ณ ห้องทรงพระอักษร
วันรุ่งขึ้น ฝ่าามีรับสั่งให้องค์หญิงอี้อันเข้าเฝ้า หลังจากทรงว่าราชการในท้องพระโรงเสร็จสิ้น นางแต่งกายงดงาม ติดตามขันทีนำทางมายังห้องทรงพระอักษร เห็นมีบุรุษหนุ่มนายหนึ่งยืนเฝ้าหน้าประตูห้องทรงพระอักษร เขาทำความเคารพนางแล้วยืนตัวตรงต่อจังหวะเดียวกับมีบุรุษผู้หนึ่งอายุราว 52ปีแต่งชุดขุนนางขั้น 2 เครื่องแบบสีม่วงผมและหนวดเคราสีขาวแซมดำ ก้าวเดินออกมา ทันทีที่พบกันเขาทำความเคารพองค์หญิงอี้อันทันที
“กระหม่อม จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ถวายพระพรองค์หญิงอี้อันพ่ะย่ะค่ะ“ นางทำความเคารพตอบอย่างงดงาม แล้วมีขันทีหน้าห้องเดินเข้ามาเชิญองค์หญิงอี้อันเข้าไปพบฝ่าาเสนาบดีจางซื่อเจิน ทำความเคารพแล้วเดินจากไปพร้อมกับคนสนิท นางเดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษรสายตายังคงมองไปที่บุรุษชื่อ จางซื่อเจิน เขาเดินไปกับองครักษ์ประจำตัว
จางซื่อเจินภายหลังเดินสวนกับพระธิดาองค์เล็กที่เพิ่งกลับจากแคว้นต้าหลี่ เมื่อวานเขาก็นั่งชมการแสดงเชิดัหลงเติงด้วย เห็นถึงการซัดลูกธนูพุ่งออกไปขณะตีกลองเชิดั รู้สึกได้ถึงความสามารถด้านวิชายุทธ์ของนางนับว่าฝีมือสูงส่งทีเดียว ดังนั้นผู้ที่ร่ำลือว่าเป็องค์หญิงโรคโง่ นับว่าผู้นั้นโง่เขลา และข่าวลือนั้นเป็เื่น่าขบขันยิ่งนัก
ภายในห้องทรงอักษรซื่อกงขันทีคนสนิท แม่ทัพเสวี่ยิ ต่างยืนอยู่ข้างกายฝ่าา องค์หญิงอี้อันคุกเข่าทำความเคารพ “กระหม่อมอี้อัน น้อมคารวะเสด็จพ่อ”
“ลุกขึ้นเถิด วันนี้พ่อเรียกเ้ามา มีเื่บางอย่างจะคุยกับเ้า”
“อนุญาตเพคะ” องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างผายมือเชิญ ฮ่องเต้ประหลาดพระทัยกับพระธิดาคนนี้ แล้วส่ายพระพักตร์ พระสรวลเบาๆ
“เออ ... เ้านี่ ทำให้พ่อหัวเราะได้ตลอดเวลาจริงๆ” นางไม่กล่าวต่อแต่ยิ้มแย้มให้ฝ่าา ว่าแล้วทรงหันไปที่ขันทีซื่อกงเขาน้อมรับพระบัญชา ก้าวถอยหลบไปด้านหลัง สักครู่ได้นำตัวหมอหลวงสุยบัดนี้อายุ 59 เริ่มชราลงแล้ว ปัจจุบันหมอหลวงสุย เป็หัวหน้าหมอหลวงประจำสำนักวังหลวง ฝ่าาทรงเห็นเขาแอบมองจากหลังต้นเสาท้องพระโรง ดังนั้นวันนี้จึงทรงนำเขาให้เข้ามาพบกับพระธิดาเสียเลย
“หมอหลวงสุย นี่อย่างไรเล่าคนที่เ้าแอบดูจากหลังเสาท้องพระโรง”
แม่ทัพเสวี่ยิ ขยับกายก้าวจากด้านข้างฝ่าาออกมายืนใกล้กับหมอหลวงสุยเบื้องหน้าองค์หญิงอี้อัน คราแรกนางนึกสงสัยว่าสองคนนี้คือผู้ใดกัน จนเมื่อแม่ทัพเสวี่ยิและหมอหลวงสุยแนะนำตัว “กระหม่อม องครักษ์เสวี่ยิผู้อารักขาองค์หญิงน้อยเดินทางไปแคว้นต้าหลี่ พ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อม หมอหลวงสุย หมอหลวงที่ถวายการรักษาองค์หญิงน้อยเมื่อครั้งเดินทางไปแคว้นต้าหลี่พ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงการรายงานตัวองค์หญิงอี้อัน เบิกตาโพลง คล้ายกับรำลึกได้ถึงเื่ราวที่แม่นมเฉินเล่าให้ฟังได้ นางรีบคุกเข่าทำความเคารพ โน้มกายลง “เรา อี้อันขอคำนับผู้มีพระคุณทั้งสอง” ขุนนางทั้งสองต่างรีบเข้าไปประคององค์หญิงมิให้ทำความเคารพพวกเขาเพราะมันผิดธรรมเนียมอย่างยิ่ง แต่นางยังคงคุกเข่าประสานมืออยู่เช่นนั้น
“หากเรามิได้เหล่าผู้กล้ารอนแรมเดินทางเกือบหมื่นลี้ไปส่งเราถึงแคว้นต้าหลี่เช่นนั้นเราคงตายไปแล้ว ขออภัยท่านทั้งสองที่คราแรกเราจำท่านมิได้” สองขุนนางรีบคุกเข่าลงคำนับเนื่องจากองค์หญิงยังไม่ลุกขึ้น หมอหลวงสุยผู้เฒ่า เวลานี้น้ำตาแห่งความปีติไหลอาบแก้มเป็ทาง ยกมือทั้งสองทำท่าจะเอื้อมไปแตะใบหน้าองค์หญิงอย่างปลาบปลื้ม นี่น่ะหรือ...องค์หญิงน้อยที่เขาเคยติดตามรักษาพระอาการขณะรอนแรมผ่านป่าเขา อันยาวไกลสู่ต้าหลี่เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าสตรีผู้เยาว์นี้เป็องค์หญิงมิใช่ลูกหลานของตน จึงเฉไฉก้มหน้าใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาแทนพร้อมกับหัวเราะเบาๆด้วยความดีใจ
“เอาหละ พวกเ้าทั้งหมดลุกขึ้นก่อนเถอะ” แล้วทั้งสามลุกขึ้น
“เราให้พวกเ้ามาพบกันเพื่อให้หายคิดถึง วันหลังค่อยไปเยี่ยมกันใหม่ได้ เอาหละท่านหมอหลวงกลับไปก่อนเถิด” แล้วซื่อกงขันทีมานำทางหมอหลวงสุยกลับสำนักหมอหลวงไป แม่ทัพเสวี่ยิทำความเคารพองค์หญิงอี้อันแล้วไปยืนทำหน้าที่อารักขาข้างฝ่าาต่อไป
เมื่อการพบปะกันของมิตรสหายเก่าจบลง ฝ่าาจึงหันสายพระเนตรที่มองพระธิดาที่เพิ่งเดินทางไกลมาด้วยความอ่อนโยนนัก “ที่เราเรียกเ้ามาวันนี้เพราะอยากรู้ว่า ทั้งเสด็จลุงเสด็จป้าของเ้าสบายดีหรือไม่?”
“ทูลเสด็จพ่อ เสด็จลุงและเสด็จป้ามีพระพลานามัยดีมากเพคะ” องค์หญิงอี้อันตอบชัดเจนแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างเชื่องช้า
“พ่อรู้ว่าทั้งสองพระองค์และเสด็จพี่ทั้งสามของเ้า มีเมตตาต่อเ้ามากมายนัก เ้ากตัญญูต่อทุกพระองค์ดีหรือไม่?”
“หม่อมฉันกตัญญูต่อเสด็จลุงและเสด็จป้าดีเพคะ” พระธิดาตอบฝ่าาพร้อมทั้งยิ้มกว้างขวาง
“เ้าอยู่ที่ต้าหลี่สิบกว่าปีแต่ละวันเ้าทำอะไรบ้าง?”
“หม่อมฉันสุขสบายดีเพคะแต่ก่อนเล่าหม่อมฉันอยากขอให้เสด็จพ่อทรงอนุญาตหม่อมฉันเื่หนึ่ง”
“ว่ามา” ตรัสแล้วก็ทรงเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี
“หม่อมฉันขอติดตามเสด็จพี่ไปค่ายซานตงด้วยเพคะ”
“เ้าจะไปวิ่งเล่นในค่ายหรือ?” ฝ่าาขมวดคิ้ว
“หม่อมฉันจะไปช่วยเสด็จพี่ฝึกทหารด้วยนะเพคะ” ฮ่องเต้สำลักน้ำชาที่กำลังดื่ม มองหน้าพระธิดาที่ยังยิ้มแย้มกว้างขวางและดูจริงใจ
“เ้าน่ะหรือจะไปช่วยฝึกพลทหาร ทุกคนในค่ายล้วนอายุมากกว่าเ้าเสียอีกแล้วเ้าจะเอาอะไรไปฝึกพวกเขา” อี้อัน ดูงงงวยกับคำที่เสด็จพ่อตรัส แต่ก็ไม่สนใจเดินเข้าไปนั่งกอดเอวพระบิดาอย่างประจบประแจง
“เสด็จพ่อเพคะ ให้หม่อมฉันไปกับเสด็จพี่สาม เถอะนะ” ฮ่องเต้เอียงหน้ามองหน้าพระธิดาทรงรู้สึกน้ำเสียงนางไม่ได้ออดอ้อนแบบเด็กหญิงทั่วไป แต่ดูเหมือนว่าจะเป็การสั่งการซะมากกว่า ทรงสังเกตว่า การพูดของอี้อันออกจะเชื่องช้าและบางครั้งไม่ค่อยเข้าใจประโยคที่พูดหยอกล้อนัก
“เ้าเล่าให้พ่อฟังก่อนว่าเ้าอยู่ที่ต้าหลี่แต่ละวัน เ้าทำอะไรบ้างเ้าดื้อรั้นกับเสด็จลุง เสด็จป้า เ้าบ้างหรือไม่แล้วพ่อจะลองพิจารณาดูว่าเ้าเหมาะสมจะเข้าไปช่วยฝึกทหารเ่าั้กับพี่เ้าได้หรือไม่”
“เพคะ” อี้อันนางว่าง่ายจริงๆ และนางก็หันซ้ายหันขวารอบห้อง พลันสายตาไปสะดุดกับม้านั่งทรงกลมตัวหนึ่งแล้ววิ่งไปยกมาตั้งที่หัวโต๊ะแล้วนั่งลงฝ่าาเห็นเช่นนั้นได้แต่ส่ายพระเศียรระอาใจกับมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ของพระธิดาคนนี้เสียจริงๆ ...... ยามนี้แม่ทัพเสวี่ยิก็ส่ายหัวเหมือนกัน
จากนั้นฝ่าาทรงปัดฎีกาต่างๆไปไว้ด้านข้าง เอนพระวรกายเอามือเท้าคางเตรียมฟังพระธิดาเล่าเื่
“ทุกวันหม่อมฉันจะฝึกวิชายุทธ์วันละ 5 ชั่วยามทุกวันเริ่มจากยามเฉิน (07.00-08.59) ฝึกวิชาลมปราณกับเสด็จลุงจากนั้นยามชื่อ ถึงยามอู่ (09.00-12.59) ฝึกวิชายุทธ์กับพี่ใหญ่อี้หลงกับท่านอาจารย์ แล้วยามอุ้ยถึงยามเซิน (13.00-16.59)ฝึกวิชายุทธ์กับพี่ใหญ่ และพี่สามอี้จิน แล้วั้แ่ยามอิ้ว(18.00-18.59) ฝึกวิชาอาวุธลับกับแม่นมเฉิน จากนั้นยามยามชวี(19.00-20.59) เรียนวิชาดาราศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์กับพี่รองอี้ฉือ”
“เดี๋ยวก่อนนะอี้อัน ที่เล่ามา บอกพ่อหน่อยซิ เ้ากินข้าวตอนไหนแล้ววิชาที่เ้าฝึกไม่มีเย็บปัก วิชาอักษรศาสตร์ หรือเรียนบทกวีที่สตรีเขาเรียนกันบ้างเลยหรือ?”
“ไม่มีเพคะ หม่อมฉันต้องฝึกลมปราณ และการต่อสู้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนวิชาของสตรีไม่ทำให้หม่อมฉันหายป่วยเพคะ”
“อ้อ เช่นนั้นหรือ ....ใครบอกกับเ้าหรือ?” ฝ่าาตรัสถาม “หมอหลวงผู้เฒ่าบอกกับเสด็จป้าฮองเฮาม่านลี่ เพคะ”
“แล้วเสด็จป้าเ้ายอมตามนั้นด้วยหรือ?” “ยอมเพคะ แต่ทำไมไม่ทราบ เสด็จป้าชอบตรัสกับหม่อมฉันบ่อยๆ”
ฝ่าาตรัสถาม “เสด็จป้าเ้าว่ากระไร...?“
“ทรงตรัสว่า.....โธ่เอ๋ย .... หลานรัก ลำบากเ้าแล้วจริงๆ”
พระบิดาจ้องลึกลงไปในลูกตาของพระธิดายามที่นางเล่าเื่และยามที่สนทนาโต้ตอบกับเขา แววตาสุกใสเป็ประกายใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ประหนึ่งว่านางมีความสุขกับ่ชีวิตที่ผ่านมาจริงๆ
“เอ.....แล้วเ้ากินข้าว หายใจตอนไหนบ้าง"
“แม่นมเฉินเอาอาหารมาส่งที่ลานฝึกเพคะ กินอาหารอิ่มแล้วก็ฝึกต่อเพคะ”
“เ้าฝึกเช่นนี้ทุกวันไม่หยุดเลยหรือ” พระบิดาเริ่มทึ่งพระธิดา
“เพคะ” นางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ ..โธ่เอ๋ย .... ลูกพ่อลำบากเ้าแล้วจริงๆ” ฮ่องเต้ตรัสเบาๆ น้ำตาจะไหลเอาจริงๆ แม่ทัพเสวี่ยิมองดูสองพ่อลูกสนทนากันแอบส่ายหัวเราะเบาๆ “โถ องค์หญิง ลำบากท่านแล้วจริงๆ”
“พ่อได้ข่าวว่าเ้าออกไปท่องยุทธภพมาหลายครั้ง ลำบากไหมเ้าลูกเต่าของพ่อ?”ฮ่องเต้ยังคงเท้าคางฟังต่อไป
“ไม่ลำบากเพคะ ั้แ่หม่อมฉันอายุ 7 ปีเสด็จลุงให้เสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่สามไปปราบโจรูเาหม่อมฉันตามไปด้วย ได้ต่อสู้กับพวกโจรด้วย ปีต่อมาเสด็จลุงให้พี่ใหญ่ไปเยี่ยมราษฎรชายแดนทิศตะวันออกและเขียนแผนที่เส้นทางม้าและแผนที่เขตแดนตะวันออก หม่อมฉันตามไปด้วย เรียนวิธีเขียนแผนที่ด้วย ปีต่อมาเมืองเจียงหลงทางตอนใต้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่เสด็จลุงให้เสด็จพี่ใหญ่นำเสบียงไปช่วยชาวเมืองเจียงหลง ต่อมาเสด็จพี่ใหญ่อี้หลงได้รับแต่งตั้งเป็รัชทายาทจึงต้องอยู่เมืองหลวง”
“เสด็จลุงจึงให้เสด็จพี่รองอี้ฉือกับเสด็จพี่สามอี้จินออกไปเยี่ยมราษฎรทางฝั่งตะวันตกและเขียนแผนที่เส้นทางม้าและแม่น้ำสายต่างๆในต้าหลี่ หม่อมฉันได้ตามไปด้วย บางปีเราพบโจรมีจำนวนมากกว่าดักปล้นเสบียงแต่เราสามารถนำกลับคืนมาได้ปีต่อมาเสด็จลุงให้เสด็จพี่รองบูรณะเจดีย์วัดฉงเซิ่ง เสด็จพี่สามอี้จินจึงออกสำรวจเส้นทางการค้า และเขียนแผนที่เส้นทาง หม่อมฉันจึงออกไปค้าขายกับพี่สามทุกปี บางปีเราลงไปค้าขายถึงมัณฑะเลย์ เมืองพุกามซื้อพลอยแดงกลับมาทำเครื่องประดับขายด้วย”
“วันนี้หม่อมฉันนำมาฝากเสด็จพ่อก้อนหนึ่งเพคะ” นางหยิบก้อนหินสีชมพูเข้มก้อนใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือ ฮ่องเต้ยังเท้าคางอยู่เช่นเดิม ยื่นอีกมือออกมานางจึงนำหินสีชมพูเข้มนั้นใส่ฝ่ามือทรงยกขึ้นพิจารณา “เ้าให้พ่อรึ?” ฝ่าามองที่หินสีชมพูเข้าก้อนนั้น “เพคะ ... หม่อมฉันไปฝึกพลทหารในค่ายซานตงได้แล้วใช่ไหมเพคะ” ฝ่าาะเิเสียงหัวเราะอย่างรู้ทัน“เ้าลูกเต่านี่สำคัญนัก กล้าต่อรองกับฮ่องเต้แห่งต้าซ่ง”
“เอาหละ วันนี้เ้าอยู่กับเสด็จแม่และพี่หญิงของเ้าไปก่อน ให้เสด็จแม่เ้าหายคิดถึงอีกสักหน่อยเถิด” องค์หญิงอี้อันยิ้มแย้ม แล้วทูลลาแล้วเดินกลับออกไปอย่างว่าง่าย เมื่ออี้อันเดินออกไปแล้ว พระพักตร์ที่ยิ้มแย้มเริ่มค่อยๆคลายยิ้มแย้มลงจนนิ่ง แล้วกลับกลายเป็เครียด ทรงดึงซองจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาค่อยๆดึงกระดาษด้านในออกมา ทอดพระเนตรซ้ำอีกครั้ง
ถึงจ้าวเฟิงอี้ ผู้เป็น้องเขย
เราขอบใจท่านที่รักและเมตตาเยว่ซิน น้องสาวคนเดียวของเราเสมอมา เมื่อท่านมีสาส์นมาถึงเราว่า อี้อัน ลูกสาววัย2 ขวบของเ้ากับเยว่ซิน ป่วยหนัก้ามารักษาอาการที่ต้าหลี่ เราและฮองเฮามีความยินดียิ่งนักเพราะทารกน้อยนี้ก็คือหลานสาวแท้ๆ ของเรา ในเบื้องต้นทารกน้อยเกือบเอาชีวิตไม่รอดแต่ท้ายสุดนางก็ฟื้นกลับมาได้ นางต้องฝึกฝนตนเองอย่างหนักทุกด้านเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเวลานี้อาการโรคหอบของนางหายดีแล้ว ครอบครัวของเรารักอี้อันดั่งแก้วตาดวงใจ ประคับประคองจนนางเติบโตขึ้นมาได้ดังเช่นเด็กปกติ
ครอบครัวเราหล่อหลอมให้นางเป็คนรอบรู้มีปฏิภาณไหวพริบดีและมีความกตัญญู นางสนิทสนมกลมเกลียวกับพี่ชายทุกคน นางตั้งใจจะออกไปท่องเที่ยวยุทธภพและค้าขายกับอี้จินพี่ชายคนเล็ก จนกระทั่งนางได้ยินข่าวข้าศึกเผ่าเหลียวมักลอบเข้ามาตีด่านชายแดนต้าซ่งบ่อยครั้งและยังมีคลื่นใต้น้ำในราชสำนักอีก เมื่อไม่นานมานี้นางได้ข่าวว่า องค์รัชทายาทพี่ชายของนางถูกลอบสังหาร นางจึงตัดสินใจขอกลับมาต้าซ่ง แผ่นดินต้าหลี่แม้นไม่กว้างใหญ่เท่าแผ่นดินต้าซ่ง หากแต่รอบด้านต้าหลี่อยู่กันอย่างสงบสุขนางสามารถมีชีวิตที่สุขสงบได้ในแผ่นดินต้าหลี่ แต่นางเลือกที่จะกลับมาต้าซ่งเพื่อช่วยท่านแบ่งเบาภาระของบ้านเมือง
เช่นนี้แล้วเราและฮองเฮาได้แต่ยอมรับการตัดสินใจของนาง เราขอมอบลูกสาวคนเล็กที่อยู่กับเรามา 13 ปีคืนให้ท่าน นางยังไม่ได้ทำพิธีปักปิ่น เราขอมอบหน้าที่นี้ให้เป็ธุระของท่าน จงดูแลนางให้ดี อย่าให้นางได้รับาเ็หรือได้รับความลำบากใดๆ มิเช่นนั้นใจเราจะรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ที่ตัดสินใจส่งลูกสาวคนนี้คืนไปให้ท่าน”
จาก ต้วนกว่างจง แคว้นต้าหลี่
มือที่จับกระดาษแผ่นนี้สั่นไหวด้วยแรงะเืที่ไหลออกมาจากหัวใจ ... หัวใจของคนที่เป็พ่อ ...
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 เดือนก่อน
ที่นครต้าหลี่
องค์หญิงอี้อันหมอบศรีษะจรดพื้นเบื้องหน้าฮ่องเต้ต้วนกว่างจง ในห้องทรงอักษร มีเพียงฮองเฮาม่านลี่ ยืนอยู่ข้างๆ พระองค์ เพราะพระองค์ให้ขันทีและนางกำนัลทั้งหมดออกจากห้องไป
“อี้อัน เ้าคิดรอบคอบแล้วหรือ?”
“กระหม่อมคิดดีแล้วเพคะ เสด็จลุง เสด็จป้า”
“หม่อมฉันอกตัญญูต่อเสด็จลุง เสด็จป้า ที่ทรงเลี้ยงดูหม่อมฉันเหมือนลูกแท้ๆนับั้แ่หม่อมฉันเกิดใหม่ ทั้งสองพระองค์ทรงเมตตาอบรมสั่งสอนหม่อมฉันเสมอมา และมอบพี่ชายที่ดีมากถึง3 คนให้หม่อมฉัน ทรงมีบุญคุณดั่งขุนเขา มีพระเมตตาต่ออี้อันล้นฟ้าประหนึ่งบิดามารดาก็ไม่ปาน ต่อให้อี้อันใช้แรงงานรับใช้ท่านก็ทดแทนบุญนี้ได้ไม่หมด วันนี้อี้อันกลับอกตัญญูต่อทุกคนแล้ว แต่บนแผ่นดินต้าซ่งไม่สงบสุข มีภัยคุกคามไปถึงพระบิดา พระมารดาบัดนี้ภัยนั้นถึงเสด็จพี่สามแล้ว หม่อมไม่อาจทำใจสุขสบายในแผ่นดินที่สงบสุขของเสด็จลุง เสด็จป้าได้เพคะ … ขอทรงพระกรุณาให้หม่อมฉันไปต้าซ่งเถิดเพคะ”
“อี้อันเอ๋ย....ความสามารถเพียงน้อยนิดของเ้าจะไปช่วยแผ่นดินอันหนักอึ้งได้หรือ?”ฮองเฮาม่านลี่ซับน้ำพระเนตร เสียงสั่นเครือ
“ขอเพียงหม่อมฉันแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อและคุ้มกันเสด็จพี่เท่านี้ราษฎรต้าซ่งก็มีความสงบสุขดั่งเช่นนี้ทุกวันเพคะ”
ทั้งสองพระองค์นิ่งอึ้งอยู่นาน ที่สุดฮ่องเต้ต้วนกว่างจง จึงตรัสถามหลานสาวเบาๆ “....แล้วเ้าจะกลับมาหาลุง กับป้าของเ้าอีกหรือไม่… อี้อัน”
นางนิ่งคิดอึดใจหนึ่งก่อนประสานมือจรดหน้าผาก ก้มลงฝ่ามือและหน้าผากดินพื้น กล่าวว่า“อี้อันอกตัญญู ... ที่ไม่อาจอยู่รับใช้เสด็จลุง เสด็จป้า เมื่อต้าซ่งไม่มีา เสด็จพี่ไม่มีภัยราษฎรร่มเย็นแล้ว หม่อมฉันจะกลับมาเฝ้าเสด็จลุง เสด็จป้าเพคะ”
ขณะฟังหลานสาวที่รักกล่าวฮองเฮาม่านลี่ ยืนซับน้ำตาพลางส่ายพระพักตร์จิตใจไม่อาจยอมรับได้ที่หลานสาวตัดสินใจจะจากไป ส่วนฮ่องเต้ต้าหลี่ได้แต่นิ่งงันพระพักตร์เศร้าหมองนัก ...พระองค์รักหลานสาวผู้นี้ไม่น้อยไปกว่าพระโอรสทั้งสาม ปณิธานของเ้ายิ่งใหญ่นักสมดั่งชื่อนามเ้า อี้อัน“ผู้มีจิตตั้งมั่นในปณิธาน” แต่เพราะต้าซ่งมีศึการอบด้าน ทางเหนือเผ่าแคว้นเหลียวคอยจะหาโอกาสรุกรานแคว้นต่างๆไม่หยุด หากไม่มีแคว้นซีเซี่ยกับถู่ฟานกั้นไว้เกรงว่าต้าหลี่คงไม่สงบสุขเช่นกัน คิดดังนั้นแล้วทรงหันไปทางฮองเฮาที่ยืนซับน้ำตาร่ำไห้พยักหน้าให้ฮองเฮาทำหน้าที่ฝนหมึกบนโต๊ะทรงพระอักษร
ค่ายซานตง
องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง จางเหยา ยืนบนลานประลอง กำกับการฝึกทหารทั้ง 800 นายด้วยตนเองถึงจะฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายมาได้สองเดือนแล้ว พลทหารแต่ละคนยังไม่กระฉับกระเฉงการจับอาวุธแต่ละชิ้นไม่มั่นคง ่แรกที่ให้จับคู่ฝึกอาวุธทวน อาวุธดาบแต่ละคนฟาดฟันไปมาอย่างเลื่อนลอยปราศจากกระบวนท่าต่อมาจึงกำหนด่เวลาให้ฝึกอาวุธทวน อาวุธดาบ ฝึกยิงธนูแต่เนื่องด้วยการฝึกคนจำนวนมากจึงมองดูไม่ทั่วถึง ถึงเช่นนั้น เสวี่ยซิง และจางเหยายังได้สังเกตว่าพลทหารจำนวนหนึ่งไม่ตั้งใจออกแรงใช้อาวุธครั้นนับจำนวนพลทหาร 800คน มักขาด 5 คนไม่อยู่ในสนามฝึก วันนี้ก้อเช่นกัน
จางเหยาเดินอย่างเงียบกริบเข้ามายืนข้างพลทหารหนุ่มน้อย 2 คนที่หลบด้านหลังค่ายกำลังก้มประกอบสิ่งประดิษฐ์นกไม้ เพื่อร่อนออกไปให้เพื่อนด้านนอกกำแพงค่ายส่งอาหารจากภายนอกเข้ามาให้จางเหยายืนกอดอกดูอย่างเงียบๆ “ข้าหาเส้นเถาวัลย์มาได้แล้ว” เฟยฉีส่งมันให้ฮุ่ยชิว “เ้าดูนะตอนนี้ผูกมันไว้ตรงนี้หมุนตรงนี้ให้เส้นเถาวัลย์ตึง แล้วนกไม้ของข้าก็บินได้เหมือนนกจริง” ว่าแล้วก็ปล่อยนกตัวนี้ขึ้นแต่อนิจจาขยับได้ 3 กระพือ มันบินไปติดอยู่ในมือของรองผู้บัญชาการจางเหยาพอเห็นว่าคนจับนกเป็ใครสองคนสะดุ้งโหยงเผ่นขึ้นทันที แต่ไม่ทันแล้วจางเหยาจิกมวยผมเฟยฉี ส่วนเท้าเหยียบที่น่องของฮุ่ยชิวผู้เป็เ้าของนกไม้..นกของข้า..ตายอนาถแล้ว
เสวี่ยซิงเดินไปอีกด้านของค่ายเป็ลานซักล้าง เหมือนได้ยินเสียงซักผ้า เสียงพูดคุยกันเบาๆแว่วมา ซึ่งด้านหน้าค่ายยังคงฝึกซ้อมอาวุธกันอยู่ เขาเดินมาอย่างเงียบกริบ “วันนี้ครบกำหนดรับจ้างซักผ้าให้พวกพี่ลั่ว เย็นนี้เราค่อยไปเก็บเงินกัน”ต้าหล่าง พลทหารร่างสูงใหญ่กำลังตากเสื้อผ้าชั้นในของเพื่อนส่วนมู่ไป๋ กับเจิ้งเต๋อ กำลังขะมักเขม้นซักผ้าจำนวนหนึ่งในถังซักสามสหายกลุ่มนี้มาจากครอบครัวชาวนาในชนบทฐานะยากจนมาก จึงแอบรับจ้างเพื่อนในค่ายซักผ้าหาเงินทำให้ขาดการฝึกอยู่บ่อยๆ ขณะที่ ต้าหล่าง ก้มลงหยิบผ้าขึ้นตาก เงยหน้าขึ้นได้พบกับเสวี่ยซิง ยืนอยู่ข้างหน้าพอดิบพอดี ร้องเสียงหลงแล้วรีบเอามืออุดปากตัวเอง มู่ไป๋กับ เจิ้งเต๋อ เงยหน้าขึ้นพบ รองผู้บัญชาการค่ายซานตง เสวี่ยซิง พวกเขาหน้าซีดเผือดขาว รู้ได้ในทันทีว่า ......เงินค่าจ้างซักผ้างวดนี้... หล่นหายแล้ว ......
ทั้ง5 คนยืนเรียงตัวเบื้องหน้า โต๊ะผู้บัญชาการ มีองค์รัชทายาทนั่งกอดอกมองอยู่ “รู้ตัวไหมว่าทำผิดเื่อะไร”
ฮุ่ยชิวตอบ“กระหม่อมแอบหนีการฝึกพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเ้ารู้ไหม ทำไมเราต้องให้เ้าฝึกหนัก?” องค์รัชทายาทตรัสถามด้วยเสียงราบเรียบ
“เพราะทหารค่ายซานตง ต้องเข้าไปเป็ทหารรักษาเมืองพ่ะย่ะค่ะ” เฟยฉี ตอบตะกุกตะกัก
องค์รัชทายาทถาม“แล้วเ้ารู้อีกหรือไม่เหตุใดเราถึงเข้มงวดการฝึกของพวกเ้ามากกว่าเมื่อก่อน”
“เอ่อ .... เพราะพลทหารของค่ายซานตง ถูกโจรชุดดำสังหารไปยี่สิบกว่าคน....” ฉับพลันเสียงตบโต๊ะดังสนั่นพลทหารที่ทำผิดวินัยทั้ง 5 สะดุ้งโหยงพลันคุกเข่าก้มหน้าติดพื้น“ไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย”
“เ้ารู้ทั้งรู้ว่า ตัวเองฝีมือต่อสู้อ่อนด้อยพวกเ้ายังไม่สำนึกเร่งฝึกฝนอาวุธกันอีก ถ้าพวกเ้าออกไปประจำการมีแต่ไปตายเท่านั้น เพราะศัตรูเก่งกล้าและแข็งแกร่งกว่าพวกเ้า” เสียงองค์รัชทายาทตวาดลั่นห้องโถง บรรดาพลทหารที่อยู่ด้านนอกกำลังลุ้นเอาใจช่วยเพื่อนทั้ง5 ต้องสะดุ้งสุดตัวพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วรีบแยกย้ายกันออกไปองค์รัชทายาทพยายามอดกลั้นความโกรธ สูดลมหมายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะตรัสสั้นๆ
“พวกเ้าไปวิ่งรอบค่าย 10 รอบ ไม่ครบ ไม่ต้องกินข้าว”
ห้องทรงพระอักษรต้าซ่ง
ค่ำนั้นฝ่าามีพระบัญชาเรียกองค์รัชทายาทเข้าเฝ้า “การฝึกพลทหารในค่ายเป็อย่างไรบ้าง?” “กระหม่อมละอายใจนักสองเดือนมานี้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ตั้งใจ” องค์รัชทายาทตอบพระพักตร์เคร่งเครียด
“เอาหละ ไม่เป็ไร พวกเขาถูกละเลยมานาน การฝึกพวกเขาต้องใช้ความอดทนมากหน่อยเช่นนั้นพ่อจะส่งคนผู้หนึ่งไปช่วยเ้า”
“ใครหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อี้อัน”
“...................”
“พ่อเห็นว่านางอยู่ว่างๆเลยคิดให้ไปช่วยงานเ้าที่ค่ายซานตง” องค์รัชทายาทมองพระบิดาอย่างแปลกใจ “เสด็จพ่อ หม่อมฉันมี เสวี่ยซิงกับจางเหยา คอยช่วยอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาทรงนิ่งมีอาการครุ่นคิดอะไรบางอยู่ ก่อนจะตรัสว่า “ช่างเถอะ...อาชิว เ้ามานี่สิ พ่อมีอะไรจะให้เ้าดู” ทรงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากกองฎีกาหน้าซองระบุนาม “ถึงจ้าวเฟิงอี้” ส่งให้พระโอรส องค์รัชทายาททรงรับจดหมายจากฝ่าา มองพระพักตร์เสด็จพ่อป็นเชิงขออนุญาต แล้วเปิดกระดาษในนั้น ก้มอ่านช้าๆ .....
องค์รัชทายาทเงยหน้าจากจดหมายรู้สึกอึ้งกับสิ่งที่เสด็จลุงเขียนมา และอดตื้นตันความปรารถนาดีของน้องสาวไม่ได้ เ้าลูกเต่านี่น่ะหรือจะมาแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อและพี่ชาย ครั้นมองพระบิดาก็แปลกใจเล็กน้อย ฝ่าากำลังจับจ้องอยู่ที่หินสีชมพูเข้มก้อนหนึ่ง
“ให้นางไปค่ายกับเ้าด้วย ถ้านางช่วยอะไรเ้าไม่ได้เลยก็ให้นางกวาดลานฝึกซ้อมไป ตอนเย็นค่อยพานางกลับวัง ส่วนเ้าก็มาเล่าให้พ่อฟังด้วย” องค์รัชทายาทสงสัยยิ่งนัก “เหตุใดเสด็จพ่อทรงตามใจนางเพียงนั้น”
“ก็เพราะนางติดสินบนพ่อเอาไว้ นี่งัย”ว่าแล้วฝ่าาแย้มพระสรวลอย่างเบิกบานชูเม็ดพลอยสีชมพูเข้มให้พระโอรสดู
“เสด็จพ่อนะเสด็จพ่อ” …..