได้ ส่วนจูฉิงอันที่นอนอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ของพ่อ
“ท่านพ่อ ท่านอย่าฝืนเลย...” นางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรง
จูฉางหยูหันมามองลูกสาวด้วยแววตาหนักอึ้ง
“ข้า...ข้าควรปกป้องพวกเ้า แต่ข้ากลับทำอะไรไม่ได้เลย...”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจของจูฉิงอัน นางหลับตาลง รวบรวมความมุ่งมั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“ท่านพ่อ... ข้าสัญญา... เมื่อข้าหายดี ข้าจะพาครอบครัวของเราออกไปจากที่นี่ เราจะไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป” นางพูดด้วยเสียงแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่
แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาส่องลงมาบนใบหน้าของจูฉิงอัน ราวกับเป็สัญญาณแห่งความหวังที่เริ่มปรากฏ