คล้อยหลังกลุ่มศิษย์คณะศรัทธาฯ ที่แยกย้ายกันกลับไปพร้อมความเลื่อมใสขั้นสุด โรงครัวที่เหลือแต่ซากกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลินเฉาถอนหายใจยาว วางกระทะเหล็กคู่ใจลงบนซากโต๊ะที่ยังพอยืนหยัดอยู่ได้ พลางมองสภาพร้านที่ยับเยินไม่มีชิ้นดีด้วยสายตาละห้อย
จังหวะนั้นเอง ชายชราหลังค่อมในชุดภารโรงสีซีดก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูที่เหลือเพียงกรอบ มือเหี่ยวย่นถือไม้กวาดทางมะพร้าวเก่าๆ ค่อยๆ กวาดเศษซากอิฐซากปูนอย่างเชื่องช้า ท่าทางดูไร้พิษสงเหมือนชาวบ้านแก่ๆ ธรรมดาทั่วไป
ทว่าชายชราผู้นี้หาใช่ภารโรงธรรมดาไม่ เพราะััได้ถึงกลิ่นอายะเิปราณอันบ้าคลั่งและการปะทะของยอดฝีมือเมื่อครู่ มันจึงดั้นด้นมาสอดแนมถึงที่ด้วยตนเอง
มันเหลือบมองหลินเฉา
*เด็กคนนี้สินะ ต้นเหตุของความวุ่นวาย ลองดูซิว่าจะมีดีสักแค่ไหน...*
'แรงกดดันระดับเซียน' คลื่นพลังปราณที่ส่งแรงกระทำต่อลมปราณโดยตรง แผ่ออกจากร่างชรา ครอบคลุมบริเวณซากโรงครัวทั้งหมด แรงกดดันนี้มุ่งเป้าบดขยี้ปราณของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ สำหรับผู้ฝึกตน มันคือแรงะเิทางิญญาที่อาจคร่าชีวิตผู้คนได้แบบไม่ทันรู้ตัว!
**อั้กอั้ก... พรวดดด!**
เสียงสำลักอย่างรุนแรงตามด้วยเสียงของเหลวข้นหนืดสาดกระเซ็นลงพื้นดังมาจากใต้โต๊ะไม้
หลินเฉาสะดุ้งโหยง หันไปมองตามเสียง
ที่แท้ใต้โต๊ะไม้ยังมี 'เคนหนีคนที่เก้า' แอบมาหลบอยู่ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาถูกคลื่นพลังปราณบดขยี้จนเส้นลมปราณขาดสะบั้น อวัยวะภายในปริแตก ร่างเกร็งกระตุกอย่างรุนแรงชั่วอึดใจ ก่อนจะทรุดฮวบลงไปนอนตาเหลือกค้าง เืสีคล้ำทะลักออกจากทวารทั้งเก้า ตายอนาถคาที่อยู่ใต้โต๊ะนั่นเอง
หลินเฉาเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ยกมือขึ้นกุมหัว
"์! นี่มันบ้าอะไรกัน! ศิษย์พี่เคนหนีอยู่ดีๆ ก็ธาตุไฟเข้าแทรกตายไปเฉยๆ!!" เด็กหนุ่มสบถลั่น ฟ้าดินช่างโหดร้ายกับคนหน้าตาแบบนี้เสียเหลือเกิน
ชายชราชะงักเล็กน้อยที่ดันมีผู้เคราะห์ร้ายโดยไม่ตั้งใจ มันหรี่ตาแล้วเพิ่มระดับพลังปราณหนักหน่วงขึ้นอีก หมายจะดูว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะทนได้สักแค่ไหน และจะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาเมื่อใด
อากาศรอบบริเวณหนักอึ้งจนห้วงอากาศบิดเบี้ยวราวลูกคลื่น ทว่า... หลินเฉากลับยืนเกาหัวแกรกๆ
ด้วยสภาวะ 'รากชะตาว่างเปล่า' ที่ไร้ซึ่งจุดศูนย์กลางลมปราณ ร่างของหลินเฉาจึงเปรียบเสมือนตะแกรงร่อนน้ำ พลังกดดันระดับเซียนที่หนักหน่วงราวคลื่นทะเลคลั่ง ทะลุผ่านตัวเขาไปเหมือนอากาศธาตุ ไร้ผลกระทบต่ออวัยวะภายในหรือแม้แต่ปลายเล็บ
หลินเฉาขยับคอเสื้อเบาๆ พลางบ่นพึมพำ "ทำไมจู่ๆ อากาศมันอบอ้าวและอึดอัดพิกล สงสัยฝนจะตกกระมัง"
พูดจบก็หันไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดทำความสะอาดกระทะเหล็กต่อด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ
ไม้กวาดในมือของชายชราร่วงหล่นลงพื้น มันยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง
*เ้าเด็กนี่... หากมิใช่ยอดวีรบุรุษอัจฉริยะวัยเยาว์บรรลุยอดวิชา ก็ต้องมีอภิยอดคนเหนือเซียนคอยค้ำชูอยู่เื้ัเป็แน่... ทว่าผู้นั้นเป็ผู้ใดกัน ที่แม้แต่ข้ายังััไม่ได้แม้แต่น้อย?*
มันรีบสลายแรงกดดันหมดทันที ยอดคนระดับนี้ หากไปล่วงเกินเข้าย่อมนำหายนะมาสู่สำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแล้วจึงแสร้งทำเป็ไอคอกแคก หยิบไม้กวาดขึ้นมาทำทีกวาดพื้นต่อด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
หลินเฉาจัดการลวกเส้นบะหมี่ด้วยน้ำร้อนเปล่าๆ เหยาะซีอิ๊วลงไปนิดหน่อย เพราะน้ำซุปกระดูกหมูสูตรเด็ดกระจุยไปพร้อมกับแรงะเิหมดแล้ว เขาส่งชามให้ชายชราด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
"ข้ามีเพียงบะหมี่น้ำใส ท่านลุงกินรองท้องไปก่อนนะ"
ชายชรายื่นมือรับชามบะหมี่ด้วยท่าทีนอบน้อม ทันทีที่บะหมี่น้ำเปล่ารสชาติจืดชืดแตะลิ้น มือที่ถือตะเกียบก็ชะงักค้าง
*รสชาติจืดชืดไร้การปรุงแต่งนี่มันอะไรกัน... หรือว่า! ยอดคนผู้นั้นกำลังสั่งสอนให้ข้าละทิ้งกิเลสทางโลก เพื่อคืนสู่วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายที่แท้จริง!*
ยิ่งคิด ชายชราก็ยิ่งซาบซึ้งใน 'รสพระธรรม' ซดบะหมี่น้ำใสจนเกลี้ยงแทบจะเลียก้นชาม น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอเบ้า
"ขอบคุณนายน้อย บะหมี่ชามนี้ล้ำค่ายิ่งนัก ผู้เฒ่าจะจดจำบุญคุณนี้ไว้" ภารโรงชราค้อมศีรษะด้วยความซาบซึ้ง
หลินเฉายิ้มรับแบบงงๆ *แค่บะหมี่ชามเดียว ล้ำค่าอะไรกัน ตาแก่นี่ท่าจะหิวจัด*
ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ชายชราเหลือบไปเห็นลูกหมาดำที่นอนคุดคู้อยู่ใต้กองไม้ เยี่ยนอู๋ที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการสลบไสลเหลือบตามองชายชราตาขวางด้วยความหงุดหงิด
ชายชราััได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวเ้าลูกหมาดำ มันยิ้มมุมปากแล้วลูบเครายาวเบาๆ อย่างมีเลศนัย
"ช่างเป็สัตว์เลี้ยงที่น่าสนใจจริงๆ นายน้อย"
ทิ้งคำพูดปริศนาไว้เพียงเท่านั้น ภารโรงลึกลับก็เดินหายลับไปกับสายลม ทิ้งให้เยี่ยนอู๋ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สัญชาตญาณอสูรร้องะโว่าตาแก่ที่เพิ่งเดินออกไปนั้น... ไม่ใช่คนกวาดขยะธรรมดาอย่างแน่นอน!